ได้รับการโน้มน้าวให้ทดลองเครื่องมือ และวิธีการใหม่ๆ โดยที่ยังไม่รู้ว่าคืออะไร ทำแล้วผลจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้ แม้จะเสียเวลาก็ยอม มันคงต้องได้อะไรกลับมาบ้างล่ะ

        ผ่านมา สองเดือนกว่าแล้วกับการทำโครงการวัฒนธรรมองค์กรร่วมกับบริษัทที่ปรึกษา ในระยะแรกการทำ work shop เพื่อค้นหาสาระและรูปแบบการเสนอวัฒนธรรมองค์กรที่เหมาะสม สามารถตอบโจทย์ธุรกิจในอนาคต ตามวิสัยทัศน์ขององค์กร ใช้เวลาประชุมกันเกือบทุกวัน บัดนี้ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ตรงใจทีมงาน เป็นธรรมดาที่ไม่มีทางที่จะถูกใจทุกคนในทีมงานได้ ยิ่งตอนที่นำผลงานของพวกเราที่เป็นฉบับร่างไปทำการทดสอบกับตัวแทนพนักงานทุกระดับ ยิ่งทำให้ทีมงานได้ข้อมูลสะท้อนกลับมามากมาย แหละนี่คือที่มาที่ไม่ได้บทสรุปสักที

       

      ที่ปรึกษาและทีมงานหารือกันว่า เรามาเปลี่ยนโจทย์กระโดดข้ามไประยะสอง คือเรื่อง การนำวัฒนธรรมองค์กรไปใช้ในแต่ละกลุ่มธุรกิจ ควรมีขั้นตอนเป็นอย่างไรบ้าง เผื่อว่าจะสามารถกลับมาสรุปผลลัพธ์ของโครงการระยะที่หนึ่งได้ จำได้ว่าตอนที่บริษัทที่ปรึกษาเสนอแนวทางนี้  เขาไม่เรียกทีมงานทั้งหมดมา แต่จะหารือเฉพาะกลุ่มที่เป็นเสาหลัก ให้ยอมรับการทดลองทำวิธีนี้ก่อน เมื่อทีมนี้ยอมรับจึงไปขยายต่อ ผู้ใหญ่บางท่านบอกว่า อึดอัดกับการต้องทดลองทำในสิ่งที่ไม่รู้ว่าคืออะไรกันแน่ กลัวว่าจะเสียเวลาไปเปล่าๆ อีก 2 วันกับการทดลองใช้เครื่องมือใหม่ แต่สำหรับเราแล้วรู้สึกว่า มันเหมือนกับการผจญภัย ที่ทำให้เราอยากรู้ อยากเห็น ว่ามันเป็นอะไรกันแน่ Journey to New Land

        แหละแล้ว วันที่ทีมงานต้องกลับมาเจอกันเพื่อทดลองทำ workshop เรียนรู้กระบวนการ รวมทั้งเครื่องมือ ที่ต้องการใช้เพื่อทำ Transformational Change  ก็เริ่มขึ้น ด้วยการแนะนำ ให้พวกเรารู้จักคำว่า Journey to New Land : A Road Map for Transformational Change แค่ได้ยินชื่อก็งง คุณอำนวยที่มาช่วยดำเนินการนำกิจกรรมไม่ได้อธิบายอะไรมาก มาถึงก็ทักทาย และบอกว่าขณะนี้ทีมงานเดินทางกันมาถึงขั้นตอนไหนแล้ว แล้วเรากำลังจะไปไหน ทำอะไรต่อไป   จากนั้นก็ฉายหนังการ์ตูนให้ดูแบ่งเป็น 2 ช่วง ความยาวหนังประมาณ 15 นาที แต่ต้องหยุดเมื่อฉายไป 5 นาที เพื่อให้กลุ่มย่อยถกกันว่าจับพฤติกรรมอะไรจากตัวละครได้บ้าง

        เรื่องราวในการ์ตูน พูดถึงอณาจักรหนึ่งที่กำลังได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมภายนอกจนเกิดภัยแล้ง ทะเลทรายขยายขนาด มีสัตว์หลายประเภทอาศัยอยู่ในอณาจักรนี้ (Old Land)  นกอินทรีเป็นจ้าวเวหาตัวเอกของเรื่อง มองเห็นอนาคตว่าขืนอยู่ที่นี่ต่อไป สัตว์ป่าน้อยใหญ่ต้องตายกันหมด จึงชักชวนเพื่อนๆ ที่พอจะคุยกันรู้เรื่องตั้งทีมงานขึ้นมาช่วยกันทำงานเพื่อ อพยพไปสู่แผ่นดินใหม่ แต่ทว่าหนทางที่จะไปสู่แผ่นดินใหม่นั้น ต้องข้ามเขา หาทางเชื่อมแม่น้ำเพื่อให้สัตว์น้ำสามารถอพยพไปได้และยังต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ด้วย การ์ตูนเรื่องนี้ถูกจริตพวกเราอีกอย่าง ตอนหมู่สัตว์ประชุมเพื่อหาข้อสรุปวิธีแก้ปัญหา ใช้หลักการหนึ่งของ dialog ด้วย คือไม่ด่วนตัดสิน ให้ห้อยแขวนสมมติฐานไว้ก่อน รอฟังให้ครบแล้วกลุ่มจะได้ทางออกที่ดี

***************************************************************

       

      ช่วงบ่ายวันแรก กิจกรรมเน้นให้เราคิดถึงอนาคตที่ต้องทำ ปัจจุบันมีอะไรดี อะไรเป็นอุปสรรค และอีกหลายเรื่องที่เชื่อมโยงเข้ากับแผนที่ ที่อยู่ในการ์ตูน เมื่อจบกิจกรรมวันแรก ทุกคนก็ดูอึ้งกันไป ไม่รู้เหมือนกันว่าแต่ละคนเข้าใจเรื่องราวของกิจกรรมมากน้อยแค่ไหน ตอนคุณอำนวยให้พวกเราสะท้อนความคิดเห็น สำหรับเราแล้วยังมองไม่ออกว่าจะนำเครื่องมือนี้ไปใช้จริงอย่างไร เรียกว่างงๆ มากๆ  แต่เห็นคนอื่นเขาเงียบกัน เดาใจไม่ได้ แต่แอบได้ยินหลังเลิก มีพี่บางท่านบอกว่า ยังไม่สามารถเชื่อมโยงเรื่องราวของการ์ตูน ที่แบ่งตัวละครออกเป็น 4 ประเภทตามปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง  กับการใช้กิจกรรมเรียนรู้แผนที่ที่จะไปสู่แผ่นดินใหม่ได้  พอได้ยินดังนั้นก็เห็นด้วยว่า  ตัวเราก็เป็นเช่นพี่ท่านนั้นเหมือนกัน ตอนใกล้จะแยกย้ายกลับ คุณอำนวยบอกว่าวันรุ่งขึ้นจะฉายการ์ตูนให้ดูอีกรอบ สำหรับคนที่ไม่ได้มาในช่วงเช้า  และแจกหนังสือให้ทุกคนเอากลับไปอ่าน เรื่องในหนังสือละเอียดกว่าในหนัง

***************************************************************

        วันที่สอง ตั้งใจว่าจะต้องมาดูหนังอีกรอบหนึ่งเพื่อตามเก็บรายละเอียด เมื่อคืนอ่านหนังสือไปได้ไม่กี่หน้า แต่ก็ทำให้เข้าใจเรื่องมากขึ้น พอดูหนังรอบนี้ พยายามเก็บประเด็นที่เป็นขั้นตอนการดำเนินเรื่องราว ซึ่งมีทั้งหมด 8 ขั้นตอนของการทำ Transformational Change พอดูจบคุณอำนวยให้พวกเรานั่งคุยกันเป็นกลุ่มย่อย อธิบายความเชื่อมโยงของตัวละครในเรื่อง กับ แผนที่ของ New Landกับแผนภูมิแสดงขั้นตอนทั้ง 8  จากกิจกรรมนี้เองเราจึงเริ่มเชื่อมโยงความสัมพันธ์และเข้าใจเครื่องมือ วิธีการมากขึ้น แต่ทว่า...จะนำไปใช้ยังไง ก็ยังไม่กระจ่างแจ้งอยู่ดี

        ในตอนบ่าย พวกเราได้ทดลองตั้งโจทย์ที่จะนำเครื่องมือนี้มาปรับใช้ในองค์กรเพื่อการเปลี่ยนแปลง เราต้องคิดถึง 8 ขั้นตอนเปรียบเทียบกับหนังการ์ตูนที่เราดู

        โดยเริ่มตั้งแต่หาผู้ที่สามารถนำการเปลี่ยนแปลงให้พบ (บางทีอาจไม่ใช่ผู้นำในระดับสูงเสมอไป) แล้วหาโอกาสคุยกันเพื่อทำความเข้าใจ ปรับคลื่นความคิดอ่านให้เห็นภาพเป้าหมายตรงกัน จากนั้นก็เริ่มสำรวจหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้ทราบว่าแนวคิดของพนักงานเกี่ยวกับเรื่องที่เราจะเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นแบบไหนกันบ้าง ต่อจากนั้นเริ่มหาแนวร่วมมาเป็นทีมงาน คนที่เลือกมาเป็นทีมงาน ต้องดูว่ามีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนตัวเองก่อนไปเปลี่ยนคนอื่น และต้องมีความสามารถในการโน้มน้าว ชักจูงคนอื่นได้ด้วยเมื่อรวบรวมพรรคพวกได้แล้วจึงเริ่มกำหนดแผนงานร่วมกัน ในขณะเดียวกันต้องไม่ละทิ้งกลุ่มที่เป็นแนวต้าน ควรหาวิธีโน้มน้าวให้เข้ามาเป็นพวกให้ได้

อีกเทคนิคหนึ่งคือ ต้องหาช่องทางการสื่อสารแบบไม่เป็นทางการ (grapevine) และใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น เพราะบางครั้งการสื่อสารแบบการเรียกประชุมไม่สามารถชักจูง โน้มน้าวได้อย่างทั่วถึง

        จากการทำ workshop 2 วันนี้ ทำให้ตัวเองยิ่งเชื่อมั่นว่า การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เราต้องเชื่อมั่น ไว้วางใจตัวเอง และคนที่มานำพาเราให้เรียนรู้ด้วย และไม่ควรใจร้อนเร่งด่วนที่จะหาคำตอบ ถ้าเราปล่อยให้การเรียนรู้เป็นไปตามธรรมชาติบ้าง คำตอบจะค่อยๆ คลี่คลายเปิดเผยออกมาให้เราเห็นในที่สุด ขอให้เราตั้งใจที่จะเรียนรู้ และใส่ใจในทุกๆ บทเรียน ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวรายละเอียดได้อย่างครบถ้วนและต้องนำไปทดลองใช้เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อยอดอย่างลึกซึ้ง