ปราสาทเขาพระวิหาร
ปราสาทเขาพระวิหาร หรือ "ปราสาทพระวิหาร" เป็นโบราณสถานที่มีความงดงาม โดดเด่นอยู่เหนือเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งกั้นพรมแดน ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชามีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 657 เมตร ปราสาทเขาพระวิหารเป็นเสมือนเทพสถิตย์บนขุนเขาหรือ "ศรีศิขเรศร" เป็น "เพชรยอดมงกุฎ" ขององค์ศิวะเทพ (พระอิศวร) ตั้งโดดเด่นอยู่บนยอดเทือกเขาพนมดงรัก มีความยาว 800 เมตร ตามแนวเหนือใต้ ส่วนใหญ่เป็นทางเข้ายาวและบันไดสูงถึงยอดเขา จนถึงส่วนปราสาทประธาน ซึ่งอยู่ที่ยอดเขาทางใต้สุดของปราสาท (สูง 120 เมตรจากปลายตอนเหนือสุดของปราสาท, 525 เมตรจากพื้นราบของกัมพูชา และ 657 เมตรจากระดับ)
ปราสาทเขาพระวิหารประกอบด้วยหมู่เทวาลัยและปราสาทหินจำนวนมาก ทั้งหมดสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระศิวะ ซึ่งเทวาลัยหรือปราสาทหินแห่งแรกสร้างขึ้น เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 9 ซากปรักหักพังของเทวาลัยที่เหลืออยู่ มีอายุตั้งแต่สมัยเกาะแกร์ ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 10 ครั้น และปราสาทเขาพระวิหารเป็นสถาปัตยกรรมอันน่าทึ่ง เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของบรรพชนของ "ขะแมร์กัมพูชา" (ขอม) แต่โบราณ ที่อาศัยอยู่ทั้งในกัมพูชาปัจจุบัน และในภาคอีสานของเรา ขะแมร์กัมพูชา เป็นชนชาติที่มีความสามารถยิ่งในการสร้าง "ปราสาท" ด้วยหินทรายและศิลาแลง ซึ่งขะแมร์กัมพูชาก่อสร้างปราสาทบนเขาพระวิหารติดต่อกันมายาวหลายรัชสมัย กว่า 300 ปี ตั้งแต่กษัตริย์ "ยโสวรมันที่ 1" ถึง "สุริยวรมันที่ 1" เรื่อยมาจน "ชัยวรมันที่ 5-6" จนกระทั่งท้ายสุด "สุริยวรมันที่ 2" และ "ชัยวรมันที่ 7" จากปลายคริสต์ศตวรรษที่ 9 จนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 12 (หรือจากพุทธศตวรรษที่ 15 ถึง 18 หรือก่อนสมัยสุโขทัย 300 ปีนั่นเอง)
ทางเข้าสู่ปราสาทประธานนั้น มีโคปุระ (ซุ้มประตู) คั่นอยู่ 5 ชั้น (โคปุระชั้นที่ 5 จึงเป็นส่วนที่ผู้เข้าชมจะพบเป็นส่วนแรก) โคปุระแต่ละชั้นก่อนถึงลานด้านหน้าจะผ่านบันไดหลายขั้น โคปุระแต่ละชั้นจึงเปลี่ยนระดับความสูงทีละช่วง นอกจากนี้โคปะรุยังบังมิให้ผู้ชมเห็นส่วนถัดไปของปราสาท จนกว่าจะผ่านทะลุแต่ละช่วงไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถแลเห็นโครงสร้างปราสาททั้งหมดจากมุมใดมุมหนึ่งได้ เดิมทีปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในเขตการปกครองของประเทศไทย ขึ้นอยู่กับบ้านภูมิซรอล ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ (ค.ศ.1899, ร.ศ.-118) และเมื่อ พ.ศ. 2442 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ได้เสด็จไปยังปราสาทแห่งนี้ และทรงขนานนามว่า "ปราสาทพรหมวิหาร" ซึ่งต่อมาเรียกกันทั่วไปว่า "ปราสาทพระวิหาร" ซึ่งพระองค์ได้จารึก ร.ศ. และพระนามไว้ที่บริเวณชะง่อนผาเป้ยตาดีว่า 118 สรรพสิทธิ
ต่อมาเมื่อปี 2450 จักรวรรดินิยมฝรั่งเศส (ปกครองเขมรขณะนั้น) อาศัยแสนยานุภาพทางทหารบีบให้รัฐบาลสยาม (ไทย) ยอมเขียนแผนที่กำหนดให้เขาพระวิหารอยู่ในดินแดนของกัมพูชา ในการทำสนธิสัญญาเพิ่มเติม รัฐบาลสยามก็ยอมรับแผนที่ที่ฝรั่งเศสสร้างขึ้นมาแต่โดยดีโดยมิได้ทักท้วง (ซึ่งแต่เดิมถ้าแบ่งตามสันปันน้ำเทือกเขาพนมดงรัก เขาพระวิหารจะอยู่ในฝั่งไทยแต่พอแบ่งตามแผนที่ใหม่ของปี 1907จะอยู่ในฝั่งกัมพูชา) อาจจะเป็นเพราะฝรั่งเศสเป็นมหาอำนาจอยู่ในขณะนั้น และคนไทยก็ยังสามารถเข้าไปยังปราสาทเขาพระวิหารได้โดยง่าย
ทั้งๆ ที่ไม่ว่าจะตามสนธิสัญญาเดิม พ.ศ.2447 หรือตามสภาพภูมิศาสตร์ กำหนดให้อยู่ในดินแดนของไทยอย่างชัดเจน จนวันที่ 6 ตุลาคม 2502 รัฐบาลเจ้านโรดมสีหนุแห่งกัมพูชา ภายใต้การหนุนหลังของฝรั่งเศส ได้ยื่นฟ้องต่อศาลโลก ขอให้ไทยถอนกองกำลังทหารออกจากเขาพระวิหาร และขอให้ศาลชี้ขาดว่าอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารคืน (ยื่นฟ้องทั้งหมด 73 ครั้ง) ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ศาลโลกได้ตัดสินให้อธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารเป็นของประเทศกัมพูชา ด้วยคะแนน 9 ต่อ 3 เสียง โดยบริเวณดังกล่าวมีเนื้อที่ประมาณ 150 ไร่ ลักษณะสำคัญของปราสาทเขาพระวิหาร
1. บันไดดินด้านหน้าของปราสาทซึ่งบันไดดินด้านหน้าเป็นทางเดินขึ้นลงขนาดใหญ่ อยู่ทางทิศเหนือของตัวปราสาท ลาดตามไหล่เขา บางชั้นสกัดหินลงไปในภูเขา มีขนาดกว้าง 8 เมตร ยาว 75.50 เมตร มีจำนวน162 ขั้น สองข้างบันไดมีฐานสี่เหลี่ยมตั้งเป็นกระพัก (กระพักแปลว่า ไหล่เขาเป็นชั้นพอพักได้) ขนาดใหญ่เรียงรายขึ้นไป ใช้สำหรับตั้งรูปสิงห์ทวาร-บาล (ทะ-วา-ละ-บาน) เพื่อเฝ้าดูแลรักษาเส้นทาง
สะพานนาคราช หรือ ลานนาคราช อยู่ทางทิศใต้ของบันไดหินด้านหน้า ปูด้วยแผ่นหินเรียบ มีขนาดกว้าง 7 เมตร ยาว 31.80 เมตร สองข้างสะพานนาคราชสร้างเป็นฐานเตี้ยๆ บนฐานมีนาคราช 7 เศียร จำนวน 2 ตัว แผ่พังพานหันหน้าไปทางทิศเหนือ ลำตัวอยู่บนฐานทั้งสอง ทอดไปทางทิศใต้ ส่วนหางของนาคราชชูขึ้นเล็กน้อย นาคราชทั้งสองตัวเป็นนาคราชที่ยังไม่มีรัศมีเข้ามา ประกอบมีลักษณะคล้ายๆ งูตามธรรมชาติ เป็นลักษณะของนาคราชในศิลปะขอม แบบปาปวน
3. โคปุระ (ซุ้มประตู)ชั้นที่ 5 จะมีภาพวาดโดยปามังติเอร์อยู่ สร้างเป็นศาลาจัตุรมุข รูปทรงกากบาทไม่มีฝาผนังกั้น มีแต่บันไดและซุ้มประตูทั้ง 4 ทิศ สร้างอยู่บนฐานบัวสี่เหลี่ยมย่อมุม ฐานสูง 1.8 เมตร บันไดหน้าประตูซุ้มทั้ง 4 ทิศตั้งรูปสิงห์นั่ง เสาโคปุระสูง 3.5 เมตร เป็นศิลปะแบบเกาะแกร์ ยังมีร่องรอยสีแดงที่เคยประดับตกแต่งตัวปราสาทเอาไว้ แต่ส่วนหลังคากระเบื้องนั้นหายไปหมดแล้ว บันไดทางขึ้นโคปุระ ชั้นที่ 5 อยู่ทางทิศเหนือ เป็นบันไดหินมีลักษณะค่อนข้างชัน ทางทิศตะวันออกของโคปุระชั้นที่ 5 มีเส้นทางขึ้นคล้ายบันไดหน้าแต่ค่อนข้างชัน และชำรุดหลายตอน ยาว 340 เมตรถึงไหล่เขา
4. โคปุระ (ซุ้มประตู)ชั้นที่ 4(ปราสาทหลังที่ 2) จะภาพของการกวนเกษียรสมุทร ณ เขาพระวิหาร ถือเป็น "หนึ่งในผลงานชิ้นเอกอุของปราสาทเขาพระวิหาร" ทับหลังเป็นภาพของพระนารายณ์บรรทมสินธุอยู่เหนืออนันตนาคราช ซึ่งทางดำเนินจากโคปุระ ชั้นที่ 5 มาเป็นลานหินกว้างประมาณ 7 เมตร สองข้างจะมีเสานางเรียงตั้งอยู่ทั้งสองด้าน แต่ก็มีปรักหักพังไปมาก โคปุระชั้นที่ 4 สร้างเป็นศาลาจัตุรมุข มีกำแพงด้านทิศใต้เพียงด้านเดียว ยาว 39 เมตรจากตะวันออกไปตะวันตก กว้าง 29.5 เมตร จากเหนือไปใต้ เป็นศิลปะสมัยหลังโคปุระ ชั้นที่ 5 คือ แคลง/บาปวน ด้านนอกตั้งรูปสิงห์ หน้าบันเป็นภาพของการกวนเกษียรสมุทร
5. โคปุระ (ซุ้มประตู) ชั้นที่ 3 (ปราสาทหลังที่ 1) เป็นโคปุระหลังที่ใหญ่โตมโหฬารที่ยังสมบูรณ์ที่สุด ลักษณะการสร้างคล้ายกับ โคปุระ ชั้นที่ 1 และ 2 แต่ผิดตรงที่มีฝาผนังกั้นล้อมรอบความใหญ่โตมากกว่า และขนาบด้วยห้องสองห้อง ตัวปราสาทประธานนั้นสามารถผ่านเข้าไปทางลานด้านหน้า บันไดกว้าง 3.6 เมตร สูง 6 เมตร สองข้างมีฐานตั้งรูปสิงห์นั่ง 5 กระพัก มุขเหนือหน้าบันเป็นรูปพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ ทับหลังเป็นรูปพระนารายณ์ 4 กรทรงครุฑ และจากโคปุระชั้นที่ 3 มีบันได 7 ขั้นขึ้นไปสู่ถนนที่ยาว 34 เมตร มีเสานางเรียงปักรายข้างถนน ข้างละ 9 ต้น ถัดจากเสานางเรียงไปเป็นสะพานนาค 7 เศียร
. โคปุระ (ซุ้มประตู) ชั้นที่ 2 สร้างเป็นศาลาจัตุรมุข มีกำแพงด้านทิศใต้เพียงด้านเดียวอยู่บนไหล่เขาทางทิศเหนือของโคปุระชั้นที่ 2 บริเวณพื้นราบของเส้นทางดำเนินและสองข้างทางขึ้นลงของบันได จะพบรอยสกัดลงในพื้นศิลามีลักษณะเป็นหลุมกลมๆ สำหรับใส่เสาเพื่อทำเป็นปะรำพิธี โดยมีประธานในพิธีนั่งอยู่ในปะรำพิธีเพื่อดูการร่ายรำบนเส้นทางดำเนิน กรอบประตูห้องมีจารึกอักษรขอมระบุบปีศักราชตกอยู่ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ด้านหน้ามนเทียรมีบันไดตรงกับประตูซุ้มทั้ง 3 ประตู และมีชานต่อไปยังเฉลียงซ้ายและขวา ที่สนามด้านหน้ามีภาพจำหลักตกหล่นอยู่หลายชิ้น เช่น รูปกษัตริย์กำลังหลั่งน้ำทักษิโณฑกแก่พราหมณ์
7. โคปุระ (ซุ้มประตู) ชั้นที่ 1 สร้างเป็นศาลาจัตุรมุข รูปทรงกากบาทไม่มีฝาผนังกั้น มีแต่บันไดและซุ้มประตูทั้ง 4 ทิศ สร้างอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม- ย่อมุม บันไดทางขึ้นโคปุระ ชั้นที่ 1 ทางทิศเหนือ เป็นบันไดหินมีลักษณะค่อนข้างชัน เนื่องจากมีความเชื่อกันว่าการที่จะเข้าเฝ้าเทพนั้น จะไปด้วยอาการเคารพนพนอบในลักษณะหมอบคลานเข้าไป ทางทิศตะวันออกมีเส้นทางขึ้นคล้ายบันไดหน้าแต่ค่อนข้างชัน และชำรุดหลายตอนเป็นเส้นทางขึ้นลง ไปสู่ประเทศกัมพูชา เรียกว่า " ช่องบันไดหัก "
8. สระสรง จะอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของทางดำเนินห่างออกไป 12.40 เมตร จะพบสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีขนาดกว้าง 16.8 เมตร ยาว 37.80 เมตร กรุด้วยท่อนหินเป็นชั้นๆ มีลักษณะเป็นขั้นบันได เรียกว่าสระสรงกล่าวกันว่าใช้สำหรับเป็นที่ชำระร่างกายก่อนที่จะกระทำพิธีทางศาสนา
9. เป้ยตาดี เป้ยเป็นภาษาเขมร ซึ่งแปลว่า ชะง่อนผาหรือโพงผา ตามคำบอกเล่าว่านานมาแล้วมีพระภิกษุชรารูปหนึ่งชื่อ "ดี" จาริกมาปลูกเพิงพำนักอยู่ที่นี่จนมรณภาพไป ชาวบ้านจึงเรียกลานหินนี้ว่า "เป้ยตาดี" ซึ่งบริเวณตรงยอดเป้ยตาดีสูงกว่าระดับน้ำทะเล 657 เมตร ถ้าวัดจากพื้นที่เชิงเขาพื้นราบฝั่งประเทศกัมพูชาสูงประมาณ 447 เมตร ตรงชะง่อนผาเป้ยตาดี จะมีรอยสักพระหัตถ์ของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ว่า 118-สรรพสิทธิ แต่ก่อนมีธงไตรรงค์ของไทยอยู่ที่บริเวณผาเป้ยตาดี ในปัจจุบันคงเหลือแต่ฐานไตรรงค์
ปราสาทเขาพระวิหารนับได้ว่าเป็นปราสาทขอมที่สำคัญแห่งหนึ่ง ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์การก่อสร้างเทวสถานของฮินดู และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญทั้งของไทยและกัมพูชาอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร มีเนื้อที่ 81,250 ไร่ และได้ประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 โดยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 115 ตอนที่ 14 ก ลงวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2541 นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 83 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของไทย
แนวทางการแก้ไขคดีพิพาทเขาพระวิหาร
แม้ว่าทางการไทยและกัมพูชาจะได้ตกลงกันจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมที่ชื่อว่า Thai-Cambodia Joint Commission ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยรัฐมนตรีว่าการต่างประ เทศของทั้งสองฝ่ายเป็นประธานฯเพื่อร่วมกันกำหนดปัญหาต่างๆที่ทั้งสอง ประเทศยังคงมีอยู่ต่อกันนับตั้งแต่ปี 1994 เป็นต้นมาแล้วก็ตาม หากแต่จนถึงปัจจุบันนี้ การสำรวจเพื่อการปักปันเขตแดนระหว่างกันนั้นหาได้มีความคืบหน้าแต่อย่างใดไม่ ซึ่งนอกจากจะมีสาเหตุมาจากความไม่ชัดเจนของหลักเขตแดนทางบกที่มีอยู่เพียง 73 หลักตลอดแนวเขตแดนที่มีระยะทางยาว 798 กิโลเมตรแล้ว ความขัดแย้งทางการเมืองภายในกัมพูชาเองก็เป็นอุปสรรคสำคัญอย่างยิ่งเช่นกัน
ทั้งนี้ยังไม่นับรวมไปถึงเขตทับซ้อนทางทะเลในเขตอ่าวไทยซึ่งทางการกัมพูชาได้เสนอให้ทำการปักปันโดยลากเส้นต่อจากหลักเขตแดนทางบกหลักที่ 73 ซึ่งตั้งอยู่ในพื้น ที่ติดต่อระหว่างบ้านหาดเล็ก จังหวัดตราดกับด่านเกาะกงของกัมพูชาตรงลงไปในทะเลอ่าวไทย แต่ทางการไทยไม่เห็นด้วย เพราะการทำเช่นนั้นย่อมหมายถึงเส้นตรงที่จะลากผ่าครึ่งบนเกาะกูดของไทยนั่นเอง
ภายใต้สภาพการณ์ที่ไม่มีความคืบหน้าในการสำรวจเพื่อการปักปันเขตแดนเช่น นี้ระหว่างไทยกับกัมพูชา ครั้นเมื่อประกอบกับรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่ขัดแย้งกันในเรื่องเขตแดนอย่างยาวนาน ซึ่งถูกสมทบด้วยการที่ องค์ประธานคณะกรรมการสูงสุดว่า ด้วยเขตแดนแห่งชาติของกัมพูชาได้ทรงประกาศเจตนารมณ์ดังกล่าวข้างต้นด้วยนั้น
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหรือผิดปกติอีกเช่นกันที่ได้เกิดความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชาในพื้นที่หลายครั้งหลายหนและเกิดขึ้นเรื่อยมาจนถึงขณะนี้ หรือแม้แต่ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งได้ประกาศแผนการก่อสร้างถนนที่จะเชื่อมต่อจากนครวัดในจังหวัดเสียมราฐ (เสียมเรียบ) มายังปราสาท 3-4 ปีข้างหน้านี้ยังได้แสดงออกถึงการเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในทางการเมืองของกัมพูชาว่า
นับจากที่เส้นทางสายนี้ก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ เมื่อนั้นกัมพูชาก็จะไม่ต้องไปสนใจอีกเลยว่าทางการไทยจะปิดด่านชายแดนเมื่อใด และถ้าหากมีการปิดด่านชายแดนจริง มันก็จะเป็นการปิดด่านชายแดนอย่างถาวรด้วยอย่างไรก็ตาม ไทยก็หาได้เป็นประเทศเดียวที่มีปัญหาเขตแดนกับกัมพูชาหากยังมีเวียดนามอีกประเทศหนึ่งที่มีปัญหาเดียวกันนี้กับกัมพูชาไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าไทย เนื่องเพราะกรณีที่ สมเด็จเจ้าสีหนุ ได้กล่าวหาเวียดนามมาโดยตลอดนั้น ก็คือการรุกคืบและเข้ายึดครองเอาเขตแดนในภาคใต้ของกัมพูชาไปมิใช่น้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่เวียดนามได้กรีฑาทัพถึง 14 กองพล ซึ่งประมาณว่ามีกำลังพลมากกว่า 150,000 นายเข้าไปในกรุงพนมเปญเพื่อช่วย เฮง สัมริมและฮุน เซน ขับไล่ฝ่ายเขมรแดงของ พอล พต ออกจากการครองอำนาจทางการเมืองได้สำเร็จในช่วงต้นเดือนมกราคม 1979 นั้น ครั้นเมื่อประกอบกับการที่เวียดนามยังคงกำลังทหารกว่า 150,000 นายดังกล่าวไว้ในกัมพูชาเรื่อยมาจนถึงปี 1989 อันเป็นช่วงเวลาที่ชาวเวียดนามสามารถที่จะเดินเข้าออกกัมพูชาได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องมีหนังสือเดินทางและวีซา ถึงขนาดที่ทำให้นานาชาติเชื่อว่ามีชาวเวียดนามมากกว่า 5 แสนคนที่ได้เข้าไปตั้งรกรากและทำมาหากินในกัมพูชาในช่วง 10 ปีดังกล่าวนี้ด้วย
จึงนับเป็นเงื่อนไขอันสำคัญประการหนึ่งที่ สมเด็จเจ้าสีหนุ ได้หยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหวทางการเมืองภายในกัมพูชามาโดยตลอดเช่นกัน และผู้ที่ตกเป็นเป้า หมายของการเคลื่อนไหวดังกล่าวนี้ก็คือ ฮุน เซน และ พรรคประชาชนกัมพูชา ในฐานที่
ได้ปล่อยปละละเลยให้เวียดนามสามารถกระทำการได้ดังกล่าวนั่นเอง
พรรคฟุนซินเปกที่ สมเด็จเจ้าสีหนุ ได้ทรงก่อตั้งขึ้นและได้ทำการถ่ายโอนอำนาจในตำแหน่งประธานพรรคฯให้กับ เจ้านโรดม รณฤทธิ์ โอรสของพระองค์) เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกของกัมพูชาในปี 1993 นั้น ก็ได้หยิบยกประเด็นเกี่ยวกับการรุกคืบของเวียดนามเข้าไปยึดครองเอาเขตแดนของกัมพูชานี้ขึ้นมาเป็นประเด็นโจมตีทางฝ่ายพรรคประชาชนกัมพูชาของ ฮุน เซน อย่างชัดเจน ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะได้ผลในระดับหนึ่ง เนื่องเพราะผลการเลือกตั้งทั่วไปในครั้งนั้นได้สิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของพรรคฟุนซินเปก หากแต่ด้วยความหลงระเริงในอำนาจที่ถูกสมทบด้วยความขัดแย้งภายในพรรคฟุนซินเปกเอง จนต้องมีการแตกแยกออกมาจัดตั้งพรรคสัม รังสี ในเวลาต่อมานั้นก็ทำให้พรรคฟุนซินเปกต้องตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้การเลือก ตั้งทั่วไปต่อทางฝ่ายพรรคประชาชนกัมพูชาในสองครั้งหลังก็คือในปี 1998 และ ปี 2003โดยถึงแม้ว่าฝ่ายพรรคฟุนซินเปกนั้น จะยังคงโจมตี ฮุน เซน และพรรคประชาชนกัมพูชาในประเด็นเดิมก็ตาม แต่สำหรับการขับเคลื่อนในประเด็นเดิมในเวลานี้ย่อมจะแตกต่างจากที่ผ่านๆมาอย่างแน่นอน เนื่องเพราะปัญหาเขตแดนระหว่างกัมพูชากับลาวและเวียดนามนั้นได้คืบ หน้าไปมากแล้ว โดยที่รัฐบาลกัมพูชาภายใต้ ฮุน เซน ได้ตกลงร่วมกับรัฐบาลเพื่อนบ้านทั้งสองแล้วว่าจะสำรวจและปักปันเขตแดนระหว่างกันให้แล้วเสร็จทั้งหมดในปี 2008
ดังนั้น จึงเหลือเพียงประเทศไทยเท่านั้นที่ยังจะต้องเผชิญหน้ากับการหยิบยกเอาปัญหาเกี่ยวกับเขตแดนที่ยังคงไม่มีการปักปัน ขึ้นมาเป็นประเด็นเพื่อสร้างเป็นกระแสให้ กับการหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไปของกัมพูชาที่จะมีขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2800 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะต้องไม่ลืมว่าเขตทับซ้อนทางทะเลในเขตอ่าวไทยซึ่งมีการ สำรวจพบแหล่งน้ำมันที่คาดว่าจะมีปริมาตรมากถึง 2,000 ล้านบาร์เรล และแหล่งแก๊สธรรมชาติอีกกว่า 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตนั้น ไทยและกัมพูชายังไม่ได้ตกลงเพื่อทำการสำรวจและปักปันเขตแดนระหว่างกันแต่อย่างใด!
ควรคิดถึงประวัติศาสตร์และความสัมพันธุระหว่าสองประเทศในความสัมพันธุในอดีตไม่ควรยึดค่านิยมของฝรังรังค่าที่มีความสำคัญไปมากว่าชาติพันธุ์ ของบรรพบุรุษ ของเรา