การหาความสุขสงบ ต้องขจัดความขัดแย้งที่ใคร
|
สามขัดแย้ง หนึ่งสมดุล
โดย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล วิศิษฐ์ วังวิญญู ดำเนินรายการ ณ ป๋วยเสวนาคาร วันเสาร์ที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๕ ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ ชั่ว ๆ ดี ๆ หนังสือพิมพ์ มติชนรายวัน ฉบับวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๔๕ เมื่อวันเสาร์ที่แล้วผมได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรในวงสนทนาของ 'ป๋วยเสวนาคาร' หัวข้อที่ทางผู้จัดตั้งไว้เป็นเรื่องความงามในงานศิลปวรรณคดี ส่วนผู้เข้าร่วมนั้นส่วนมากเป็นคนหนุ่มสาวราวห้าสิบคนเห็นจะได้ แน่ละ คุยกันสองชั่วโมง เนื้อหาย่อมเคลื่นย้ายไปรอบทิศทาง แต่คำถามใหญ่ที่ผมต้องตอบ ยังคงมีอยู่ว่าความงามคืออะไร ผมบอกพวกเขาไปว่าตัวเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ อีกทั้งไม่เคยรู้แจ้งในเรื่องไหน หากมีความเข้าใจในบางเรื่องราวอยู่บ้าง คงเป็นเพราะพยายามแยกแยะประสบการณ์ที่ผ่านมา ในทรรศนะของผม หากจะต้องอธิบายความงามอย่างรวบรัดที่สุด ก็คงกล่าวได้ว่าความงามคือความกลมกลืนของสิ่งขัดแย้ง (Homony of Opposites หรือ Homony of Differences) ไม่เชื่อลองคิดดูว่าบนใบหน้าของหญิงงาม มีสิ่งที่ต่างกันอยู่มากน้อยเพียงใด หูจมูกอยู่ในแนวตั้ง ปากคิ้วตาอยู่ในแนวนอน ทั้งหมดถูกจัดวางไว้ในที่ทางอันเหมาะสม หากจัดเรียงใหม่ให้อยู่ในแนวดิ่งหรือแนวราบเหมือนกันหมด แม้จะเป็นองค์ประกอบชิ้นเดิม ไม่ทราบว่าใบหน้าจะเป็นเช่นใด เฉกเช่นบนแผ่นภาพจิตรกรรม สีสันที่ปาดป้ายล้วนแตกต่างขัดแย้ง แดง นำเงิน เขียว ดำ เหลือง ฯลฯ หรือต่อให้เป็นภาพเอกรงค์ ก็ยังมีแก่อ่อนเข้มจาง บทเพลงไพเราะ ถึงอย่างไรก็มิอาจเกิดได้ด้วยโน๊ตดนตรีเพียงเสียงเดียว ฯลฯ ถามว่า ผมให้กำเนิดความเห็นเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร จุดเริ่มต้นกลับมิใช่ภาพเขียนหรืองานปะติมากรรม หากเป็นภาพชายชาวป่าผู้หนึ่งควงขวานอยู่บนกิ่งแรกของต้นไม้ ยามนั้น ผมเห็นเขายืนเลี้ยงตัวอยู่บนความสูง ผสานจังหวะสั่นไหวของกิ่งไม้เข้ากับจังหวะเหวี่ยงขวาน เกิดเป็นความเคลื่อนไหวของเรือนร่างที่พลิ้วคล่องราวร่ายรำ น้ำหนักกระทำของคมขวาน ที่โค่นตัดต้นไม้ก็เต็มไปด้วยพลัง ดูช่างงดงามลงตัวนัก ผมเก็บภาพดังกล่าวมาครุ่นคิดดู พบว่าที่คนตัดไม้ทำเช่นนั้นได้ก็เพราะ รู้จักสร้างความสมดุลท่ามกลางความขัดแย้งหลายประการ ความขัดแย้งระหว่างน้ำหนักตัวของเขากับแรงดึงดูดของโลก ความขัดแย้งระหว่างกิ่งไม้กับตัวเขาที่มีมวลสารมากกว่า ความขัดแย้งระหว่างน้ำหนักขวานกับกล้ามเนื้อบนแขนไหล่ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงความขัดแย้งระหว่างแรงกระแทกของคมขวานกับต้นไม้ที่เขาต้องการตัดโค่น ในเมื่อเขาสามารถหยิบยืมแรงกดดันทั้งหมดมาดีดส่งจังหวะกระทำของตนเอง ภาพที่เกิดขึ้นจึงลื่นไหลกลมกลืนและมีพลังอย่างยิ่ง จากนั้นผมจึงสรุปได้ว่าความงามคือความกลมกลืนหรือความสมดุลระหว่างสิ่งขัดแย้ง และความงามที่แท้จริงนับเป็นสิ่งที่มีพลัง ข้อเตือนใจมีเพียงอย่างเดียวคือ เนื่องเพราะสรรพสิ่งในโลกล้วนอยู่ในสภาวะเคลื่อนไหวแปรเปลี่ยนต่อเนื่อง ดังนั้นไม่มีความสมดุลอันใดที่ถาวรเป็นนิรันดร์ ดังนั้นไม่มีความงามใดที่ปรากฏอยู่ชั่วนิรันดร์ เพียงแต่ความสมดุลสามารถบังเกิดใหม่ได้ หากเรารู้เท่าทันสภาวะที่แปรเปลี่ยนไป ถามว่าแล้วชีวิตคนเล่า จะต้องจัดการความขัดแย้งอะไรบ้าง จึงจะบังเกิดความสมดุล บังเกิดความงาม และบังเกิดพลัง? ต่อเรื่องนี้ ผมได้อธิบายให้คนหนุ่มสาวฟังว่าจากประสบการณ์ที่อยู่มาโลกห้าสิบกว่าปี ผมเห็นพวกเราเวียนว่ายอยู่ในความขัดแย้งใหญ่สามประการ ประการแรกคือขัดแย้งกับตัวเอง ประการต่อมาขัดแย้งกับธรรมชาติ หรือเอกภพ ก่อนกล่าวต่อผมคงต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนสักนิดว่าที่เรียกว่า 'ขัดแย้ง' นั้น โดยพื้นฐานแล้วมิได้หมายความถึงการทะเลาะเบาะแว้งในแง่มุมที่ใช้กันทั่วไป หากหมายถึงการดำรงอยู่ทับซ้อนที่ตกลงกันไม่ได้ เว้นไว้แต่จะมีการขยับเคลื่อนให้กันและกัน หรือไม่หักล้างกันไปข้างใดข้างหนึ่ง เราขัดแย้งกับตัวเอง เพราะโดยส่วนมากแล้วเรามักมีปรารถนาที่ขัดแย้งกัน หรือบางทีก็ทะเยอทะยานฝันใฝ่ในสิ่งที่ตัวเองไม่มีศักยภาพจะบรรลุถึงได้ เราขัดแย้งกับผู้อื่น เพราะการดำรงอยู่ของเราเริ่มต้นก็ต้องการพื้นที่ และเงื่อนไขหลายประการมารองรับ ยิ่งขยายความต้องการให้พ้นเกินไปจากความจำเป็น การแย่งชิงเงื่อนไขต่าง ๆ กับเพื่อนมนุษย์ยิ่งรุนแรงเข้มข้น ยังไม่ต้องเอ่ยถึงความขัดแย้ง อันเนื่องมาจากความคิดความเชื่อที่ปราศจากวินัยทางปัญญา สุดท้าย เราขัดแย้งกับธรรมชาติก็มี เพราะชีวิตคนจะดำรงอยู่ได้ล้วนต้องหยิบเงื่อนไขจากธรรมชาติ ไม่ว่าอากาศ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรคล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยวัตถุปัจจัยที่มาจากธรรมชาติทั้งสิ้น กฎกติกาดังกล่าวหากไม่ตั้งอยู่ในความสมดุล จากอิงแอบก็จะกลายเป็นรุกรานจนกระทั่งธรรมชาติหวนมาหักล้างการดำรงอยู่ของเรา กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว การดำรงอยู่ของความขัดแย้งเหล่านี้ เป็นเรื่องราวของภววิสัยที่ไม่อาจเลี่ยงพ้น แต่สิ่งที่สามารถทำได้คือการจัดการพลังขัดแย้งให้อยู่ในความสมดุล หาไม่แล้วสิ่งตรงข้ามทั้งหลายทั้งปวงก็จะหักล้างกันอย่างชุลมุนวุ่นวาย ความขัดแย้งที่ไม่ควรเป็นปฏิปักษ์กลายเป็นสงครามรุนแรง เกิดมาชาติหน้ามีแต่ทะเลาะกับตัวเอง ทะเลาะกับเพื่อนมนุษย์ และทะเลาะกับจักรวาล ครับ ผมคงไม่ต้องเอ่ยก็ได้ว่าผู้คนในสังคมไทยเวลานี้ หรือแม้แต่มนุษยชาติในช่วงปัจจุบัน ได้สูญเสียความสมดุลไปมากแค่ไหนแล้ว แทนที่เราจะหยิบยืมพลังของสิ่งแตกต่างมาสร้างความกลมกลืนและความงามของชีวิต กลับดำเนินการหักล้างทั้งตัวเอง ผู้อื่น และโลกธรรมชาติอย่างบ้าคลั่งเมามัน นับวันชีวิตของพวกเราจึงยิ่งไร้ทั้งความงามและพลัง อย่างไรก็ตาม ผมบอกกับคนหนุ่มสาวที่กรุณามารับฟังคนแก่อย่างผมว่า จริง ๆ แล้วความงามเป็นเรื่องของอัตวิสัย ซึ่งหมายถึงว่าอยากเห้นสิ่งใดงาม ก็ต้องเอาตัวเองเข้าไปพัวพันเกี่ยวข้องทั้งควรเข้าไปพัวพันเกี่ยวข้อง ทั้งควรเข้าไปในห้วงยามที่เหมาะสม และจัดวางตนเองไว้ในมุมมองที่ถูกต้อง กล่าวเช่นนี้แล้ว ทำให้ผมนึกออกว่าท่ามกลางความสับสนอลหม่าน อันเนื่องมาจากสภาวะไร้สมดุลของความขัดแย้งใหญ่สามประการนั้น เรายังสามารถสร้างความสมดุลได้หนึ่งอย่าง คือจัดการกับความข้ดแย้งภายในตัวเราเอง เลิกเพ้อเจ้อทะเยอทะยานเกินความชั่วคราวของชีวิต เลิกสร้างอัตลักษณ์ลวงด้วยปัจจัยภายนอก แล้วหันมาสร้างความสงบสมดุลตลอดจนความงามจากด้านใน จากนั้นเราอาจจะมีพลังจัดการความขัดแย้งที่เหลืออีกสองประการ เฉกเช่นคนตัดต้นไม้ หากไม่มีสมาธิสมดุลทางอัตวิสัย ไหนเลยจะสามารถยืมแรงโน้มถ่วงของโลกมาใส่คมขวาน พูดไปพูดมา เรื่องของวิถีชีวิต...วิถีธรรมก้ยิ่งทวีความสำคัญ |
||
|
|
||