• มีกฎหมายออกใหม่ก็เลยนำมาเผยแพร่ต่อ ได้แก่ พระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ.๒๕๕๑ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๑ โดยมีหลักการสำคัญเพื่อให้ความคุ้มครองผู้ฝากเงินในกรณีที่สถาบันการเงินประสบปัญหาทางการเงินจนถูกเพิกถอนใบอนุญาตและต้องปิดกิจการลง ซึ่งสถาบันคุ้มครองเงินฝากมีหน้าที่สำคัญในการจ่ายเงินคืนผู้ฝากตามจำนวนเงินฝากรวมถึงดอกเบี้ยค้างชำระ จนถึงวันที่สถาบันการเงินถูกปิดลง แต่ไม่เกินจำนวนที่กฎหมายคุ้มครอง
  • สถาบันการเงินที่กฎหมายกำหนดให้เป็นสมาชิกของสถาบันคุ้มครองเงินฝากได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ สาขาของธนาคารต่างประเทศ บริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์
  • สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดวงเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครอง ตามจำนวนที่ฝากไว้จริงแต่ไม่เกิน ๑ ล้านบาท ต่อ ๑ รายผู้ฝาก ต่อ ๑ สถาบันการเงิน โดยรวมทุกบัญชีเงินฝาก อย่างไรก็ตามในระยะแรกได้มีข้อกำหนดให้ทยอยลดการคุ้มครองเงินฝากเพื่อให้ผู้ฝากเงินและสถาบันการเงินมีเวลาปรับตัว กล่าวคือ
  • ปีที่ ๑ ตั้งแต่วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๑ ถึงวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๒ จะยังได้รับความคุ้มครองเต็มจำนวนตามที่ฝากจริง
  • ปีที่ ๒ ตั้งแต่วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๒ ถึงวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๓ คุ้มครองเงินฝากไม่เกิน ๑๐๐ ล้านบาท
  • ปีที่ ๓ ตั้งแต่วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ ถึงวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๔ คุ้มครองเงินฝากไม่เกิน ๕๐ ล้านบาท
  • ปีที่ ๔ ตั้งแต่วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๔ ถึงวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๕ คุ้มครองเงินฝากไม่เกิน ๑๐ ล้านบาท
  • ปีที่ ๕ ตั้งแต่วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๕ เป็นต้นไป กฎหมายให้ความคุ้มครองเงินฝากไม่เกิน ๑ ล้านบาท
  • หลักเกณฑ์ดังกล่าวทำให้ผู้ฝากเงินได้มีเวลาในการบริหารจัดการบัญชีเงินฝากของตนเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยผู้มีเงินฝากมากกว่า ๑ ล้านบาท หรือมีอยู่หลายบัญชีในธนาคารเดียวกันอาจจะต้องกระจายไปฝากไว้ในหลายธนาคาร เพราะกฎหมายคุ้มครองเต็มที่ไม่เกิน ๑ ล้านบาท ต่อผู้ฝาก ๑ ราย ต่อ ๑ สถาบันการเงิน
  • เฮ้อ เหนื่อยใจแทนผู้มีอันจะกินทั้งหลายนะครับ ต้องวางแผนการฝากเงินให้รอบคอบ สำหรับพวกเราชาว สจว.๑๐๓ ถ้าใครมีเงินเหลือใช้ก็นำมาฝากไว้กับผมก็ได้นะครับ รับรองจะคืนให้ทุกบาททุกสตางค์ไม่เบี้ยวเด็ดขาด