ปาจิตตีย์ มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ 4
โย ปะนะ ภิกขุ อะนุปะสัมปันนัง ปะทะโสธัมมัง…
“อนึ่ง ภิกษุใดยังอนุปสัมบันให้กล่าวธรรมโดยบทเป็นปาจิตตีย์.”
วิภังค์
ที่ชื่อว่า อนุปสัมบัน คือ ยกเว้นภิกษุ ภิกษุณี นอกนั้นชื่อว่าอนุปสัมบัน.
ที่ชื่อว่า ธรรม ได้แก่ บาลีที่เป็นพุทธภาษิต สาวกภาษิต อิสิภาษิต เทวตาภาษิต ซึ่งประกอบด้วยอรรถ ประกอบด้วยธรรม.
อนาบัติ
1.ภิกษุให้สวดพร้อมกัน 2.ท่องพร้อมกัน 3.อนุปสัมบันผู้กล่าวอยู่สวดอยู่ ซึ่งคัมภีร์ที่คล่องแคล่วโดยมาก 4.ภิกษุวิกลจริต 5.ภิกษุอาทิกัมมิกะ ไม่ต้องอาบัติแล.
เรื่องต้นบัญญัติ
ภิกษุฉัพพัคคีย์ สอนอุบาสกทั้งหลายให้กล่าวธรรม (พร้อมกัน) โดยบททำให้อุบาสกเหล่านั้น ขาดความเคารพในภิกษุทั้งหลาย พระผู้มีพระุภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้สอนธรรมแก่อนุปสัมบัน(คือผู้มิได้เป็นภิกษุหรือภิกษุณี) พร้อมกันโดยบท.
องค์แห่งอาบัติ 1.เป็นอนุปสัมบัน 2.สอนธรรมมีลักษณะดังกล่าวแล้วโดยบท 3.ให้จบลงในที่อันเดียวกัน พร้อมด้วยองค์ 3 ดังนี้ จึงเป็นปาจิตตีย์(บุพพสิกขาวรรณนา หน้า182).
คัมภีร์ที่คล่องแคล่วโดยมาก หมายถึงว่าถ้าคาถา 1 คาถาจำไม่ได้เสีย 1 บาท ส่วนบาทที่เหลือจำได้ (กงฺขา.ฏีกา 371)
http://ariyavinaya.wordpress.com
เจริญพร โยม
สมัยเมื่ออาตมาเป็นยังศิษย์วัดนานมาแล้ว
พอพระทำวัตรเสร็จหลวงพ่อจะให้
พระผลัดกันอ่านบุพพสิกขาวรรณา
อ่านทุกวันและทุกรูป
สมัยนี้ไม่มีแล้วน่าเสียดายมาก
เจริญพร
นมัสการค่ะ หลวงพ่อ
จริงๆด้วยค่ะ
หลวงพ่อให้พระที่วัดพอทำวัตรเสร็จก็อ่านเลยสิค่ะ
พระธัมม์จะได้คงอยู่
:)
เจริญพร โยม
อาตมาไม่ได้เป็นหลวงพ่อนะโยม
ไม่มีบารมีมาสั่งพระได้
อาตมาเป็นแค่พระลูกวัดเท่านั้น
เจริญพร