ผู้บริหารสถานศึกษาได้แก่ หัวหน้าสถานศึกษา หรือ ครูใหญ่ อาจารย์ผู้อำนวยการ และรวมไปถึงผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยหรือรองของตำแหน่งดังกล่าวในสถานศึกษาและหมายรวมถึงครูอาจารย์ที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าต่าง ๆ รองลงไปจากหัวหน้าสถานศึกษาหรือผู้ช่วยหรือรอง เช่น หัวหน้าฝ่าย หัวหน้าคณะวิชา ฯลฯด้วยผู้บริหารทุกระดับเป็นผู้มีความสำคัญต่อการจัดและพัฒนาจริยศึกษาในสถานศึกษาเป็นอย่างยิ่งเพราะผู้บริหารเป็นทั้งผู้นำ ผู้กำหนดแนวทางและผู้ปฏิบัติในการฝึกหัดอบรมสั่งสอนและปลูกฝังนักเรียน นักศึกษา และบุคคลอื่น ๆ ในสถานศึกษาให้เป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม และถ้าเป็นผู้มีความมุ่งมั่นประสงค์จะพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของนักเรียนและประชาชนด้วยแล้วการพัฒนาจริยศึกษาในสถาบันการศึกษาจะเป็นเรื่องง่าย
คุณธรรมและจริยธรรมของผู้บริหาร
ตามที่กำหนดไว้สำหรับอบรมสั่งสอนนักเรียนนักศึกษาครบทุกข้อดังนี้
1. การมีความละอายในการทำความชั่วทำความสุจริตทั้งปวง (หิริ)และความเกรงกลัวหรือสะดุ้งกลัวต่อความชั่ว (โอตัปปะ)ซึ่งเป็นคุณธรรมที่ช่วยให้โลกมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่เดือดร้อนสับสนวุ่นวาย (ธรรมคุ้มครองโลก หรือ ธรรมโลกบาล)
2. การมีความอดทนรู้จักอดกลั้นต่อความยากลำบากของงาน ต่ออุปสรรคทั้งหลาย ตลอดทั้งความเข้าใจผิดและความไม่สุจริตใจต่าง ๆ ที่คนอื่นมีต่อตน (ขันติ) และมีความสงบเสงี่ยมความอ่อนน้อมถ่อมตน (โสรัจจะ) ( ธรรม ทำให้งาม)
3. มีสติสัมปชัญญะเต็มเปี่ยมอยู่ตลอดเวลารับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนสม่ำเสมอไม่มีการลืมตัว หรือละเลยต่อหน้าที่ความรับผิดชอบของตน (เป็นการยึดมั่นในธรรมที่มีอุปการะมากหรือธรรมที่เกื้อกูลในกิจหรือในการทำความดีทุกอย่าง)
4. รู้จักอุปการะคือทำคุณประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นนึกถึงประโยชน์ของผู้อื่นเป็นที่ตั้งพร้อมที่จะให้ความอนุเคราะห์แก่คนอื่นในงานในหน้าที่ และความรับผิดชอบของตน ไม่ถืออคติหรือความลำเอียงใด ๆในการปฏิบัติตนต่อผู้ร่วมงานต่อศิษย์ หรือนักเรียนนักศึกษา และบุคคลทั่วไปไม่ว่าจะมีความรักใคร่ชอบพอกัน ไม่ชอบ ไม่พอใจ มีความรู้หรือเขลาหรือมีอามิสสินจ้าง หรือเกรงกลัวภัยต่าง ๆ อย่างใด
5. มีคุณธรรมประจำตนในการที่จะทำงานในหน้าที่ของตนให้สำเร็จ (อิทธิบาท) 4 ประการ คือมีความพอใจและเอาใจใส่การงานในหน้าที่ของตน (ฉันทะ)มีความพากเพียรในการประกอบการงานในหน้าที่ (วิริยะ) เอาใจฝักใฝ่ในการงานไม่ทอดทิ้ง (จิตตะ) และหมั่นตริตรองพิจารณาหาเหตุผลและวิธีการที่จะทำให้การงานเจริญก้าวหน้าอยู่เสมอ (วิมังสา)
6. มีคุณสมบัติอันประเสริฐ (พรหมวิหาร) 4 ประการ คือ มีความเมตตาปรารถนาจะให้ผู้อื่นเป็นสุข มีความกรุณาสงสาร คิดหาทางให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์มีมุทิตาปราบปลื้มในความสำเร็จ ความก้าวหน้าของบุคคลอื่น และมีอุเบกขา ความวางเฉยเห็นอกเห็นใจแก่ผู้ที่ได้รับความทุกข์
7. มีคุณธรรมที่เป็นเครื่องผูกน้ำใจผู้อื่นและบุคคลทั่วไป (สังคหวัตถุ) 4 ประการอยู่เป็นประจำ คือ ให้ปันสิ่งของแก่บุคคลที่ควรให้ปันมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น ตามสมควรแก่กรณี (ทาน) มีวาจาอ่อนหวานสุภาพเรียบร้อย (ปิยวาจา) ประพฤติตนเป็นคุณประโยชน์ (อัตถจริยา) และเป็นคนไม่ถือตัวไม่ถือยศศักดิ์ เข้ากันได้กับผู้ร่วมงานทุกคน ตามความเหมาะสมกับฐานะหน้าที่ของตน (สมานัตตตา)
8. หมั่นศึกษาหาความรู้รอบตัวให้มีความรอบรู้ เพื่อเป็นผู้ที่ทันต่อเหตุการณ์ บุคคลและปัญหาต่าง ๆที่เกิดขึ้นในหน้าที่การงาน (พาหุสัจจะ)
9. ประพฤติตนให้ห่างจากอบายมุขหรือทางแห่งความเสื่อมต่าง ๆไม่กระทำตนเป็นคนเบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น ผู้ร่วมงาน หรือนักเรียนนักศึกษามีความจริงใจต่อผู้ร่วมงานทุกคน ไม่เป็นคนที่มีเล่ห์ หรือเชื่อถือไม่ได้
หน้าที่สำคัญของผู้บริหารคือการเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาผู้อื่นหัวหน้าสถานศึกษาจะต้องสร้างหน้าที่ปกครองบังคับบัญชา ครูอาจารย์ นักเรียน นักศึกษาเจ้าหน้าที่ คนงานภารโรง ในสถานศึกษา ลดลั่นลงไป หัวหน้าฝ่าย หัวหน้าหมวดวิชาหัวหน้าคณะวิชา หรือหัวหน้าภาควิชา ก็ต้องทำหน้าที่ปกครองบังคับบัญชา ครูอาจารย์เจ้าหน้าที่ในส่วนของตนหลักการในการปกครองบังคับบัญชาที่เป็นการจูงใจโน้มนำให้ผู้ใต้บังคับบัญชา นักเรียนเคารพทำตาม หรือร่วมงานอย่างมีประสิทธิภาพ มี 3 วิธี และผู้ปกครองบังคับบัญชาจะต้องเลือกใช้ให้หมาะกับผู้อยู่ในปกครองให้ถูกต้องถูกโอกาสด้วยคือ
1. นิคคหวิธีคือปกครองด้วยวิธีคู่ขนาบ บังคับบัญชา แบบรักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี
2. ปัคคหวิธีคือปกครองด้วยการยกย่องส่งเสริมให้ทำความดี ให้กำลังใจในการปฏิบัติงานหรือศึกษาเล่าเรียน ใครทำดีอะไร ทำอะไรสำเร็จเป็นพิเศษก็ยกย่องชมเชยให้ปรากฏ
3. ทิฏฐานุคติวิธีคือปกครองโดยการทำตนให้เป็นตัวอย่างที่ดี สอนให้คนอื่นทำอะไรอย่างไรตนเองต้องปฏิบัติตามนั้นด้วย
ในสังคมไทยปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการสถานศึกษา หรือหน่วยงานย่อย แค่ไหนอย่างไรผู้บริหารมักถูกมองในแง่อคติ ในการปกครองบังคับบัญชา เช่นในการแต่งตั้งให้มีตำแหน่งสูงขึ้น การพิจารณาความดีความชอบการไว้เนื้อเชื่อใจให้ทำงานที่สำคัญ ๆมักจะกล่าวหาว่าผู้บริหารมักจะถือเอาประโยชน์และอามิสเป็นที่ตั้ง เช่นมีคำพังเพยว่า “สืบสายโลหิต (เห็นแก่ญาติมิตร)เป็นศิษย์ข้างเคียง(เห็นแก่บุคคลที่เป็นนักเรียน ลูกศิษย์ของตนมาก่อน)นำเสบียงส่งหลังบ้าน (เห็นแก่อามิส ของขวัญ ของกำนัล)กราบกรานสอพลอ (เห็นแก่การสอพลอ ยกย่อง เชิดชูตน)ล่อไข่แดง (เห็นแก่ที่ผู้ใต้ปกครองหาของที่ตนอยากได้มาปรนเปรอ)แรงวิชา(เห็นแต่คนที่แสดงตนว่ามีปริญญา มีความรู้สูง)ถลามาเอง(เป็นโชคชะตาของผู้ได้รับเพราะผู้ปกครองบังคับบัญชาไม่อยากให้ผู้อื่นได้เพราะอคติต่าง ๆจึงมีโคต้าเหลือมายังตนที่ไม่เคยมีอะไรให้นายชอบ)ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องหลีกเลี่ยงอคติดังกล่าวนี้ได้อย่างสิ้นเชิงการพัฒนาจริยศึกษาจึงจะได้ผลไม่มีใครขัดขวาง มีแต่จะให้ความร่วมมือ
