โดย พิทักษ์ สุภนันทการ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อินเตอร์เทค เทสติ้ง เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด
ในสภาวะที่ราคาข้าวในตลาดโลกและในประเทศไทยเริ่มขยับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศไทยขึ้นมา อยากให้คิดกันว่าปัญหาเรื่องข้าวแพงเป็นปัญหาในเชิงบวกหรือเป็นโอกาสที่ดีของเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า แทนที่จะมองว่าเป็นปัญหาสินค้าแพงมีผลกระทบต่อค่าครองชีพ เราได้แต่หวังว่าการที่ข้าวราคาสูงขึ้นจะผลักดันให้สินค้าเกษตรอื่นๆ ราคาสูงตามไปด้วย
อาจมีนักวิเคราะห์เศรษฐกิจบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยและคิดว่าควรแทรกแซงให้ราคาข้าวและผลผลิตทางการเกษตรมีราคาต่ำๆ เข้าไว้ เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่เดือดร้อน เราไม่ควรมองว่าราคาข้าวแพงเป็นปัญหาใหญ่กว่าปัญหาน้ำมันแพง จริงอยู่ที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่อาจจะรู้สึกว่าเดือดร้อนมากกว่าจะเดือดร้อนจริงๆ ราคาผลผลิตทางการเกษตรที่สูงขึ้นนั้น เกษตรกรได้รับประโยชน์จริงๆ เพียงใด เป็นเรื่องที่น่าคิดและสำคัญกว่าในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจพื้นฐานและสังคม
การพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการผลิตทางการเกษตรของประเทศไทย เชื่อว่าสามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้ หากไม่ทำอย่างที่เคยทำคือการพัฒนาแบบไม่พัฒนาในอดีต ที่มักผลักดันโดยกลไกภาครัฐแบบตามมีตามเกิดในเชิงนโยบายการผลิตที่เข้าใจได้ยาก ซึ่งอาจใช้เวลานานเป็นหลายๆ ชั่วอายุคนจึงจะรู้ว่ามันไม่สำเร็จ
คำถามคือ จะใช้โมเดลแบบไหน และใช้เครื่องมืออะไร
ฐานคิดเรื่องนี้นั้นจะต้องสร้างผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ (คือรายได้ของเกษตรกร) ให้เป็นจริงก่อนจึงจะทำได้ ดังนั้นรูปแบบการผลิตทางการเกษตรของไทยควรปรับเปลี่ยนตามแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในเชิงห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) โดยเอาตลาดผู้ซื้อเป็นตัวตั้งและขับเคลื่อน
ผมเห็นด้วยกับคุณธนินท์ เจียรวนนท์ ที่มองว่าการเกษตรต้องได้รับการผลักดันสู่วิธีคิดและจัดการเชิงธุรกิจมากขึ้น เพราะจริงๆ แล้วการเพาะปลูกต่างๆ ที่เกษตรกรทำอยู่ก็เพื่อขาย แลกเปลี่ยนเป็นเงินเพื่อหมุนเวียนเศรษฐกิจในครอบครัวกันทั้งนั้น การเพาะปลูกแค่แบบยังชีพนั้นมันไม่พอยังชีพมานานแล้วก่อนที่จะถึงยุคเศรษฐกิจไร้พรมแดน ส่วนจะแบ่งไว้กินเองเท่าไรนั้นเป็นเรื่องการจัดการของแต่ละครอบครัว
การผลักดันและพัฒนาต่างๆ ต้องเริ่มจากเอกชนเป็นผู้ริเริ่มเอง โดยภาครัฐจะ เป็นกลไกอำนวยความสะดวก หรือเป็น facilitator และต้องเริ่มจากการคิดในเชิงกระบวนการก่อน ไม่ใช่เริ่มจากประโยชน์ โดยต้องมีเครื่องมือที่เหมาะสมจะผลักดันกระบวนการ ไม่มีเวลาลองผิดลองถูกใหม่โดยใช้ชีวิตและเศรษฐกิจครอบครัวเกษตรกรเป็นเวทีทดลองและรองรับโครงการที่ไม่มีอนาคตอีกต่อไป
เป็นที่น่ายินดีที่กลุ่มเครือข่าย GAP ภาคตะวันตก แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (วิทยาเขตกำแพงแสน) ได้จัดทำโครงการสร้างมาตรฐานกระบวนการผลิตทาง การเกษตรที่ใช้ชื่อโปรแกรมว่า ThaiGAP ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวเทียบเคียงและทัดเทียมกับมาตรฐาน GlobalGAP ที่เป็นที่ยอมรับในตลาดยุโรป ซึ่งเป็นมาตรฐานระบบการรับรองการผลิตที่ผลักดันโดยภาคเอกชน ซึ่งมีสภาหอการค้าไทยเป็นหัวเรือใหญ่ผลักดันเรื่องนี้ กลไกการรับรองมาตรฐาน ThaiGAP ดังกล่าวเป็นแบบสมัครใจ
ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และถือว่า เป็นนวัตกรรมใหม่ในเชิงระบบการจัดการทางเกษตรในประเทศไทย ที่ต้องผลักดันในวงกว้างออกไป แม้ไม่มีสูตรสำเร็จแต่ก็ถือว่าเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับเริ่มต้น ใช้ประโยชน์จาก know-how ที่มีอยู่ให้คุ้มค่าเต็มที่เสียก่อน... "ชื่อมาตรฐานว่าอะไร" นั้นไม่ใช่สาระใหญ่ เป็นเพียงแค่การระบุฉลากของมาตรฐาน ส่วน "โดยใคร" นั้นเป็นแค่บอกว่าเริ่มจากไหน
สาระสำคัญคือใช้โอกาสนี้เอามาเป็นเครื่องมือในการพัฒนา ปรับปรุง กระบวนการ และเครื่องมือนี้ให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ ควรริเริ่มจากผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนา มีความพร้อม และเห็นประโยชน์เสียก่อน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งรัฐและเอกชนควรมีภารกิจแห่งชาติร่วมกันที่จะใช้โอกาสนี้ผลักดัน และพัฒนาระบบการผลิตทางการเกษตร...เพื่อช่วยประเทศไทย...
วิกฤตอาหารโลก ...กับโอกาสสินค้าเกษตรไทย
วิกฤตอาหารโลก
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
aba · 3 ก.ย. 2551
^-FakE-^ · 3 ก.ย. 2551
Jueiiez · 3 ก.ย. 2551
maiiamphoto · 3 ก.ย. 2551
Jamie-Bakie · 3 ก.ย. 2551
^-FakE-^ · 3 ก.ย. 2551
ผมว่า ประเทศไทย มีคุณภาพของสินค้าที่เท่าเทียมกับประเทศอื่นๆ
แต่การจัดการทางด้าน ต้นทุนของการผลิตสินค้าเกษตรนั้นยังไม่มีความ นิ่ง
เพราะในแต่ละปีเกษตรกรต้องใช้ ทุนในการผลิตเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะผลิตได้มากแต่ต้นทุนยังสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ไม่ก่อให้เกิดผลดีสักเท่าไหร่