การศึกษานอกระบบโรงเรียน
ยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษานอกระบบ
และการศึกษาตามอัธยาศัยเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

 

มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๔๖
 


-----------------------------------------
.       หลักการและเจตนารมณ์
                                    การศึกษาเป็นเครื่องมือหรือกระบวนการสำคัญในการพัฒนาคน ทั้งในด้านความรู้ ความคิด ความสามารถ รวมทั้งพฤติกรรม เจตคติ ค่านิยม และคุณธรรม ตั้งแต่รากฐานชีวิตและ      ต่อเนื่องตลอดชีวิต คุณสมบัติของบุคคลดังกล่าวเป็นปัจจัยและพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศทุกด้าน ยิ่งสังคมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ คุณภาพของประชาชนก็ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น การเรียนรู้จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ โดยคนสามารถศึกษาได้จาก ๓ รูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย    ซึ่งจะต้องมีการผสมผสานกันเพื่อให้สามารถพัฒนาคุณภาพคนได้อย่างต่อเนื่อง เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตและเพื่อชีวิต
                                    การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย มีหลักการดังนี้
                                    การศึกษาในระบบ  (Formal Education)  เป็นการศึกษาที่มีรูปแบบและระบบแบบแผนชัดเจน มีการกำหนดวัตถุประสงค์ หลักสูตร วิธีการจัดการเรียนการสอน การวัดผล และการประเมินผลที่แน่นอน
                                    การศึกษานอกระบบ  (Non-formal Education) เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นและหลากหลายรูปแบบ ไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุและสถานที่ โดยมุ่งหมายให้เป็นการศึกษาเพื่อพัฒนา    คุณภาพมนุษย์ มีการกำหนดจุดมุ่งหมาย หลักสูตร วิธีการเรียนการสอน สื่อ การวัดผลและประเมินผล    ที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งอาจแบ่งได้ 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ประเภทความรู้พื้นฐานสายสามัญประเภทความรู้และทักษะอาชีพ และประเภทข้อมูลความรู้    ทั่วไป
                                    การศึกษาตามอัธยาศัย  (Informal Education) เป็นการศึกษาที่เกิดขึ้นตามวิถีชีวิต เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ การทำงาน หรือเรียนรู้จากบุคคล ครอบครัว สภาพแวดล้อม สื่อ       ผู้เรียนเรียนรู้ได้ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ เป็นการจัดการศึกษาที่ไม่มีหลักสูตรชัดเจน ไม่มีระบบและรูปแบบของการจัดการศึกษาแน่นอนจนถึงไม่มีเลย หากแต่กิจกรรมดังกล่าวก่อให้เกิดการเรียนรู้ ผู้เรียน   มีความรู้ มีทักษะ มีเจตคติ เช่นเดียวกับการศึกษาอื่น ๆ
                                    การที่จะส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องปฏิรูปและส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้มีความสำคัญอย่างน้อยเท่าเทียมกับการศึกษาในระบบ ทั้งด้านการดำเนินงานและงบประมาณทั้งนี้ เพื่อ
                                    l            มุ่งพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ อันจะเป็นกลไกสำคัญในการ
ผลักดันยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศด้านเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาล
                                    l            ให้ประชาชนทุกคนได้รับโอกาสในการศึกษาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
                                    l            ให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีสิทธิและมีหน้าที่ร่วมรับผิดชอบการจัดการศึกษา
ตลอดชีวิต
                                    l            ให้การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นการจัดการศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม ตอบสนองความ
ต้องการและสอดคล้องกับสภาพและปัญหาของกลุ่มเป้าหมาย และบูรณาการ เข้าเป็นวิถีการดำเนินชีวิตของคนในสังคม
.       สถานภาพปัจจุบันและปัญหา
                             )        การจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย มีหน่วยงานที่ดำเนินการทั้งภาครัฐ ได้แก่ กรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม กระทรวงยุติธรรม รัฐวิสาหกิจ เช่น        การสื่อสารฯ การไปรษณีย์โทรเลข นอกจากนี้ยังมีภาคเอกชน เช่น สมาคมต่าง ๆ ธนาคาร องค์การ บริษัท มูลนิธิ และสถานประกอบการต่าง ๆ รวมทั้งสถาบันอุดมศึกษา เช่น มหาวิทยาลัย วิทยาลัย    แม้แต่ภาคชุมชนก็มีบทบาทในการจัดการศึกษาของตนเองด้วย เช่น หลายชุมชนสร้างเครือข่าย        การเรียนรู้ เป็นมหาวิชชาลัยที่ชุมชนแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและกัน
                                    ในส่วนของกรมการศึกษานอกโรงเรียน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในขอบเขตที่กว้างขวาง มีการจัดการศึกษานอกโรงเรียน      สายสามัญในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายซึ่งในปีงบประมาณ ๒๕๔๕            มีนักศึกษา ๒,๐๖๔,๘๙๖ คน และมีการจัดการศึกษานอกโรงเรียนสายอาชีพ ใน ๔ รูปแบบ คือ      วิชาชีพระยะสั้น กลุ่มสนใจ การศึกษาระดับประกาศนียบัตรอาชีพ (ปอ.) และการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) มีนักศึกษาทั้งหมด ๑,๐๗๙,๔๕๑ คน นอกจากนี้ ยังมีการจัด           การศึกษาตามอัธยาศัย โดยมีหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัด ๑,๐๐๘ แห่ง ที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน ๓๕,๕๐๐ กว่าแห่ง ห้องสมุดประชาชนกว่า ๘๙๐ แห่ง และศูนย์การเรียนประมาณ ๗,๐๐๐ แห่ง ซึ่งเป็นโครงข่ายการทำงานที่กระจายครอบคลุมแทบทุกพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะใน    ท้องถิ่นทุรกันดารห่างไกล หรือในจุดที่อันตรายที่สุด รวมทั้งชุมชนคนไทยในต่างประเทศกว่า ๒๐ ประเทศ
                                    )        วิถีการเรียนรู้ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมากและอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลเนื่อง      มาจากความก้าวหน้าขององค์ความรู้และวิทยาการสมัยใหม่ การพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และสังคมโลกยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) ตลอดจนพัฒนาการของระบบเศรษฐกิจที่ใช้ความรู้เป็นฐาน (Knowledge based Economy) ทำให้เกิดความต้องการการเรียนรู้อย่างกว้างขวางในแทบทุกกิจกรรมของสังคม วิถีการเรียนรู้ของคนจึงขยายขอบข่ายจากการศึกษาในระบบ ไปสู่การเรียนรู้จากการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยเพิ่มเติมมากขึ้น ความต้องการดังกล่าวผลักดันให้เกิดกิจกรรมการศึกษาและแหล่งการเรียนรู้จำนวนมากและหลากหลายขึ้นในสังคม
                                    )        คนในสังคมมีความต้องการการเรียนรู้ที่หลากหลาย เป็นไปตามสภาพการทำงาน การดำรงชีวิต ซึ่งมีความต้องการและความจำเป็นที่แตกต่างกันออกไปตามกลุ่มต่าง ๆ และช่วงอายุ     ที่ครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนตาย และการขาดข้อมูลที่จำเป็น เช่น กลุ่มเป้าหมาย หน่วยงานที่จัด           การเรียนรู้ / แหล่งเรียนรู้ เทคนิคเกี่ยวกับการเรียนรู้ร่วมสมัยที่มีประสิทธิภาพ ทำให้การกำหนด        แนวทางและทิศทางการทำงานให้บรรลุเป้าหมายอย่างชัดเจนทำได้ยาก
                                    )        ค่านิยมด้านการศึกษาของคนในสังคม เน้นการเรียนเพียงเพื่อให้ได้ใบรับรอง เช่น ประกาศนียบัตร / ปริญญาบัตร มากกว่าจะเป็นการเรียนเพื่อให้รู้ และนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม และเป็นสมาชิกที่ดีและเป็นประโยชน์ของสังคม
                                    )        ประชากรจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงบริการการศึกษาและแหล่งเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต รวมทั้งยังไม่ได้รับความรู้ที่สอดคล้องกับความต้องการและเหมาะสมกับความ     จำเป็น จะเห็นว่าประชากรช่วงวัยเรียนที่อยู่ในสถานศึกษาซึ่งมีจำนวนประมาณ ๑๕ ล้านคน เป็นกลุ่มที่ได้รับโอกาสและการสนับสนุนงบประมาณด้านการศึกษามากที่สุด ในขณะที่กลุ่มประชากรที่พ้นวัยเรียนในสถานศึกษา ซึ่งมีจำนวนประมาณ ๔๖ ล้านคน มีโอกาสที่จะเข้าถึงบริการทางการศึกษาได้   ไม่มากนักและไม่เป็นระบบ ซึ่งทำให้ไม่สามารถได้รับการศึกษาได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตสม      เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ..๒๕๔๒
                                    )        แหล่งการเรียนรู้ในปัจจุบันมีอยู่เป็นจำนวนมาก และมีความหลากหลายทั้งด้านเนื้อหาและรูปแบบกิจกรรม แต่ยังขาดการจัดการความรู้และแหล่งเรียนรู้เหล่านั้นอย่างเป็นระบบ และขาดการส่งเสริมอย่างจริงจังให้ทั่วถึง จึงมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเพื่อให้แหล่ง      เรียนรู้เปิดกว้างและกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างสะดวก รวมทั้งให้          การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย  เกื้อกูลซึ่งกันและกันเพื่อ        ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตลอดจนกระตุ้นให้ผู้เรียนและสังคมตระหนักและมีเจตคติที่ถูกต้อเกี่ยวกับการศึกษา / การเรียนรู้ และความรู
.       ข้อเสนอยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต
                                    เพื่อเร่งรัดการดำเนินการปฏิรูปการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย     เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ จึงเห็นควรให้มีการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อปฏิรูปการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย    ดังนี้
ยุทธศาสตร์ที่ ๑          : การจำแนกกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน และการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย
  ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
                                    โดยมีมาตรการในการดำเนินงานดังนี้
                                    .      จำแนกกลุ่มเป้าหมายที่จะให้บริการให้ชัดเจน โดยอาจจำแนกเป็นกลุ่มต่าง ๆ    ดังนี้
 
 
                                                )    กลุ่มวัยเรียนในระบบการศึกษา ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสถานศึกษาระดับต่าง ๆ โดยเฉพาะในระดับการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งต้องกำหนดยุทธศาสตร์ให้สถานศึกษา  ดำเนินการจัดการศึกษาให้กับกลุ่มเป้าหมายนี้ได้รับองค์ความรู้ที่จำเป็นอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อช่วยสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ โดยสถานศึกษาสามารถจัดการศึกษาได้ทั้ง ๓ รูปแบบ คือ การศึกษา          ในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ส่วนกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ชายขอบของสังคม เช่น เด็กด้อยโอกาสหรือผู้ที่อยู่ในที่ห่างไกลไม่มีสถานศึกษาในพื้นที่ หรือเขตพื้นที่การศึกษา                ไม่สามารถจัดการศึกษาในระบบให้ได้ กระทรวงศึกษาธิการอาจมอบให้หน่วยงานการศึกษานอก      โรงเรียน  (กศน.)   จัดหรือช่วยจัดการศึกษาให้กลุ่มดังกล่าวตามมาตรา ๓๗ ของพระราชบัญญัติ       การศึกษาแห่งชาติ พ.. ๒๕๔๒ ได้
                                                )        กลุ่มวัยทำงาน ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น
                                                            .กลุ่มที่ทำงานในสถานประกอบการ/โรงงาน/หน่วยงาน เช่น บริษัทต่าง ๆ หากเป็นบริษัทขนาดใหญ่ก็จะมีฝ่ายพัฒนาบุคลากรของบริษัทที่รับผิดชอบการฝึกอบรม ซึ่งต้องกำหนดมาตรการให้มีการพัฒนาความรู้และทักษะที่เป็นประโยชน์ให้บุคลากร ตลอดจนเผยแพร่       ให้ประชาชนที่สนใจในวงกว้างด้วย สำหรับบริษัทหรือหน่วยงานขนาดเล็ก การสนับสนุนการจัด          การศึกษานอกระบบ / การฝึกอบรม และการศึกษาตามอัธยาศัย จะมีความจำเป็นมากสำหรับกลุ่ม ดังกล่าว นอกจากนี้ควรกำหนดมาตรการที่จะกระตุ้นและส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสมาคมวิชาชีพ วิชาการต่าง ๆ เพื่อให้ช่วยดูแลและพัฒนากันเองในกลุ่มวิชาชีพนั้น ๆ ด้วย
                                                            . กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระและแรงงานทั่วไป เช่น เกษตรกร ชาวประมง พ่อค้ารายย่อย และกลุ่มแม่บ้าน เป็นต้น กลุ่มนี้เป็นเป้าหมายใหญ่ที่ต้องอำนวยความสะดวกให้เข้าถึงบริการการเรียนรู้ตลอดชีวิต
                                                )        กลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการศึกษาตามอัธยาศัยและการเรียนรู้      ที่จำเป็นในการปรับตัวให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีความสุข และเป็นประโยชน์ต่อสังคมตามที่เหมาะสมกับวัย
                                    .      จัดกิจกรรมการเรียนรู้  และเนื้อหาสาระองค์ความรู้ที่หลากหลายให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย โดยพิจารณาในแง่ช่วงวัยและบริบททางสังคม / ชุมชนของกลุ่มเป้าหมายว่าเป็นชุมชนชนบท ชุมชนเมือง หรือชุมชนคนไทยในต่างประเทศ
                                    .      การจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย  นอกจากจัดให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว  ควรจัดในลักษณะที่เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ของชุมชนร่วมกัน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความต้องการ วิถีชีวิต และปัญหาของแต่ละชุมชนซึ่งมีความหลากหลาย เช่น วิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่น วิถีชีวิตชุมชนเมือง วิถีชีวิตเชิงนิเวศน์ เช่น วิถีชีวิตลุ่มน้ำ เพื่อให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน
ยุทธศาสตร์ที่ ๒ : การจัดการความรู้และแหล่งเรียนรู้
                                    เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสและสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ยังกระจัดกระจายอยู่ในที่ต่าง ๆ และได้รับรู้องค์ความรู้ที่หลากหลายทั้งที่เป็นทุนเดิมทางสังคม เช่น     ภูมิปัญญาไทย รวมทั้งวิทยาการสมัยใหม่ และข่าวสารข้อมูลของสังคมยุคปัจจุบันที่มีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องมีการจัดการที่มีประสิทธิภาพในการเชื่อมโยง          องค์ความรู้และแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ที่หลากหลายเพื่อบริการให้ผู้เรียนมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้สะดวกและนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ จึงควรมีมาตรการดังนี้
                                    .      ให้มีการสำรวจ และจัดการระบบข้อมูล (MIS) เพื่อเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ และจัดบริการที่จะให้ผู้เรียนได้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ได้สะดวกรวดเร็วและเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด
                                    .      ประสานและส่งเสริมให้แหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ พัฒนาองค์ความรู้ที่จำเป็นและ          ถ่ายทอด เผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบในวงกว้างและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้              องค์ความรู้ที่จำเป็น เช่น
                                                ·          ทักษะความรู้ที่เป็นพื้นฐานของการรู้จักเรียนรู้ด้วยตนเอง เช่น ทักษะด้านภาษา : การพูด อ่าน เขียน การรู้จักตั้งคำถาม หาคำตอบ การสังเกต คิดวิเคราะห์ถึงเหตุ ผล
                                                ·          ความรู้และทักษะเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ด้านสุขภาพกาย ใจ อารมณ์  และสังคม เช่น ความรู้และทักษะด้านศิลปะ ดนตรี กีฬา อนามัย ครอบครัว ศึกษาการรู้จักใช้เทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ เช่น คอมพิวเตอร์ เป็นต้น
                                                ·          ความรู้และทักษะด้านวิชาชีพต่าง ๆ ความสามารถในการจัดการ และ         การเป็นผู้ประกอบการ (Enterpreneur / SMEs)
                                                ·          คุณลักษณะที่พึงประสงค์ เช่น การมีวินัย การรู้จักคิดถึงผู้อื่นและประโยชน์ส่วนรวม การรักการอ่าน รักการเรียนรู้ เป็นต้น