ปัญหาการเรียนการสอน

                              การแก้ไขปัญหาการเรียนการสอน

      
               “
การศึกษา (Education)   คือ กระบวนการสร้างมนุษย์ให้เกิดความตระหนักสามารถนำเอาความรู้ และประสบการณ์ไปใช้ให้เหมาะสมกับสังคมและสิ่งแวดล้อม”  ครับ  นั่นคือ  ความหมาย คำว่า การศึกษา จะเห็นว่า ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542  มาตรา 6 กล่าวถึง ความมุ่งหมายของการศึกษาไว้ คือการพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ดังนั้น  การศึกษาจึงเป็นกระบวนการที่สำคัญยิ่งที่ครู / อาจารย์ ต้องคิดคำนึงตลอดเวลาทำอย่างไรศิษย์ของเรามีความตระหนัก สามารถนำความรู้ สติปัญญาประสบการณ์ไปใช้ให้เหมาะสมกับสังคม
   
คำตอบ  :   น่าจะอยู่ที่กระบวนการเรียนรู้ที่เรานำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพราะครูเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้แก่ศิษย์ ด้วยกระบวนการต่าง ๆในการถ่ายทอดเพื่อให้ศิษย์เกิดการเรียนรู้และค้นพบด้วยตนเองและสามารถนำไปประยุกต์ได้ท่านคิดอย่างไรกับคำว่า  “การเรียน (Study)”
      
               
การเรียน  เป็นกระบวนการที่ผู้เรียนรับความรู้ที่ครู / สถานศึกษาถ่ายทอดให้หรือครูเป็นผู้จัดเพื่อให้ผู้เรียนได้รับความรู้ หรือ องค์ความรู้ ประสบการณ์ต่าง ๆ   หรือที่สถานศึกษาจัดขึ้น แล้วผู้เรียนได้พบได้ร่วม ได้อ่านเป็นประสบการณ์  (ตามอัธยาศัย)  ก็เป็นการเรียน แล้วอย่างไรล่ะ ที่เรียกว่า การเรียนรู้
      
               
การเรียนรู้  (Learning)   คือ  กระบวนการที่ผู้เรียน

นำเอาความรู้ที่รับไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง  โดยใช้ความรู้  ทักษะ  และทัศนคติที่มีอยู่จากประสบการณ์เดิมไปสู่การใช้จริง  ครับ  แบบนี้เรียกว่า เรียนรู้ เพราะมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม  ในกรณีที่เรียนไปแล้วมิได้นำไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ก็คงเหมือนที่เรามักพูดกันว่า  เข้าหูซ้าย  ทะลุหูขวานั่นแหละ  ทางการศึกษา เขาเรียกว่ารับรู้เท่านั้น  ยังไม่นับเป็นการเรียนรู้ อ๊ะ  รู้นะคิดอะไรอยู่  อย่าคิดถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่ไม่ดีแล้ว  จะถามว่าเป็นการเรียนรู้หรือไม่  ใช่มั๊ยครับ!  ครับลองตอบซิครับ  ท่านคิดอย่างไร      
           
เมื่อพูดถึง การศึกษา การเรียน  การเรียนรู้แล้วคงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่พูดเรื่องการสอนครับการ  สอน  (Teaching)  หมายถึง กระบวนการจัด / สร้างบรรยากาศ การเรียนและการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนอย่างมีคุณค่า  ครับ  จะเห็นว่าการสอนนั้นเป็นกระบวนการ  ซึ่งต้องมีขั้นมีตอนให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้และจัดโดยผู้สอน  ต้องสร้างบรรยากาศให้เอื้ออำนวยต่อการเรียน  และการเรียนรู้  ตัวอย่าง  :   การสอนในภาคบ่าย  หลังอาหารกลางวัน  ผู้เรียนอยู่ในสภาวะง่วง  หรือที่เรียกว่า  “ หนังท้องตึง หนังตาหย่อน ”  ผู้สอนต้องสร้างบรรยากาศในการเรียนให้ดี  มีกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติจริง  มิเช่นนั้น ผู้เรียนหลับหมดท่านได้เคยได้ยินไหมครับ ที่มีผู้พูดกันว่า  ครูที่ดีเวลาสอนศิษย์อย่ามีอาการต่อไปนี้  “ ขงเบ้งดูดาว สาวน้อยหลบตา ดาราเล่นกลนิมนต์หลวงพี่ ”  เพราะผู้เรียนจะเบื่อ  และไม่ก่อให้เกิดการเรียน ถามว่า เพราะอะไรแล้วเราจะแก้ไขอย่างไร  (โปรดตอบกระทู้ครับ)
ครับ  เราพูดถึงผู้สอนแล้ว  คงเพิกเฉยไม่กล่าวถึงผู้เรียนบ้างคงไม่ได้  เพราะการเรียนการสอน เป็นเรื่องของทั้งสองฝ่าย  คือ ผู้สอน  และผู้เรียน  ผู้สอนต้องมีความรู้  ความเข้าใจผู้เรียน  การเรียนการสอนจึงจะมีคุณค่าและมีประสิทธิภาพ  ในหนึ่งชั้นเรียนมีผู้เรียนมากกว่าผู้สอน  และผู้เรียนแต่ละคนก็มีความแตกต่างกัน  ดังนั้น   ครู / อาจารย์ ต้องเข้าใจเรื่องการเรียนรู้ตามความแตกต่างระหว่างบุคคล  (Individualized Learning)   “ในการจัดการเรียน การสอนนั้นต้องจัดให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนเป็นรายบุคคลโดยนำผลจากการสำรวจข้อบกพร่องทางการเรียนรู้และความก้าวหน้าของผู้เรียนแต่ละคนมากำหนดจุดประสงค์เฉพาะและจัดกิจกรรมการเรียนการเสนอให้สอดคล้องและมีการประเมินผลสัมฤทธิ์ตามจุดประสงค์ที่ระบุไว้” 
     
ความหมายในพารากร๊าฟนี้  บ่งบอกถึงบทบาทครู /อาจารย์ ไว้ 2 ประเด็นและสอดคล้องแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ.2542  มาตรา 22 และ 24  การเรียน  ผู้เรียนเรียนตามศักยภาพ  ความสามารถ  ดังนั้นบทบาทครู  คือ ต้องมีการวิเคราะห์ผู้เรียน หรือจะใช้คำว่า การวิจัยในชั้นเรียนก็ว่าได้  เพื่อจะได้รู้  ผู้เรียนเป็นรายบุคคลว่าเขามีปัญหาอะไร  ต้องการอะไร  มีความสามารถศักยภาพในการเรียนเพียงใด  จะได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  สรุป  บทบาทครู  คือ  วิจัยชั้นเรียนและจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องเป็นไปตามศักยภาพผู้เรียนอาจารย์หลายท่านอาจจะเคยประสบปัญหา  เวลาสอนมีผู้เรียนบางกลุ่มนั่งคุย  ไม่

สนใจการเรียน บางคนนั่งเหม่อลอย  คำตอบ คือ  ผู้เรียนเบื่อการเรียนคำถามคือเพราะเหตุใด  (โปรดแสดงความคิดเห็น)  ทำไมเขาจึงเบื่อ  แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร

การเรียนรู้ตามระดับความสามารถ  (Self-Paced Learning) 
   
        
ดังนั้นจากกรณีความแตกต่างระหว่างบุคคลในการจัดกระบวนการเรียนรู้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ตามความแตกต่างระหว่างบุคคลหรือไม่ก็ตาม  ความหมายแท้จริง  คือ การจัดกระบวนการเรียนการสอนตามหลักสูตร  ที่ตอบสนองระดับความก้าวหน้าของผู้เรียนแต่ละคน  และเป็นไปตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้  โดยผู้เรียนสามารถเลือกกิจกรรมและจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้สอดคล้องความถนัดของตนเองส่วนการประเมินผลสัมฤทธิ์จะประเมินจากผลผลิตของงานของผู้เรียนตามจุดประสงค์ที่ระบุไว้  ครับ นี้ คือความหมายการจัดการเรียนการสอนสอดคล้องตามความแตกต่างระหว่างบุคคล
   
ถ้าวิเคราะห์  พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ.2542  จะพบว่า  ในมาตรา  15 ผู้เรียนสามารถเรียนได้ทั้ง  3  รูปแบบ  คือ  ในระบบ  นอกระบบและตามอัธยาศัย  และสามารถเทียบโอนประสบการณ์ได้  ก็เป็นหนทางหนึ่งที่ผู้สอนอาจเลือกโดยการมีโปรแกรมการเรียนหลากหลาย  ผู้เรียนที่เรียนเร็ว  อาจเลือกโปรแกรมการเรียนไปเรียนด้วยตนเองแทนการมานั่งทนฟังครูบรรยายเมื่อตนฟังแล้ว  เข้าใจแล้วแต่เพื่อน ๆ ยังไม่เข้าใจ  ครูก็ตั้งหน้าตั้งตาจำจี้จำไช อธิบายแล้ว อธิบายอีก  คนที่รู้แล้วก็เบื่อทนฟัง  ในทำนองเดียวกัน  ถ้าครู /อาจารย์  สอนเร็วไป  ผู้ที่เรียนช้า ตามไม่ทันก็เบื่อ  ไม่อยากมาเรียน  เผลอ ๆ Drop out หายไปเฉยเลย

ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง 
      
          
ครูอาจารย์ท่านใดไม่เคยได้ยินคำนี้ต้องถือว่าตกยุค  เพราะยุคนี้กล่าวขวัญกันมาก  เรื่องผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  หลายท่านก็โต้แย้ง ผู้เรียนก็เป็นเทวดา  จะทำอะไรก็ได้  บางท่านมีแนวคิดไอเดียกระฉูด  ให้ผู้เรียนนั่งล้องวง  แล้วตัวเองเดินบรรยายรอบ ๆ  กลุ่มผู้เรียน  นี่ไง!  ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางก็ดูดีไปอีกแบบนะครับ  ลองมาทำความเข้าใจเรื่องนี้สักนิด
   
คำว่า  ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  ไม่ใช่ผู้เรียนทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ  เช่น  คุยกัน  เล่นกัน  ฯลฯ  แต่ผู้เรียนต้องทำงานตามความรับผิดชอบ  และจัดให้เรียนตามระดับความสามารถและตามความก้าวหน้าของผู้เรียน  ทั้งนี้  มีแนวคิดมาจากปรัชญาการศึกษาที่เปลี่ยนจากพฤติกรรมนิยม  สู่พิพัฒน์นิยม  :    ความสามารถของคนไม่ได้แค่เก่งวิชาสอบให้ผ่าน แต่ความสามารถของคน คือการทำงานร่วมกับผู้อื่นและอยู่ในสังคมได้
      
ดังนั้น  การเรียนการสอน