ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักแก่ผู้รับ

ประเพณีทำบุญเดือนสิบ

 

          การทำบุญเดือนสิบเริ่มทำการในวันแรม 14  ค่ำ 15 ค่ำ เดือน 10 เป็นวันทำบุญ แต่บางวัดก็จะใช้วันแรม 8 ค่ำ เดือน 10 เป็นประเพณีที่ได้รับมาจากศาสนาพราหมณ์ของอินเดีย ส่วนใหญ่จะตรงกับเดือนกันยายน เป็นฤดูสารท หมายถึง การทำบุญให้แก่ญาติผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว สำหรับชาวบ้านจะเตรียมอาหารคาวหวาน สิ่งที่ปู่ย่าตายายชอบพร้อมกระทงที่ใส่อาหารให้เปรต เมื่อไปวัดก็นำปิ่นโตไปตักแบ่งอาหารสำหรับพระสงฆ์ แล้วทำพิธีกรรมทางศาสนาที่ศาลาการเปรียญรับศีลฟังธรรม บังสกุลชื่อตายายที่ล่วงลับไปแล้ว หลังจากประกอบพิธีกรรมนี้ พระสงฆ์จะสวดพาหุงให้ศีลให้พร ชาวบ้านจะตักบาตรที่ศาลา ตักบาตร (เรียกว่าหลาบาตร) ร่วมกันถวายอาหารแก่พระสงฆ์ รอจนพระฉันอาหารเสร็จ ลูก ๆ หลาน ๆ ก็จะตั้งวงกันรับประทานอาหาร หลังจากนั้นก็ทำพิธีกรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เตรียมกระทงเปรตไปวางข้างนอกวัด แจกทานแก่ชาวเล (ชาวไทยใหม่) เป็นอันเสร็จพิธีเดือนสิบ
          กระทงเปรต เป็นกระทงใบตอง ขนาดประมาณถ้วยแกงใบใหญ่ 1 ใบ ภายในจะเป็นกระทงเล็ก ๆ ใส่อาหารคาวหวาน และน้ำ นำไปวางไว้นอกวัด แต่ละครอบครัวจะนำมาเรียงไว้นอกประตูวัด เรื่องการวางกระทงเปรตนั้นเป็นพิธีกรรมที่ปฏิบัติมาแต่โบราณว่า ปู่ ย่า ตา ยาย ที่ล่วงลับไปแล้ว ยังไม่ได้ผุดได้เกิด จะทรมานเป็นเปรต พอถึงวันสารท เปรตจะมารอรับทานจากลูกหลานอยู่นอกวัด ดังนั้น ขนมและอาหารที่เตรียมไปให้ก็จะรวมกันอยู่ในกระทงไม่ทำไม่ได้เพราะบรรพบุรุษจะมารับอาหารไป ถ้าหากลูกหลานไม่ไปทำให้จะทำให้บรรพบุรุษเสียใจและอดอยาก ตามคำกล่าวของผู้สูงอายุ จุดมุ่งหมายของการจัดงานเดือนสิบ เพื่อเป็นการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับตายายที่ล่วงลับไปแล้ว บางท่านอาจจะได้รับความลำบากอยู่ตามขุมนรก ต่าง ๆ และเป็นการชุมนุมญาติ เพราะบรรดาพี่น้องที่อยู่ไกล ๆ เมื่อถึงเทศกาลเดือนสิบ ทุกคนก็จะเดินทางกลับมาทำบุญที่บ้านให้กับบรรพบุรุษ
          ขนมที่นำมาไหว้และทำพิธีในเดือนสิบ คือ ขนมลา ขนมพอง ขนมเทียน ขนมท่อนใต้ ขนมจูจุน ขนมเจาะรู ขนมสะบ้า ซึ่งขนมเหล่านี้จะมีความหมาย เมื่อบรรพบุรุษนำเอาไปใช้ประโยชน์ในเมืองนรก เช่น ขนมลา เพื่อให้บรรพบุรุษที่ไม่ได้ไปผุดไปเกิด ต้องเป็นเปรตได้นำไปกิน เนื่องจากเปรตจะมีปากเท่ารูเข็ม ขนมลาก็จะทำเป็นเส้นเล็ก ๆ เป็นต้น
          ประเพณีเดือนสิบ เป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อในเรื่องของวิญญาณของบรรพบุรษ นรก สวรรค์ บุญ บาป เช่น การนำเอาสิ่งของที่ปู่ย่าตายายชอบมาทำบุญ เนื่องจากคนไทยเชื้อสายจีนเชื่อว่า เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูรู้คุณ ระลึกถึงบรรพบุรุษ ปู่ ย่า ตา ยาย และการนำสิ่งของไปวางไว้ภายนอกกำแพงวัด เพราะเชื่อว่า ภายในวัดมีเจ้าที่เจ้าทางและเจ้าที่อาจจะไม่อนุญาติให้คนตายเข้ามาในวัด ทำให้วิญญาณคนตายอาจไม่มีโอกาสเข้ามากินอาหารภายในวัดได้ นอกจากนี้ในพิธีกรรมอื่น ๆ ชาวจีนก็มีความเชื่อ เช่น
- วิญญาณก็ต้องมีความเป็นอยู่ มีอาหารการกิน และหากลูกหลานไม่ทำบุญให้ก็อาจจะไม่มีกิน ซึ่งบางครั้งก็ไม่แน่ใจว่าบรรพบุรุษจะต้องถูกลงโทษไปเป็นเปรตหรือไม่ จึงได้มีการป้องกันโดยมีการถวายขนมชนิดต่าง ๆ เพื่อให้บรรพบุรุษสามารถกินได้
- วิญญาณบรรพบุรุษะได้พบกันความสงบสุข เมื่อได้รับส่วนบุญส่วนกุศลที่ทำไปให้
- เมื่อวิญญาณยังไม่ได้ผุดได้เกิดย่อมจะต้องล่องลอย ไม่สามารถเข้ามาอาศัยในวัด อาจตกอยู่ในขุมนรก การทำบุญอาจช่วยวิญญาณบรรพบุรุษได้

 

              

 

ประวัติวัดควนอุโบสถ

วัดควนอุโบสถ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๓ ตำบลปริก อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราชได้ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๒๕๐ มีเนื้อที่ทั้งหมดตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) จำนวน ๔๓ไร่ ๒ งาน ๗๗ ตารางวาทิศเหนือ  จด  สถานีอนามัยบ้านหัวควน  ทิศใต้  จด  สวนยางพาราของนางสาคร ชูปาน  ทิศตะวันออก  จด  ถนนสาธารณะ   ทิศตะวันตก  จด  โรงเรียนวัดควน   วัดควนอุโบสถมีเจ้าอาวาสและผู้ปฏิบัติธรรมหลายรูปได้มาอาศัยสถานที่แห่งนี้ปฏิบัติธรรมมาตลอดจนไม่สามารถบอกได้ว่ามีเจ้าอาวาสมาแล้วกี่รูป นามฉายาว่าอะไรบ้าง 

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๘ พระครูอินทวัณโณภาส (กลิ่น อินฺทวณฺโณ)ได้ร่วมกับพุทธบริษัทได้เข้ามาพัฒนาบูรณะวัดแห่งนี้ใหม่ และได้ตั้งชื่อว่าวัดควนอุโบสถ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๑๐ เดือน มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๕พระครูอินทวัณโณภาส ได้ดำเนินงานสาธารณูปการไว้หลายอย่าง เช่น ศาลาการเปรียญ หอฉันกุฎิ ห้องน้ำห้องส้วม เมรุเผาศพ และได้ดำเนินการก่อสร้างอุโบสถขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๐ แต่ยังไม่แล้วเสร็จท่านก็มรณภาพเสียก่อน        เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๒ด้วยโรคชราภาพ   ต่อมาพระอธิการวีระพัฒน์ ฐิตสาโร เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันก็ได้ดำเนินการสร้างอุโบสถต่อจนแล้วเสร็จ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๑   

ตำนานตามความบอกเล่าของชาวบ้าน  เนินดินสูงที่ตั้งอุโบสถในปัจจุบัน กล่าวกันว่าเป็นวังหลวงที่ประทับของพระสุธนและนางมโนราห์ โดยสี่มุมเมืองวังหลวงมีทรัพย์สมบัติแก้วแหวนเงินทองและของมีค่าอื่นๆ เป็นจำนวนมาก   บึงน้ำใหญ่ ซึ่งอยู่ใกล้วัดทางทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) (ปัจจุบันเป็นหนองน้ำชาวบ้านเรียกว่า หนองเต่าดำ)ซึ่งเป็นที่อาศัยของพญานาค  ที่พรานบุญไปขอบ่วงบาศของพญานาคเพื่อเอาไปจับนางกินรี(นางมโนราห์)   อาศรมฤาษี  ตั้งอยู่ทางทิศหรดี(ตะวันตกเฉียงใต้)  ซึ่งเป็นสถานที่เคยอยู่ของฤาษีผู้ประพฤติพรตบำเพ็ญธรรม (ปัจจุบัน เรียกว่า วัดสระนางมโนราห์) ซึ่งอยู่ใกล้กับสระน้ำใหญ่ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เหล่านางกินรีบินมาจากภูเขาไกรลาส (ปัจจุบันเรียกภูเขานางนร หมายถึงนางกินรี) มาเล่นน้ำในสระอยู่เป็นประจำ  (ปัจจุบันชาวบ้านเรียกสระน้ำนี้ว่า สระนางมโนราห์)  ถัดจากสระน้ำใหญ่มาทางทิศเหนือ ชาวบ้านเรียกว่า ช่องสะไบหลุ่ย  (ซึ่งเป็นสไบที่นางมโนราห์หลุดออกจากกายตอนที่พรานบุญจับมัดแล้วลากดึงมา)  ถัดจากช่องสะไบหลุ่ย   เป็นบ้านทุ่งโถ๊ะนุ้ย  (ถูกนุ้ย  หมายถึง  พรานบุญอดใจไม่ไหวที่เห็นนางมโนราห์มีความงดงาม  จึงเอามือไปจับเนื้อต้องตัวนิดนึง เรียกว่า  โถ๊ะนุ้ย )  ถัดจากบ้านทุ่งถูกนุ้ย มาถึงบ้านทุ่งโถ๊ะใหญ่  หมายถึงพรานบุญอดใจไม่ได้แล้ว  จึงจับเนื้อต้องตัวนางมโนราห์ตรงโน้นบ้างตรงนี้บ้างมากกว่าเก่า จึงเรียกว่าทุ่งโถ๊ะใหญ่  ถัดจากทุ่งโถ๊ะใหญ่มาถึงบ้านทุ่งสง (ปัจจุบันเป็นวัดร้างอยู่ในความดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครศรีธรรมราช)   ซึ่งอยู่ทางทิศบูรพา(ตะวันออก) ของวัดควนอุโบสถ  ซึ่งเป็นสถานที่พรานบุญพานางมโนราห์มาถวายต่อพระสุธนหรือพระศรีสุธน  พอเห็นนางมโนราห์ก็เกิดความพึงพอใจในความงามจึงได้พานางมโนราห์มาเสพสุขในวังที่ประทับ(หมายถึงวัดควนอุโบสถ)

ตำนานนี้เกิดจากการบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่สมัยก่อนเล่าต่อๆกันมา  และได้มีพระภิกษุชาวล้านนารูปหนึ่ง  ท่านได้เขียนประวัติเอาไว้  ผิดพลาดประการใดขอให้ท่านผู้รู้ทั้งหลายช่วยพิจารณาต่อไป

 

 ตรุษจีนนี้  พลาดไม่ได้  กับงานบุญกุศลครั้งยิ่งใหญ่   ปิดทองฝังลูกนิมิตผูกพัทธสีมาอุโบสถ   ในระหว่างวันที่  1-9  กุมภาพันธ์  2552     ภายในงานจัดพรรษชาอุปสมบท บวชชีพราหมณ์ เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตก์  พระบรมราชินีนาถ     มีการแสดงเทศนามหาชาติพระเวสสันดรชาดก  และอื่นๆ มากมาย