ฐานะและสถานภาพของพระพิฆเนศ
พระคเณศเป็นเทพที่ศาสนิกชนและผู้คนทั่ว ๆไปต่างเคารพนับถือพระองค์ว่าเป็นเทพที่สำคัญจะอำนวยพรประสิทธิ์ประสาทผลในด้านต่างๆแทบจะทุกด้านผู้เลื่อมใสมีตั้งแต่ชนชั้นล่างสุดจนถึงชนชั้นปกครองพอจะสรุปถึงฐานะของพระคเณศในด้านต่าง ๆ ได้ดังนี้
๑.พระคเณศในฐานะเทพขจัดอุปสรรค ในสมัยก่อนพ่อค้าต่าง ๆเวลามาเพื่อติดต่อค้าขายในแถบคาบสมุทรอินโดจีนจะพกพาพระคเณศติดตัวมาบูชาเพื่อคุ้มครองป้องกันภัยและช่วยอำนวยความสำเร็จในการเดินทาง
๒. พระคเณศในฐานะเทพบริวารในฐานะที่พระคเณศเป็นพระโอรสของพระศิวะมหาเทพและพระอุมามหาเทวีท่านจึงได้ฐานะเป็นเทพบริวารให้กับมหาเทพทั้งสองจึงมีการนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ที่กองพลทหารบกที่ ๑ รักษาพระองค์
๓.พระคเณศในฐานะเทพผู้ปกป้องคุ้มครองเด็กพระคเณศในฐานะนี้เราจะพบเห็นได้จากภาพวาดหรือปฏิมากรรมของพระคเณศในวัยที่ยังเป็นเด็กขณะเป็นพระโอรสของพระนางอุมามหาเทวี
๔.พระคเณศในฐานะเทพแห่งศิลปวิทยาการทรงเป็นเทพแห่งฉลาดรอบรู้และเป็นเทพแห่งศิลปะวิทยาการต่าง ๆซึ่งภาพวาดหรือรูปเคารพของพระองค์จะมี ๒ พระกร ถือ คัมภีร์และงาหักคติการเคารพบูชาพระคเณศในฐานะเทพแห่งศิลปวิทยาการของไทยเริ่มตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและปรากฏฐานะนี้ที่เด่นชัด ในสมัยรัชการที่ ๖ทรงกำหนดให้ใช้รูปพระคเณศเป็นตราเครื่องหมายสัญลักษณ์ของวรรณคดีสโมสร ต่อมาในปีพ.ศ.๒๔๘๐ ก็ได้กำหนดให้ใช้รูปของพระคเณศเป็นตราสัญลักษณ์ของกรมศิลปากร
๕.พระคเณศในฐานะบรมครูช้าง ในสมัยก่อนการทำศึกสงครามช้างเป็นสัตว์ที่สำคัญและจำเป็นอย่างมากในการทำศึก การทำกิจกรรมต่าง ๆเกี่ยวกับช้างเป็นเรื่องสำคัญถึงขนาดกลายเป็นศาสตร์ที่สำคัญแขนงหนึ่งมีชื่อว่า “คชศาสตร์” ดังนั้นเมื่อมีกิจกรรมเกี่ยวกับทางคชศาสตร์เกิดขึ้นก็ย่อมจะต้องมีการบูชาพระคเณศด้วย
๖. พระคเณศในฐานะที่เป็นทวารบาลเป็นคติที่พบได้ทางภาคเหนือของไทยเรามักพบเห็นพระคเณศประดิษฐานอยู่บริเวณหน้าประตูทางเข้าวัดในพุทธศาสนาซึ่งคล้ายกับคตินิยมในธิเบตและพม่า เช่นที่วัดพระธาตุดอยสุเทพและวัดท่าสะต๋อย ที่มีรูปพระคเณศอยู่บริเวณทางเข้าในฐานะพระทวารบาลและคติการสร้างรูปพระคเณศไว้ที่บริเวณทางเข้าวัดทางภาคเหนือนั้นจะเน้นหนักไปในเรื่องที่ยกองค์พระคเณศให้เป็นทวารบาลคอยคุ้มครองสัตบุรุษผู้ไปทำบุญหรือปฏิบัติศาสนกิจ
๗. พระคเณศในฐานะบรมครูหรือเทพทางศิลปะการแสดง ปัจจุบันนี้ศิลปการแสดงต่าง ๆโดยเฉพาะวงดาราดาราภาพยนตร์และดาราทีวีจะนับถือพระคเณศว่าเป็นบรมครูทางการแสดงของพวกเขาซึ่งจะไปเหมือนกับคตินิยมในการบูชาพระคเณศในฐานะบรมครูทางนาฏกรรมของบรรดานาฏศิลป์ทั้งหลาย
๘. พระคเณศในเครื่องรางของขลัง ในราวพุทธศตวรรษที่ ๘ชึ่งเป็นช่วงที่พ่อค้าวานิชและนักบวชในศาสนาฮินดูเดินทางออกจากประเทศอินเดียมาสู่แหลมอินโดจีนและมักจะพกพาเครื่องรางที่เป็นรูปพระคเณศองค์เล็ก ๆติดตัวมาติดต่อค้าขายและเผยแผ่ศาสนาในแหลมอินโดจีนดังหลักฐานที่ปรากฏจากการขุดค้นพบเครื่องรางรูปพระคเณศองค์เล็ก ๆในบริเวณอ่าวบ้านดอน จ .สุราษฏร์ธานี ความหมายของส่วนต่าง ๆ ของพระพิฆเนศ พระคเณศทรงมีรูปร่างเดียวโดยทรงมีพระเศียรเป็นช้าง มีพระกรรณกว้างใหญ่ มีงวงยาวแต่ทรงมีร่างกายเป็นมนุษย์ มี ๔, ๖ หรือ ๘ กรแล้วแต่พระภาคที่จะเสด็จมารูปร่างของพระองค์แสดงถึงสิ่งเป็นมงคลดีเยี่ยมซึ่งทรงสั่งสอนถึงความดีและความสำเร็จพระคเณศทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งความรู้และปัญญายิ่งใหญ่แต่ละส่วนของท่านให้ความหมายในเชิงปรัชญาได้ดังนี้ พระเศียร -ทรงใช้เศียรอันใหญ่ที่เต็มด้วยปัญญาความรู้ เป็นที่รวมแห่งปัญญาทั้งหมด พระกรรณ -ทรงใช้รับฟังคำสวดจากพระคัมภีร์และความรู้ในรูปอย่างอื่น ๆอันเป็นสิ่งแรกแห่งการศึกษา งวง – เราได้นำเอาความรู้ต่าง ๆที่ได้รับจากการเลือกเฟ้นระหว่างทวิลักษณะ ความผิด-ถูก ความดี-ความชั่วอันมีงวงช้างที่ยาวและใหญ่ใช้ชั่งน้ำหนักต่อการกระทำหรือการค้นหาสิ่งที่ดีงามต่างๆอันปัญญานั้นเกิดขึ้นเพื่อช่วยในการแก้ปัญหาของชีวิตให้หลุดพ้นจากอุปสรรคและพบกับความสำเร็จสมดั่งความมุ่งหมาย งา - งาข้างเดียวโดยอีกข้างหักนั้นเพื่อแสดงให้รู้ว่าจะต้องอยู่ในเหตุระหว่างความดี-ความชั่วซึ่งต้องทำความเข้าใจให้ดีถึงความแตกต่างกัน ดั่งเช่น ความเย็น-ความร้อนการเคารพ-การดูหมิ่นเหยียดหยาม ความซื่อสัตย์-ความคดโกง หนู -แสดงถึงความปรารถนาของมนุษย์ บ่วงบาศก์ -ทรงถือโดยทรงลากจูงคนทั้งหลายให้เดินตามรอยพระบาทของพระองค์ ขวาน -เป็นอาวุธทรงใช้ปกป้องความชั่วร้ายและคอยขับไล่อุปสรรคทั้งหลายที่มาก่อกวนต่อบริวารของพระองค์ขนมโมทกะ - ข้าวสุกผสมน้ำตาลปั้นเป็นลูกเพื่อประทานให้เราเป็นรางวัลต่อการที่เราปฏิบัติตามรอยพระบาทของพระองค์ ท่าประทานพร - หมายถึงความยิ่งใหญ่แห่งความผาสุกและความสำเร็จให้กับสาวกของพระองค์