มหาวิทยาลัยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวมแห่งสรรพวิชาความรู้
หน้าที่อันยิ่งใหญ่นั้นมาพร้อมกับภาระอันใหญ่ยิ่ง
หน้าที่ของมหาวิทยาลัยนั้นคือการกำหนดอนาคตของประเทศชาติและสังคมด้วยการผลิตคนที่มีคุณภาพ
“ดี”
คนดีที่มหาวิทยาลัยมีหน้าที่ผลิตหรือสร้างนั้นจักดีทั้งภายนอกและภายใน
ดีภายนอกคือ
ความรู้ดี ความสามารถดี
ดีภายในคือ นิสัยดี ความประพฤติดี จริยธรรมดี และที่ดีที่สุดคือ เป็น
“คนดี”
ความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยต่อสังคมคือต้องผลิตบัณฑิตให้เป็น
“คนดี”
คนดีอยู่ที่ไหน ที่นั่นย่อมใส สะอาด ปราศจากสิ่งเน่าเหม็น
สถานที่นั้น พร้อมสิ่งแวดล้อมก็เจริญเติบโต งอกงาม บริบูรณ์
ส่งกลิ่นหอมและยังประโยชน์ได้อย่างมหาศาลทั้งตามลมและทวนลม
เมื่อมหาวิทยาลัยนั้นเป็นมหาวิทยาลัยที่มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อสร้างคนดี มหาวิทยาลัยนั้นควรจักมีชื่อว่ามหาวิทยาลัยที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR)

การสร้างคนให้เป็นคนดีเป็นหน้าที่รับผิดชอบยิ่งใหญ่ของมหาวิทยาลัยที่มีต่อ
“สังคม”
เกือบศตวรรษที่ผ่านมามหาวิทยาลัยผลิตคนเก่งมามากแล้ว ทศวรรษนี้มหาวิทยาลัยพร้อมที่จะผลิต “คนดี” แล้วหรือยัง...?
โครงสร้าง ระบบ แผนการสอน
สิ่งทั้งหลายมุ่งเป้าให้มหาวิทยาลัยนั้นเอาแต่ “คนเก่ง”
ไม่ว่าเกรดเฉลี่ยสะสม (GPA) แผนการสอน เกณฑ์การวัด การประเมินผล
สิ่งทั้งหลายล้วนวัดกันด้วยความเก่ง
แล้วเชิดชูความเก่งนั้นให้เป็นจุดขายของมหาวิทยาลัย
คะแนนก็ดี เกรดก็ดี ผลรางวัลต่าง ๆ ก็ดี ผลการจัดลำดับของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยและมหาวิทยาลัยโลกล้วนสะท้อนถึงความเก่งทั้งของเด็กและของมหาวิทยาลัยเพราะสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนมองเห็นได้เป็นรูปธรรม
ส่วนความดี “คนดี” ที่สังคมสมมติให้เป็นนามธรรมนั้น มหาวิทยาลัย อาจารย์ โดยเฉพาะบัณฑิตกลับมองข้ามเป็นเพียงแค่ตัวเลือก วิชาเลือก หรือเป็นเพียง “กิจกรรม” ซึ่งทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ เพราะเมื่อเรียนจบไปใคร ๆ เขาก็วัดกัน แข่งขันกันด้วยความ “เก่ง” กันทั้งนั้น
สังคมที่ไม่เชิดชูคนดี การที่คนโดยเฉพาะบัณฑิตที่จะสร้าง พัฒนาคุณภาพตัวให้เป็นคนดีนั้นก็เลยไม่มีความหมาย เพราะไม่รู้จะทำไปทำไม ก็ใคร ๆ ทั้งโลกคนไม่นิยมและสรรเสริญคนดี
ความดีอันเป็นนามธรรมนั้นคงจะให้ใคร ๆ เขานิยมกันและสร้างตัววัดมาตรฐานให้เป็นรูปธรรมอย่างเช่นความเก่งนั้นก็ไม่ได้ เพราะความดีของคนดีนั้นต้องวัดกันที่ใจ และต้องตั้งมาตรฐานแห่งความดีไว้โดย “คนดี...”
ในมหาวิทยาลัยปัจจุบันแข่งขันกันสรรหาบุคลากรจาก “ความเก่ง” เป็นลำดับที่ 1 และคนเก่งนั้นจักต้องมีดีกรีมาจากมหาวิทยาลัยเก่ง ๆ เพื่อที่จะนำดีกรีความเก่งนั้นมาเบ่งกันว่ามหาวิทยาลัยใครเก่งกว่ากัน
ปริญญาก็ดี เอกในหรือนอกประเทศ ผลงานทางวิชาการก็ดี ผศ. รศ. ศ. เป็นตัว “เบ่ง” ความเก่งของมหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยไทยพัฒนาทางนี้มาโดยระยะหนึ่งแล้ว
แล้วเราก็ได้บัณฑิตเก่งที่ออกไป “เบ่ง” อยู่เต็มสังคม
เบ่งทั้งกับสังคม กับตัว กับตน
และหนีไม่พ้นเบ่งกับพ่อกับแม่
มหาวิทยาลัยสร้างคนให้เบ่งกันด้วยความเก่ง เบ่งกันด้วยใบปริญญา
การเบ่งกันด้วยความเก่งนั้นเป็นทางเดินที่สวนทางกันกับ “ความดี”
คนดีจักต้องเป็นคนที่อ่อนน้อม ถ่อมตน รู้จักเคารพนบนอม บูชาคนที่ควรบูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พ่อและแม่” รวมไปถึงบุพการีชนบุคคลอันเป็นที่รักทั้งที่ยังมีชีวิตและที่ล่วงลับไปแล้ว คุณธรรมข้อนี้เป็นคุณธรรมอันสำคัญยิ่งสำหรับคนดีที่สังคมนี้กำลังต้องการ
นักศึกษาทั้งหลายมุ่งหมายกันแต่ความเก่ง ทิ้งบ้าน ทิ้งเรือน
ทิ้งพ่อ ทิ้งแม่ เพื่อไปแสวงหาความเก่งเพื่อไว้เบ่งในอนาคต
มหาวิทยาลัยที่ได้ชื่อว่าเก่งที่ไว้ใช้เบ่งกันได้ก็ล้วนแล้วอยู่ในเมือง
นักศึกษาทั้งหลายจึงจำต้องพลัดพลากสู่แดนไกล
ปล่อยทิ้งให้พ่อและแม่แช่อยู่เรือน
เมื่อต้องพลัดพรากจากเรือนอันอุดมไปด้วยคนที่รักเฝ้า “รักษา” ก็เหมือนลูกนกตัวน้อยที่เปียกปอนอยู่ท่ามกลางสายฝน ครั้นเมื่อมีใครเข้ามาในชีวิตสักคน เด็กทั้งหลายต้องวิ่งชนเพื่อพึ่งพา
ปัญหาสังคมเกิดขึ้นมาอีกมากหลาย
เพื่อต่างฝ่ายชายและหญิงก็ไร้ที่พักพึ่งพิงแห่งดวงใจ
เหตุเกิดเพราะความอยากเก่งทีเดียวไซร้ ทำให้ครอบครัวทั้งหลายต้องแยก
พ่อ แม่ ลูก ไร้ผูกกัน
มหาวิทยาลัย กับชีวิตอุดมศึกษา
หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่พาคนไปสู่ทางที่ดีก็ได้
หรือพาคนลงสู่หุบเหวแห่งอบายก็ได้ แถมง่ายกว่าทางดี
ร้านเหล้า ผับ บาร์ มั่วโลกีย์ เป็นแหล่งที่เปิดต้อนรับคนพลัดบ้าน
สังคมคนเก่งในเมืองใหญ่
คนทั้งหลายต่างต้องแบกเกียรติและศักดิ์ศรี
เมื่อเหนื่อยนัก หันหาที่พักพึ่งพิงแห่งชีวิต
ก็มีแต่แหล่งโลกีย์ไว้พักผ่อนตามกระแสแห่งสังคม
หนูไม่อยากกลับบ้าน ที่บ้านไม่มีใครต้องการฉัน พ่อ แม่ ลูกต่างไม่แสดงออกซึ่งความรักซึ่งกันและกัน นักศึกษานั้นก็วิ่งหาความรักลวง
เมื่อใจขาดไร้ซึ่งสิ่งยึดเกี่ยว ผนวกกับมีสถานที่โลกีย์ไว้พร้อมอยู่เบื้องหน้า เหล่าสัตว์เดรัจฉานในคราบของมนุษย์ก็ใช้โอกาสนี้ชิงนำพา ลูกที่เป็นดั่งแก้วตาและดวงใจของพ่อแม่ให้ล่มและเหลวอย่างแน่นอน
ความดีของคนทั้งหลายปัจจุบันนี้ไร้ซึ่งพื้นฐานแห่งความอบอุ่น
ความเข้มแข็ง
ความอดทน เจริญเติบโตไม่ทันกระแสแห่งสังคม
เมื่ออายุย่างเข้าสิบแปด สังคมสมมติว่าบรรลุนิติภาวะแล้ว
แต่นักศึกษาวัยสิบแปดช่างอ่อนแอต่อความลวงหลอกของสังคมนี้เหลือเกิน
ทำให้ต้องเพลิดเพลินไปกับกิเลสของสังคม
ความอดทนที่จะสร้างความดีเพื่อทวนกระแสสังคมนี้ต้องใช้พลังมาก
เปรียบได้กับโบราณที่ว่าไว้ต้องเข็นครกขึ้นภูเขา
นักศึกษาหลาย ๆ จึงหมดแรง ขาดพลัง
จึงต้องนั่งให้ปล่อยให้ครกนั้นหล่นกลิ้งจากภูเขาทับถมตัว
พลังแห่งความอดทนที่จะสร้างความดีนี้ต้องใช้กำลังที่แข็งกล้ามากแล้วประการหนึ่ง
ยังต้องพบเจอกับผู้คอยแบ่งพละ กำลัง ของความดีที่ทำนั้นอีกคือ
“นายโลภ”
นายโลภนั้นจะคอยบอกและถามใจตนเองเสมอว่า
“ทำดีแล้วได้อะไร...?”
มหาวิทยาลัยมีอะไรตอบแทนบ้างสำหรับคนที่ทำความดี
ทุนล่ะมีไหมถ้าเป็นคนดี...?
คะแนนล่ะมีไหม ถ้าเป็นคนดี...?
เกรดล่ะมีเพิ่มให้ไหม ถ้าเป็นคนดี...?
และก็มีบางมหาวิทยาลัยบ้าจี้ตอบแทนคนดีด้วย
“คะแนน...”
ความโลภนั้นเป็นสิ่งที่ทำลายความดีของคนดีมานักต่อนัก
คนที่เขาทำความดีเพื่อความดีหลาย ๆ
ครั้งก็มาเสียนิสัยเพราะมหาวิทยาลัยหวังที่จะให้ผลตอบแทบเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้แก่ตน
มหาวิทยาลัยของฉันส่งเสริมคนดีแล้วนะ ฉันให้ทุนนักศึกษาเท่านั้น เท่านี้ ฉันพาเด็กไปทำกิจกรรมความดี แต่จุดมุ่งหมายสำคัญที่สุดอยู่ที่ “เบ่ง” ว่าฉันทำความดีเหนือกว่าใคร
สุดท้ายก็มาจบลงที่เป้าหมายคือ “ความเบ่ง” อยู่เหมือนเดิม
แม้แต่จะทำความดี หาคนดี สร้างคนดี ก็พาคนดีออกมาเบ่ง
การทำความดีแล้วหวังสิ่งตอบแทนนั้นเครียดนะ
การทำความดีถ้าจะให้ได้ดีอย่างเต็มที่ก็ต้องทำแบบธรรมดาอย่างเป็นธรรมชาติ
เปรียบเหมือนดั่งพระอาทิตย์มีหน้าที่ขึ้นตอนเช้า และตกตอนเย็น
การทำความดีของมหาวิทยาลัยที่ดีก็เป็นเช่นนั้น
เปิดประตูมหาวิทยาลัยมาก็มีหน้าที่ทำความดี
เมื่อครั้นปิดประตูมหาวิทยาลัยลงก็ต้องมีความดีฝากไว้ที่ตัวนักศึกษา
นักศึกษานี่เองจะเป็นตัววัดความดีของมหาวิทยาลัยได้ดีที่สุด
เมื่อเขาออกไปแล้วเขาจะดีหรือเขาจะเน่า
เขาทั้งหลายได้แบกเกียรติยศความดีของมหาวิทยาลัยไว้
การที่จะสร้างบัณฑิตให้เป็นคนดีได้มหาวิทยาลัยจักต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีพร้อมเสียก่อน
ความดีนั้นจักต้องไม่โลภในการทำความดี
ไม่หวังสิ่งตอบแทนในการทำความดี
ความดีนั้นจักต้องไม่ทำด้วยความด้วยความหลง
หลงเอาความดีไว้เบ่งกับมหาวิทยาลัยอื่น
ความดีนั้นจักไม่ทำให้คนที่ทำความดี “โกรธ” เมื่อทำแล้วใคร ๆ
ไม่เห็นความดี
มหาวิทยาลัยดีที่จะสร้างคนดีให้มีความดีได้มหาวิทยาลัยนักจักต้องตัดบุคลากรสามประเภทนี้ออกเสียคือ
หนึ่งนายโลภ
นามสกุล โมโทสันต์ (โลภในเงิน ทรัพย์สิน อำนาจ วาสนา เกียรติยศ
ชื่อเสียง)
สองนายโมโห นามสกุล โกรธา (ไร้ความเมตตา กรุณา
ปราณีต่อสรรพสิ่งทั้งหลาย)
และสามนายหลง นามสกุล ลงอบาย (หลงในความเก่งเพื่อไว้ “เบ่ง”)
เมื่อตัดนายทั้งสามคนนี้ออกจากบัญชีบุคลากรของมหาวิทยาลัยเสียได้ มหาวิทยาลัยนั้นจักเป็นมหาวิทยาลัยดี ที่มีความดี มีบัณฑิตที่ดีสามารถยังความดีไว้ได้ในสังคม...
เห็นด้วยครับ ทุกวันนี้เราต้องการคนดี ที่ทำเพื่อสังคมและส่วนรวมอย่างแท้จริง
สถาบันการศึกษาบางแห่ง ยังสอนให้นักศึกษาโกงในการทำข้อสอบ เืพื่อให้ได้คะแนนดี เกรดจะได้ออกมาดี เพื่อจบมารับใบปริญญา
แต่สิ่งที่นักศึกษาจะได้คือกระดาษเปล่า ๆ หนึ่งใบ
ถ้าีมีตัวชี้วัดคุณธรรม จริยธรรมของสถาบันการศึกษาแ่ห่งนั้น มันแถบจะไม่เหลือคุณค่าอะไรเลย แถมยังแสดงอำนาจมืดให้นักศึกษาที่พยายามนำข้อเท็จจริงออกมาสู่สังคม กลัว แต่ความกลัวนั้นมีอยู่จนต้องสู้ให้สังคมได้รับรู้ความเป็นจริง
เพื่อเตือนให้คนที่กำลังหาสถานศึกษาระมัดระวังในการเลือกเข้าเรียนในสถาบันการศึกษา
การที่นักศึกษาต้องเป็นเหยื่อของสถาบันการศึกษาดังกล่าว
เสียทั้งเงิน
เสียทั้งเวลา
เสียโอกาส
หวังอย่างยิ่งว่าในอนาคตอันใกล้นี้สถาบันแห่งนั้นจะปรับปรุงวิธีในการเรียนการสอน รวมไปถึงบุคลากรที่ให้บริการการศึกษา ด้วยจิตใจแห่งการเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ
สาธุ