
ที่มา : http://gotoknow.org/file/krutuk/model%20Mlearning%203.jpg

องค์ประกอบที่เกี่ยวกับ m-Learning
|
องค์ประกอบของรูปแบบ |
องค์ประกอบย่อยของรูปแบบ |
|
1. การวางแผน การประเมิน การปรับปรุงแก้ไข (Plan, Formative Summative Evaluation and Revise) |
· ในการออกแบบการเรียนการสอน m-Learningมี การวางแผน ประเมิน ปรับปรุงแก้ไขในทุกขั้นตอน |
|
2. จัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน (Blended Learning) |
· Blended Learning เป็นการบูรณาการ online learning และ face-to-face meetings เข้าด้วยกัน · m-Learning หมายถึง การเรียนการสอนที่ให้นิสิตเรียนได้จากบทเรียนทั้ง Online และOffline โดยผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ในรูปแบบต่าง ๆ เช่นผ่านโทรศัพท์มือถือ ( Mobile phone ) หรือคอมพิวเตอร์แบบพกพา (PDAs) MP3,4 Payer โดยใช้เทคโนโลยีเครือข่าย โทรศัพท์ไร้สาย(wireless telecommunication) ที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้วิจัยเอง และผู้สอนเป็นผู้ควบคุม ดูแล และแนะนำ โดยนำเสนอแบบมัลติมีเดีย · e – Learning คือ การเรียนรู้แบบออนไลน์ (Online Learning) พัฒนาการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต (Internet) หรือ อินทราเน็ต (Intranet) |
|
3. กลยุทธ์ในการวางแผนและนโยบายของสถานศึกษา (Strategies planning and academic planning)
|
· ภารกิจของมหาวิทยาลัย(mission of University) · หลักสูตร/การสอน(curriculum/teaching) มหาวิทยาลัยนเรศวรเปิดสอนในระดับปริญญาตรี 16 คณะ 1 วิทยาลัยนานาชาติ 1 วิทยาเขตสารสนเทศพะเยา มี 63 สาขาวิชา |
|
องค์ประกอบของรูปแบบ |
องค์ประกอบย่อยของรูปแบบ |
|
4. ประเด็นที่เกี่ยวข้อง (Context issues)
|
· stakeholder เป็นการร่วมมือระหว่างผู้เรียน ผู้สอน ผู้ดูแลระบบ ผู้ที่มีส่วนร่วมและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการเรียนการสอน m-Learning · spatial-temporal ช่องทางการเรียนการสอนแบบ m-Learning ทั้งในส่วนของ face-to-face, Internet , m-Learning · facility เป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวกในการเรียนการสอน m-Learning ตัวอย่างเช่น สภาพแวดล้อม อุปกรณ์ที่จะใช้ · collaboration support สิ่งที่สนับสนุนการร่วมมือในการเรียนการสอน m-Learning เช่น อุปกรณ์การสื่อสาร ช่องทางการสื่อสารในการเรียนการสอน m-Learning |
|
5. ประเด็นการออกแบบบทเรียน (Design issues) |
· ผู้เรียน (learner) · ผู้สอน(instructor) · หลักสูตร · กิจกรรมการเรียนการสอน · อุปกรณ์เคลื่อนที่(Mobile) · มัลติมีเดีย(Media) |
|
6. ทฤษฎีการสอนและจิตวิทยาการสอน |
· Big Six Skills เป็นกระบวนการที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาโดยใช้สารสนเทศ ด้วยทักษะหลัก 6 ประการ (Big Six Skills InformationProblem-solving Approach หรือ Big Six Skills Approach) แนวคิดนี้ได้รับการพัฒนาโดยไอเซนเบอร์ก และเบอโกวิทซ์ (Eisenberg and Berkowitz, 1988; 1996) · Constructivism เป็นกระบวนการคิด (Cognitive Process) ที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ ความตั้งใจ (Attending) การรับรู้ (Perception) การจำได้(Remembering) การคิดอย่างมีเหตุผล (Reasoning) การใช้จิตนาการ (Imagining) การคาดการณ์ล่วงหน้า (Anticipating) การตัดสินใจ (Decision) การแก้ปัญหา (Problem Solving) · Cognitive เป็นแนวคิดของทฤษฎีนี้จะเน้นความพอใจของผู้เรียน ผู้สอนควรให้ผู้เรียนทำงานตามความสามารถของเขาและคอยกระตุ้นให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จ การเรียนการสอนจะเน้นให้ผู้เรียนลงมือกระทำด้วยตัวเขาเอง ผู้สอนเป็นผู้ชี้แนะ · Motivation เป็นทฤษฎีการสร้างแรงจูงใจ ในการสร้างขวัญ กำลังใจให้ผู้อื่น ผู้สร้าง หรือผู้ให้ขวัญ โดยกิจกรรมใน m-Learning เกี่ยวกับการเสริมแรงจูงใจผู้เรียน · Willis(1992) เป็นการออกแบบการเรียนการสอนทางไกลเกี่ยวกิจกรรมที่จะนำมาใช้กับการเรียนการสอน m-Learning |
รายงานมาตรฐาน m – learning ; ภูมิหลัง การอภิปราย และคำแนะนำเพื่อการใช้และการเข้าถึง m – learning
บทสรุป
การบรรจบกันของการเรียนรู้ด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีแนวทางการสอนอย่างใหม่กับอุปกรณ์ดิจิตอลที่ทรงพลัง และเชื่อมต่อได้ ช่วยกระตุ้นความสนใจในเชิงพิเคราะห์กับส่วนการศึกษาแห่งชาติในลักษณะของ m – learning
อย่างไรก็ดี ความหลากหลายของนิยามใน m – learning ซอฟต์แวร์ ที่ใช้รองรับ m – learning และกรอบโครงสร้างอันหลากหลาย ตลอดจนลักษณะของ platform มักจะนิยามอย่างชัดเจนถึงความจำเป็นของระบบและวิธีการที่จะเอื้อประโยชน์เพื่ออำนวยความสะดวกในการพัฒนาแหล่ง m – learning ที่ต้องดำเนินการระหว่างกันของ platform และกรอบโครงสร้าง แนวปฏิบัติ การใช้ และความเท่าเทียมกันทั้งในส่วนของการเข้าถึง และโอกาส
การสืบหาและการทำเอกสารตามมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติของ m – learning คือ แนวทางที่เอื้อผลประโยชน์เหล่านี้ งานวิจัยนี้จะเสนอผลในช่วงหยุดพักของเอกสารต่างๆเข้าสู่รูปแบบในการส่งผ่านและเข้าร่วมใน m – learning รวมถึงอภิปรายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการส่งผ่านและรูปแบบการมีปฏิสัมพันธ์ และมีแนวโน้มจะแนะนำมาตรฐานทางรูปแบบและแนวปฏิบัติเพื่อการวิเคราะห์และอภิปรายในกลุ่มผู้ปฏิบัติและส่งเสริมความเป็นมืออาชีพ
เพราะธรรมชาติอันหลากหลายของอุปกรณ์สื่อสารดิจิตอลที่มีฮาร์ดแวร์หลากหลายไว้สร้างองค์ประกอบต่างๆ กลไก ชุดซอฟต์แวร์และการให้บริการ การวิจัยมาตรฐานทางเทคนิคและข้อมูลที่เกี่ยวข้องเป็นภาระงานที่ต้องพิจารณา ซึ่งมีงานเผยแพร่แล้วประมาณ 110 ชิ้น งานวิจัยก่อนหน้านี้ครอบคลุมการออกแบบและการพัฒนาแนวทาง m – learning ตามทฤษฎี แต่ทั้งที่มีข้อมูลมากมายในส่วนของเทคโนโลยีที่เอื้อประโยชน์ต่อ m – learning กลับไม่มีงานใดกล่าวถึงประเด็นที่เป็นมาตรฐานทาง m – learning
ทั้งๆที่กรอบของงานต้องใช้มาตรฐานทางเอกสารในเรื่อง m – learning หลักการพื้นฐานของการพัฒนาแหล่งข้อมูลในอุปกรณ์เคลื่อนที่สามารถสรุปได้ดังนี้
1. สร้างความเชื่อมั่นในแหล่งข้อมูลว่าสามารถเทียบได้กับบริบทการส่งผ่านพื้นฐาน (default) และลดความเรียกร้องในส่วนของหน่วยความจำ ตัวดำเนินการ processot และการนำเสนอ
2. หาความสามารถของบริบทในการส่งผ่านขั้นสูงเพื่อเพิ่มคุณภาพและการใช้ประโยชน์ผ่านทางการส่งผ่านที่ปรับแล้วหรือจัดหาแหล่งข้อมูลทางเลือกที่เหมาะสมกับบริบทในการส่งผ่าน
เมื่อกล่าวถึงหลักการพื้นฐานเหล่านี้ควรจะอำนวยความสะดวกในส่วนของการสร้างแหล่งข้อมูล m – learning โดยประสานกับแนวปฏิบัติสากลในการพัฒนา mobile
1. บทนำ
m – learning โดยทั่วไปจะรวมกรอบของกิจกรรมต่างๆ ที่ผู้เรียนจะได้รับด้วยความสะดวกในส่วนของโอกาสการเข้าถึงและเข้ารับการเรียนรู้ในบริบทต่าง ๆที่อาจจะเกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีมือถือหรือไม่ก็ดี อย่างไรก็ดี ขณะที่หลายๆ แนวทางของ m – learning เน้นที่ความเคลื่อนไหวของผู้เรียนในการประสานกันกับส่วนที่มีการบันทึกไว้แล้วกับอุปกรณ์ในการเล่นซ้ำ เช่น หนังสือหรือเครื่องเล่นเทป กรอบของงานวิจัยนี้เพื่อเน้นแนวทางการใช้เครื่องมือดิจิตอลเพื่ออำนวยความสะดวกในการเรียนรู้เคลื่อนที่
การคัดกรองกรอบทำขึ้นโดยเน้นย้ำในส่วนของอุปกรณ์ดิจิตอลที่สามารถพกพาไปได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งจะไม่สามารถทำได้กับเครื่องตั้งโต๊ะเนื่องจากมีขนาดใหญ่และหนักเกินไป
สำหรับเป้าหมายของการเรียนรู้เคลื่อนที่แบบต่างๆ จากการใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่ดิจิตอล เอกสารนี้จะใช้คำว่า m – learning เพื่ออธิบายกิจกรรมต่างๆ ในกรอบที่แคบลง
1.1 ความต้องการในมาตรฐาน m – learning
ความต้องการมาตรฐาน m – learning มีกล่าวกันไว้มากโดยนักการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แนวทาง E – learning ในเดือนสิงหาคมปี 2006 สำรวจ m – learning ในเดือนพฤษภาคม 2007 นั้น กว่า 40% ขององค์กรฝึกอบรมใช้ m – learning และใช้มากในสถาบันอันดับ 3 ยิ่งไปกว่านั้น 77% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่ามีความเชื่อถือในวิธีการเพราะมันมีองค์ประกอบที่ดี ทั้งความรวดเร็ว ความปลอดภัย ความยืดหยุ่น และมีปฏิสัมพันธ์กันได้
อย่างไรก็ดี การสำรวจยังพบว่า ผู้ตอบน้อยกว่า 7% เรียนในองค์กรที่มีวิธีการสอนอย่างดีและมีการพัฒนาสูงในเรื่อง m – learning นี่จึงแสดงให้เห็นว่าองค์กรจำนวนมากมีการกำหนดแนวทางต่างๆ ไว้และแสดงให้เห็นความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องสร้างมาตรฐานและวิธีการอันดีสำหรับการทำ m – learning
ขณะที่แนวทาง E – learning มีมากในอเมริกา แต่ออสเตรเลียมีตลาดอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่นำมาเปรียบเทียบกันได้ ออสเตรเลียจึงมีประวัติการรับและใช้โทรศัพท์มือถือมาเทียบเท่าหรือมากกว่าสหรัฐ และมีการรับเทคโนโลยีดิจิตอลอื่นๆ เช่น media player และ PDA มากกว่า
โดยทั่วไปสหรัฐมักล้าหลังเมื่อพ้นยุคอุตสาหกรรม รวมถึงออสเตรเลียด้วยทั้งในส่วนของวัฒนธรรมและเทคโนโลยีของอุปกรณ์สื่อสาร สถิติทางการตลาดของการ์ธเนอร์แสดงให้เห็นว่าในแถบเอเชีย – แปซิฟิกให้เป็นผู้นำทางการตลาดโลก (คิดเป็น 29% ของตลาดโทรศัพท์มือถือ เมื่อเทียบกับอเมริกาเพียง 9%) โดยอเมริกาจะขาดแคลนในส่วน PDA และ Smartphone การใช้และแนวโน้ม (เช่น สหรัฐอเมริกายังคงซื้อ PDA ขณะที่ส่วนอื่นๆของโลกยังคงปรับตัวเข้าหาสมาร์ทโฟน ที่ใกล้เคียงกันคือ ทางออสเตรเลียและยุโรป สหรัฐและบริษัท ไอที เริ่มปล่อยเทคโนโลยีเข้ามาแพร่หลายในประเทศแถบเอเชียหลายประเทศ (เช่น บาร์โคด 2D หรือข้อมูล 3G ซึ่งเป็นที่นิยมมากในญี่ปุ่น)
1.2 กระบวนการที่ดำเนินการภายใต้กิจกรรม
ในการกำหนดมาตรฐานให้เหมาะสมและวิธีการที่ดีสำหรับ m – Learning ขั้นตอนแรกคือเพื่อแยกแยะกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับแนวทาง m – learning ในการกระทำเช่นนี้ รูปแบบทางมาตรฐานต้องพัฒนาขึ้นมาเพื่อส่งเสริมกิจกรรมที่รู้จักกันดีในกลุ่มครูและผู้เรียน มากกว่าจะเป็นรูปแบบทางมาตรฐานโดยทั่วไป
ตัวอย่างเช่น มาตรฐานโดยทั่วไปอาจจะกล่าวถึงการจัดเตรียม เสียง (ออดิโอ) ว่าเป็นมาตรฐานที่สำคัญ แต่การวิเคราะห์ m – learning แสดงให้เห็นว่าหนึ่งในกิจกรรมของ m – learning คือ การใช้ podcast ซึ่งเป็นส่วนที่อาศัยการพูดมากกว่า ความเข้าใจเกี่ยวกับกิจกรรม m – learning จำเป็นต่อการสร้างมาตรฐานที่เกี่ยวเนื่องกับ m – learning ซึ่งส่งเสริมการบันทึกและส่งผ่านข้อมูลเสียงจากคำพูด มากกว่าจะเป็นเสียงโดยทั่วไป ความสำคัญของสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากการใช้มุมมองทางเทคนิคนี้จะชัดเจนมากขึ้นเมื่อมีรูปแบบเสียงที่เหมาะสมดังจะอภิปรายในงานวิจัยนี้
1.3 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
การใช้ประโยชน์จากรูปแบบ m – learning จากกิจกรรม การศึกษางานที่เกี่ยวข้องจะทำขึ้นร่วมกับองค์ความรู้ในทางปฏิบัติโดยใช้ฐานข้อมูล เป้าหมายของการทบทวนงานวิจัยคือเพื่อวิเคราะห์และสร้างแนวทางสำหรับ m – learning ผลพลอยได้จากกิจกรรมการวิจัยคือฐานข้อมูลของแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องที่จะเสริมความเชี่ยวชาญทางการศึกษาในการออกแบบ พัฒนา และการประยุกต์ใช้ m – learning ที่สามารถทำให้แพร่หลายแบบออนไลน์ในอนาคต
1.4 การให้คำแนะนำแบบพบหน้า peer consultation
เป้าหมายของขั้นตอนการให้คำแนะนำแบบพบหน้า คือ เพื่อนำเสนอข้อค้นพบที่เกี่ยวเนื่องกับเอกสารงานวิจัยที่มีอยู่และรวบรวมเอกสาร ไปสู่ผู้ปฏิบัติการ m – learning ความเคลื่อนไหว และผู้เชี่ยวชาญทางด้านเนื้อหาในการสอนเคลื่อนที่ ข้อจำกัดของวิธีการวิจัยเชิงทฤษฎีที่มีต่อการปฏิบัติเช่น การเรียนการสอนยังไม่เป็นที่ทราบกันได้อย่างแน่ชัด และขั้นตอนการตรวจสอบมีแนวโน้มจะสนับสนุนข้อค้นพบจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและเอกสาร ตลอดจนสามารถให้คำแนะนำจากประสบการณ์ของการฝึกปฏิบัติ
2. วิธีการตรวจสอบ
ในขั้นตอนของการตรวจสอบงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจะเกี่ยวเนื่องกับการสืบหาประเด็นที่ใกล้เคียงกับการสืบหา และบันทึกผลและอ้างอิงเอกสารที่เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรม m – learning