"เป้าหมาย ของการศึกษาที่เรากำลังให้กับเด็กและเยาวชนที่นี่ เพื่ออะไร?? หรือเป็นแค่การขัดสีฉวีวรรณ ให้ความรู้ทางวิชาการ เพื่อจบแล้วเข้าไปป้อนสังคมอุตสาหกรรมโดยไม่รู้ตัวเท่านั้น !!"
จากคำถามนี้ที่ผู้ใหญ่ที่นับถือท่านหนึ่งถาม เมื่อครั้งมาเยี่ยมเยียนเราที่นี่เมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้ได้คิด และเกิดความชัดเจนมากขึ้นในเป้าหมายที่เชื่อมโยงกันในหลายสิ่งหลายอย่างที่ได้คิดไว้ แต่ยังไม่ตกตะกอน ...จึงไม่รีรอที่จะลงมือปฏิบัติในชั่วโมง "ภาษาไทยเพื่อชีวิต" ที่บูรณาการสังคม วัฒนธรรม และภาษาไทย ไว้ด้วยกัน สำหรับการสอนกลุ่มผู้ใหญ่ที่อยากเรียนเขียน-อ่านภาษาไทยพื้นฐาน
บังเอิญตอนเข้าห้องเรียน ได้ยินชาวบ้านคนหนึ่งร้องเพลงภาษาชนเผ่าอาข่า ก่อนเริ่มชั่วโมง มีเนื้อหาว่า "ชาวอาข่าไม่รู้หนังสือ.." เลยได้ตั้งคำถามนำเข้าบทเรียนพอดีว่า "ทำไมถึงคิดว่าอาข่าไม่รู้หนังสือ ? แล้วที่ส่งลูกเข้าโรงเรียนนั้น คิดว่าลูกได้ความรู้จริงหรือ?"
หลังจากชาวบ้านหายงง !! กับคำถามบ้างแล้ว ก็ได้ดู ซีดีเกี่ยวกับวิถีชีวิตในหมู่บ้านอาข่าด้วยกัน จากนั้นจึงเริ่มอภิปรายกันถึง "โรงเรียนอาข่า" ที่พวกเขาเคยเรียนรู้มา และ "โรงเรียนไทย" ที่กำลังส่งลูกๆ เข้าเรียน
ได้ร่วมกันแต่งเรื่อง "โรงเรียนอาข่า" ในกระดาษแผ่นใหญ่ เพื่อไว้อ่านร่วมกันในชั้นเรียน ดังนี้
โรงเรียนอาข่าอยู่ที่บ้าน ที่ไร่
มีพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เป็นครู
สอนทำไร่ ปลูกข้าวกิน
สอนปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ไว้กิน
สอนหาสมุนไพร ไว้รักษา
สอนปลูกต้นสำลี ไว้ทำเสื้อผ้า
โรงเรียนอาข่าสอนให้พออยู่พอกิน มีความสุข
ในท้ายชั่วโมง ชาวบ้านคนหนึ่งที่เป็นคุณพ่อลูก ๓ พยายามเรียบเรียงคำพูดเป็นภาษาไทย พูดว่า "โรงเรียนอาข่าสอนทั้งหมด ให้มีชีวิต ... แต่ลูกไปเรียนทำไม่เป็น !!"
ผมว่าเราคงเซตระบบการศึกษาไม่เข้ากับชีวิตจริง
ประเทศลาวปิดเทอมตอนเขาทำนาพอดี ลูก ๆหยุดเรียนช่วยพ่อแม่
ประเทศไทยเปิดเทอมตอนพ่อแม่ทำนา ปิดเทอมไปเรียนพิศษ
แค่นี้ก็จบครับ.....
แวะมาอ่านค่ะ
มีความสุขในการทำงานนะคะ
ขอบคุณคุณหมอมากนะคะ ที่เข้ามาแลกเปลี่ยน
ได้แวะเข้าไปเรียนรู้ในบันทึกของคุณหมอแล้ว น่าสนใจมาก คงได้มีโอกาสเข้าไปขอเรียนรู้ด้วยบ่อยๆ กับกิจกรรมเยาวชนดีๆ ที่คุณหมอทำอยู่ที่ปายนะคะ
ขอบคุณคุณครูอรอนงค์ด้วยนะคะ ที่แวะเข้ามาให้กำลังใจ คิดว่าประสบการณ์ของคุณครูคงจะเป็นประโยชน์มากๆ กับงานการศึกษาที่เรากำลังเริ่มกันที่นี่นะคะ ขอคำแนะนำสำหรับทีมงานด้วยค่ะ
http://gotoknow.org/planet/education4maesuai
เห็นพ้องต้องกันนั่นแหละ ยิ่งวัน สิ่งที่เจอในการเรียนการสอนของพวกเรา ก็ยิ่งตอกย้ำว่า สิ่งที่เคย "วิพากษ์วิจารณ์" กับระบบการศึกษานั้น ล้วนเป็นความจริง อย่างไรก็ตาม การ "วิพากษ์วิจารณ์" ง่ายกว่าเยอะเลย เพราะเมื่อต้องมา "สอนเอง" "จัดการเรียนการสอนเอง" "แก้ปัญหาเอง" ฯลฯ เอง ไม่ง่ายเหมือน "วิจารณ์" เลยแฮะ
คำถาม....
...เป้าหมาย ของการศึกษาที่เรากำลังให้กับเด็กและเยาวชนที่นี่ เพื่ออะไร?? หรือเป็นแค่การขัดสีฉวีวรรณ ให้ความรู้ทางวิชาการ เพื่อจบแล้วเข้าไปป้อนสังคมอุตสาหกรรมโดยไม่รู้ตัวเท่านั้น !!"
จากคำถามนี้ที่ผู้ใหญ่ที่นับถือท่านหนึ่งถาม ...
คำตอบ
เด็กและเยาวชน เป็นเสมือนผ้าสีขาว เราให้การศึกษา เพื่อ
-ให้พวกเขาเติบโตเป็นคนดี ดำรงชีวิตอยู่ต่อไปด้วยเกียรติและศักดิ์ศรี
-ให้พวกเขามีโอกาสที่จะเลือกทางเดินชีวิตเป็นของตนเอง จะเข้ามาสู่เมืองหรืออุตสาหกรรมก็ไม่น่าจะต้องรังเกียจ ตราบเท่าที่เราเคารพความคิดของพวกเขา
อนึ่ง
เราอย่าไปคิดว่าเราให้การศึกษาแก่เขา เพราะการคิดว่าให้ ทำให้เกิดความรู้สึกดูเหมือนว่าเขาต่ำต้อยด้อยค่ากว่าเรา แต่เราต้องคิดว่าเจาและเรามีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน มนเมื่อเรายังอยากเล่นอินเตอร์เนท ทำไมพวกเขาจะไม่มีสิทธิ์เลือกที่จะดำรงชีวิตในเมืองหลวงเล่า
ขอบคุณคุณคนไท มากค่ะสำหรับความคิดเห็น
เมื่อแรกที่ดิฉันมาทำงานที่นี่ ก็ไม่คิดอะไรมาก ยิ่งมีหน้าที่สอนหนังสือ ก็สอนไป
และตรงนี้ที่ดิฉันเขามาทำงาน เขาก็คิดแบบคุณคนไทเช่นกัน และพยายามส่งเสริมสนับสนุน ให้โอกาส เพื่อให้เด็กเยาวชนได้มีโอกาสเรียนรู้ เพื่อพัฒนาตัวเอง ครอบครัว และชุมชน
แต่เกือบ ๒๐ ปีผ่านไป เมื่อดิฉันกลับมาที่นี่อีกครั้ง ก็เกิดตั้งคำถามเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ท่านนั้นจากปรากฎการณ์ที่เห็น ที่มองในแง่ปัจเจก แต่ละคนก็มีชีวิตที่ดีขึ้นเพราะมีการศึกษา และมีโอกาสเลือกทางเดินในชีวิตของตนเอง
แต่พวกเขาหลายคนไม่มีความสุขกับชีวิตในสังคมเมือง (ได้คุยกับพวกเขาเอง) หลายคนอยากกลับบ้านแต่ก็ไม่รู้จะทำอะไรกิน หลายคนต้องอดทนอยู่เป็นแรงงานราคาถูกในเมือง หลายคนต้องวิ่งไปรับจ้างตรงโน้นที ตรงนี้ที ทิ้งลูกให้ตายายเลี้ยงที่หมู่บ้าน
มันคล้ายๆ กับครั้งหนึ่งที่ดิฉันทำงานช่วยให้เขาได้มี "สัญชาติไทย" ตามกฎหมาย ได้รับบัตรประชาชนเป็นคนไทย ๑๐๐% แล้วเมื่อได้กลับไปเยียมหมู่บ้านอีกครั้ง กลับไม่พบคนครึ่งค่อนหมุ่บ้าน บ้างก็อยู่ในคุก หรือถูกเก็บ เรื่องยาบ้า บ้างก็ไปทำงานต่างประเทศ ทิ้งลูกเมียรอหลายปี
ฉันคิดหนัก แต่บางคนก็บอกว่า เป็น "สิทธิ" ที่เขาควรจะมี !!