เมื่อเวลา ๑๐ น.วันศุกร์ ที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๑ โทรสนทนากับคุณสุรพลฯ ทราบว่า ท่านใหญ่มรณภาพ ไม่รีรอผมรีบเร่งออกจากสำนักงานฯ มุ่งตรงไปที่วัดกู่คำด้วยความรวดเร็ว พบคุณสุรพลฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สื่อสารมวลชน คณะศรัทธาจำนวนมากยืนรายเรียงรอบศพท่านใหญ่
สภาพศพท่านใหญ่ที่ได้เห็นมีผ้าเหลืองคลุมไว้รอนายแพทย์ผู้ชันสูตรพลิกศพ ไม่กี่อึดใจนายแพทย์ ๒ ท่านจาก รพ.น่านเดินทางมาถึงจึงเริ่มเปิดศพ ดูด้วยสายตาเห็นท่านใหญ่นอนสงบนิ่ง ยังสวมแว่นตา สภาพเหมือนนอนปกติ ไม่มีร่องรอยถูกทำร้ายใด ๆ ทั้งสิ้น ผมเข้าใจว่า ในวัยชราภาพระบบการเดินของเลือดลมมีปัญหา ส่งผลให้เสียชีวิต
กลับมาบ้านโทรหาพี่สมยศฯ เชียงใหม่ เพราะเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๐ พี่สมยศฯ พานักกีฬาเรือพายที่เราชาวน่านเชิญมาแนะนำ ( ระหว่าง ๓๐-๓๑ ม.ค.๒๕๕๐ ) เพื่อเริ่มต้นฝ่ายกีฬาเรือพาย สมาคมกีฬาแห่ง จ.น่าน พี่สมยศฯ มีความเคารพท่านใหญ่ มาถึงน่านพี่สมยศฯ ตั้งใจมากราบท่านใหญ่ ได้สื่อสารการมรณภาพให้พี่สมยศทราบช่วงเที่ยงนั่นเอง
วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๑ ผมมาดูสมุดบันทึกที่เคยเขียนเมื่อไปพบท่านใหญ่ในห้วงเวลาที่พี่สมยศฯ มาเยือน ในครั้งนั้นผมได้จดข้อความจากคำบอกเล่า เพราะเชื่อว่าในภาวะการสูงวัย ไม่วันใดก็วันหนึ่งท่านคงจากไปตามธรรมชาติ สำหรับผลงานประวัติคุณงามความดีของท่านมากมาย ผมจดมาได้เล็กน้อย ความดีของท่านใหญ่เป็นที่ทราบทั่วกัน ประการสำคัญความจำของท่านนับว่าดีเลิศ
ท่านใหญ่เป็นชาว จ.กำแพงเพชรรุ่นเดียวกับคุณพ่อของผม ท่านบอกว่าพี่ของผมอายุมากกว่า คุณพ่อเรียนจบ ม.๖ ท่านใหญ่เรียนจบ ม.๔ ชีวิตท่านใหญ่ผ่านร้อนผ่านหนาวโชกโชนมามาย กำนันขัน ดีฤทธิ์ เป็นพี่ของแม่เลี้ยงท่านใหญ่ กำนันฯ เป็นพี่น้องกับปลัดวิเชียร ดีฤทธิ์ ปลัดวิเชียรฯ มีศักดิ์เป็นพี่ชายแม่น้า ท่านใหญ่เล่าว่า ท่านบวชเรียน พ.ศ.๒๕๐๕ " เจ้าคุณวัดนี่บวชใหญ่ เจ้าคุณ คือ พระชยานันมุณี เจ้าคณะจังหวัดน่าน แต่ก่อนวัดกู่คำมีพระอยู่ร่วม ๒๐ รูป"
ท่านใหญ่เล่าให้ฟัง ( ขณะเล่าท่านมีอายุ ๘๐ ปี ๓ เดือน ) เกี่ยวกับการไปจัดรายการธรรมะใต้ร่วมโพธิ์ ที่ สวท.น่าน ว่า " จัดรายการธรรมะใต้ร่มโพธิ์ร่วม ๒๘ ปี ที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เวลา ๒ ทุ่มครึ่งถึง ๓ ทุ่มจัดทุกวัน ตั้งแต่วันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๑๖ ถึงปี พ.ศ.๒๕๔๔ เหตุที่หยุดจัดเพราะตอนนั้น สวท.น่านมีการขุดถนน ต้องเดิมข้ามไปจัดมีไม้แป้นแผ่นเดียว ร่วงลงไปก็เสร็จ " ท่านพูดติดตลก
ข้อมูลที่ผมจดจากคำพูดของท่านใหญ่ ไม่เหมือนที่ได้ยินโฆษกพูดเมื่อวานนี้ตอนรดน้ำศพ โดยโฆษกพูดว่า ท่านใหญ่มีพรรษา ๔๕ อายุ ๘๑ ปี ๕ เดือน ๒๒ วัน ที่ผมจดมาท่านพูดว่าเดี๋ยวนี้ ๔๖ พรรษาย่าง ๔๗ พรรษาา บวชตอนอายุ ๓๓ - ๓๔ ปี บวช พ.ศ.๒๕๐๕ เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเขียนไว้ที่นี่
ท่านใหญ่พูดให้ฟังเมื่อเย็นวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๐ อีกว่า " นายพัฒนพงศ์ เหรียญทอง หัวหน้าบ้านเดินทางไป จ.มุกดาหารวันนี้ ( ๓๐ ม.ค.๒๕๕๑ ) เวลา ๑๒ น.เพื่อเอาเรือแข่ง ไปซื้อราคา ๑๘๐,๐๐๐ บาท ซื้อจากวัดศรีมงคลเหนือ จ.มุกดาหาร เอาคนงานไปตั้ง ๑๐ กว่าคนจะออกทางโคราช ท่านใหญ่บอกว่าเมื่อวันที่ ๒๐ - ๒๑ ม.ค.๒๕๕๐ ไปกัน ๘ คน ๑ รูป เอารถยนต์ตู้ไป จะเอาเราไปอีกครั้งนี้ เราคงจะตายกลางทาง ไม่สบายต้องไปหานายแพทย์นิวัตรชัย
เช้าวันศุกร์ ที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๒๕๑ ท่านใหญ่มรณภาพอย่างสงบ มีการรายงานให้ทราบทั่วกันไปแล้ว ขอดวงวิญญาณท่านใหญ่ พระแท้ พระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ สู่สรวงสรรค์ด้วยเทอญ.
ภาพแรกที่นำเสนอ ขอขอบพระคุณ คุณพัฒนพงศ์ เหรียญทอง ที่ให้บันทึกสำเนาภาพขณะเมื่อคุณพัฒนพงศ์ฯ และคณะศรัทธา นิมนต์ท่านใหญ่ไปดูเรือ ที่ จ.มุกดาหาร ตามที่ท่านใหญ่ได้บอกเล่าให้ผมจดบันทึกไว้ตามความข้างต้นครับ
สำหรับภาพต่อมา ผมได้บันทึกที่กุฎิท่านใหญ่ และในวิหารวัดกู่ค่ำ ก่อน ๑๐ น.วันเสาร์ ที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๑ ที่น่าสนใจ ภาพที่ ๒ เป็นลายมือเขียนข้อความของท่านใหญ่ครับ
หรีดเคารพศพที่เห็นเมื่อก่อน ๑๐ น.วันเสาร์ ที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๑ นั้น มีจำนวนตามภาพจาก ดร.สุวัฒน์ - มาลีนี โชคสุวัฒนสกุล อดีต ผวจ.น่าน และ นายวินัย สิทธิมณฑล นายอำเภอเมืองน่าน และจาก กลุ่มทางเลือกใหม่
น่าเสียดาย พระสงฆ์ที่ เผยแพร่ ธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์นะครับ แต่สังขารไม่เที่ยงแท้ เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดาของโลก
พี่ตู่สบายดีนะครับ ไม่ได้คุยกันเลย ไม่ค่อยเห็นพี่ตู่ ออน MSN เลยครับ
ผมเป็นเหลนคนหนึ่งของหลวงตาหลวงตาสมัยก่อนหรือคนแถวๆๆบ้านเรียกกันว่าหลวงตาแล้มหรือแฉล้ม ผมขอเรียกว่าหลวงตาเพราะว่าหลวงตาเป็นลูกของตาจาย มีแม่เลี้ยงชื่อยายผิง และยายผมเป็นลูกเลี้ยงของพ่อแก่ขัน สมัยนั้นพ่อแก่ขันมีลูกเลี้ยง คือหลวงตา และยายสายหยด กุลสุ หลวงตาแล่มเป็นคนเลี้ยงยายผมมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ จากที่ยายและตาเล่าให้ฟังผมจึงรักและได้รู้จักจากคำพูดของยายผม ผมได้รู้จักเป็นอย่างดีสมัยก่อนเมื่อปี2539เห็นจะได้ผมได้มาหาหลวงตาที่วัดกู่คำเพราะท่านโทรศัพท์ไปบอกที่บ้านผมว่าศาลาที่วัดเลอะมากมาช่วยทำความสะอาดหน่อยแต่ที่ท่านให้มานั้นไม่ใช่ว่าให้มาทำความสะอาดอย่างเดียวท่านจะชวนมาเที่ยวดูแข่งเรือ ผมมากันตอนนั้น ประมาณ 5-6 คน มากันได้ 2 วัน ก็กลับกัน ช่วงนั้นไปกัน ปี ละ 2 - 3 ครั้งไปถูศาลายังมีโอกาศได้ฟังท่านเทศเลยเพราะว่าไม่ฟังไม่ได้เพราะท่านเอาวิทยุมาให้ฟังไม่ฟังก็ไม่ได้ท่านจะกลับมาถามว่าท่านเทศน์ถึงเรื่องอะไร ก็ฟังจนจบท่านกลับมาท่านก็มาเล่าประวัติท่านให้ฟังว่าเมื่อสมัยก่อนที่ท่านจะมาบวชท่านได้ไปทั่วเลยท่านบอกว่าท่านก็เป็นเสรีไทย ในสมัยสงครามโลกมาแล้ว พอบ้านเมืองสงบท่านก็มาบวชอยู่ที่นี่ เมื่อก่อนท่านชอบพาพวกหลานๆเหลนๆไปเที่ยวทะเล บางที่ที่พวกผมมาที่จังหวัดน่านท่านยังขับรถ มาสด้าแฟมมิลี่สีขาวไปส่งผมที่กำแพงเพชรหลายครั้งเหมือนกันแต่มีครั้งหนึ่งหลวงตาประสบอุบัติเหตุรถมาสด้าแฟมิเลียคันนั้นได้ตกเขาลงไปลึกมากแต่ท่านไม่เป็นอะไรมาก ตอนเช้ามืดท่านได้เดินมาขอความช่วยเหลือจากระแวกนั้นแต่ไม่มีใครช่วยหาว่าท่านเป็นพระปลอมกลัวโดนปล้นเลยไม่มีใครช่วยท่านเลยเดินมาที่ด่านห้วยน้ำอุ่นตำรวจ และ ทหารที่นั่นจำได้เลยมาช่วยท่านเพราะเมื่อก่อนท่านเคยเอาพวกถังสังทานไปแจกพวกเขาเลยจำท่านได้ ว่าเป็นท่านใหญ่ จึงมาช่วยกัน และครั้งล่าสุดที่ผมไปที่น่าน เพราะตอนนั้นเส้นเลือดในสมองท่านแตก ผมจึงชวนแม่และน้าไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลแต่ผมอยู่ได้ไม่นานก็เดินทางกลับกะว่าจะไปเที่ยวหาท่านอีกก็ไม่ได้ไป จนได้ทราบข่าวจากคนที่หลวงตาสนิทที่เคยมาที่บ้านผมวันนั้นวันที่ 23 สิงหาแล้วมั้ง มากับตำรวจว่าหลวงตาแล้มมรณภาพแล้ว ลื่นล้มหน้ากุฏิแม่ผมจึงรีบแจ้งผมกับน้าบอกว่าจะเอาไว้ 15 วันแล้วจะบรรจุ ผมเลยไปวันที่บรรจุไปกราบศพท่าน ผมเสียใจเป็นอย่างมาก ในวันที่ 20 ธันวาคมไม่รู้จะไปได้รึป่าว ข้าพเจ้าและครอบครัว ขอให้หลวงแล้มไปสู่สุขติ สู่สรวงสวรรค์ หลวงตาแล้มจะอยู่ในใจลูกหลานชาวกำแพงเพชรตลอดไป