การออกแบบการเรียนรู้

 

   การออกแบบเรียนรู้เพื่อสร้างความเข้าใจ

 

 


สรุปความจากหนังสือ  Understanding  by  Design  โดย   Grant  Wiggins  and  Jay  McTighe

ดร.กษมา  วรวรรณ    อยุธยา  เรียบเรียง

 

                                ลองวิเคราะห์ตัวอย่าง  4  ตัวอย่างข้างล่างและดูว่าได้ชี้ให้เห็นประเด็นอะไรในเรื่องหลักสูตรและการออกแบบการเรียนรู้เพื่อสร้างความเข้าใจ

                                ตัวอย่างที่  1

                                ในการประชุมปฏิบัติการเรื่อง  ความเข้าใจ  ครูมัธยมศึกษาคนหนึ่ง  ได้จดบันทึกว่า  ตอนฉันเป็นนักเรียนมัธยมศึกษา ฉันมักจะนึกเสมอว่าสมองของฉันไม่ต่างอะไรจากที่พักระหว่างทางสำหรับข้อมูลที่ผ่านจากหูซ้ายออกหูขวา  ฉันเป็นคนจำเก่งมาก  จึงได้คะแนนเกียรตินิยม  แต่ก็รู้สึกอายที่จะบอกว่า  เพื่อน ๆ  ที่ไม่ค่อยสนใจ  เรื่องคะแนนมักจะมีความเข้าใจในเนื้อหาสาระที่เรียนมากกว่าฉัน

                                ตัวอย่างที่ 2

                                ทุกฤดูใบไม้ร่วง  นักเรียน  ป.3  จะเรียนหน่วยบูรณาการเรื่อง  แอปเปิ้ล  ทุกคนจะเรียนกิจกรรมที่หลากหลาย  เช่น  อ่านนิทานและดูภาพยนตร์เรื่อง  Johnny  Apple  seed  ในวิชาภาษาอังกฤษ  เขียนเรื่องราวที่สร้างสรรค์พร้อมวาดภาพประกอบเกี่ยวกับแอปเปิ้ล เก็บใบไม้จากต้นแอปเปิ้ลข้างโรงเรียนแล้วนำมาปะติดปะต่อเป็นใบไม้ยักษ์ที่ผนัง ร้องเพลงที่เกี่ยวกับแอปเปิ้ลในชั่วโมงคณิตศาสตร์  ครูจะสอนวิธีคำนวณปริมาณซอสแอปเปิ้ลให้เพียงพอสำหรับนักเรียนในห้องทุกคน  แต่สุดยอดของกิจกรรมจะอยู่ที่การได้ไปเที่ยวสวนแอปเปิ้ล  ดูชาวสวนทำน้ำแอปเปิ้ลและร่วมกันจัดงานเฉลิมฉลอง  โดยนำผลงานที่ได้เรียนรู้ในกลุ่มสาระต่าง ๆ  มานำเสนอ

                                ตัวอย่างที่ 3

                                ข้อสอบในการประเมินผลระดับชาติสำหรับนักเรียน  ม.2  ตั้งโจทย์ว่า

จะต้องใช้รถเมล์กี่คันจึงจะเพียงพอที่จะบรรทุกทหารจำนวน  1,128  คน  หากคันหนึ่งบรรทุกได้  36  คน

                                นักเรียนเกือบหนึ่งในสาม  จะตอบว่า  31  คัน  และเหลืออีก  12  คน

                                ตัวอย่างที่  4

                                ใกล้จะปิดเทอมแล้ว  ครูสอนประวัติศาสตร์รู้สึกเป็นกังวลที่ยังเหลือเนื้อหาในวิชาประวัติศาสตร์โลกอีกมากมาย  จึงต้องตัดสินใจเพิ่มความเร็วในการสอนเป็นวันละ  40  หน้า  เพื่อให้สามารถครอบคลุมเนื้อหาทันการสอบปลายเทอม  และต้องตัดสินใจตัดกิจกรรมที่ดี ๆ  ออกหลายกิจกรรม  เช่น  การจำลองสถานการณ์  การอภิปรายที่องค์การสหประชาชาติ

                                อ่านแต่ละตัวอย่างแล้ว  คงพอทำให้นึกถึงสภาพความเป็นจริงที่เรามักพบเห็นกันอยู่เนือง ๆ

 

                                ตัวอย่างที่  1  แสดงให้เห็นว่า  แม้แต่เด็กที่เรียนเก่ง ๆ  ยังไม่สามารถพัฒนาความเข้าใจในระดับที่ลึกซึ้งเพียงพอ และข้อสอบที่เน้นการท่องจำเนื้อหาจากหนังสือเรียนและการสอนของครู  ไม่กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้เพื่อความเข้าใจอย่างจริงจัง

                                ตัวอย่างที่  2  เกี่ยวกับหน่วยบูรณาการเรื่องแอปเปิ้ล   เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของการเน้นกิจกรรมนักเรียนมีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมที่สนุกสนานมากมาย  แต่ไม่ค่อยแน่ใจว่าการสอนเน้นประเด็นใด  นักเรียนได้เรียนรู้อะไร  นักเรียนทราบหรือไม่ว่าเป้าหมายของการเรียนรู้จากกิจกรรมเหล่านี้คืออะไร  และมีหลักฐานอะไร  ว่าได้เรียนรู้อะไรจากกิจกรรม  ที่สำคัญคือนักเรียนได้พัฒนาความเข้าใจที่ลึกซึ้งและยั่งยืนหรือไม่

                                ตัวอย่างที่  3  เรื่องรถบรรทุกสะท้อนให้เห็นว่านักเรียนคำนวณได้  แต่ขาดความเชื่อมโยงจากโลกแห่งความเป็นจริงจึงตอบ  31  คัน  เหลือ  12  คน  แทนที่จะตอบ  32  คัน  ทั้งนี้เพราะโจทย์ปัญหาส่วนใหญ่แยกส่วนจากบริบท  และไม่ส่งเสริมให้นำไปใช้ในสภาพความเป็นจริง

                                ตัวอย่างที่  4  เป็นปัญหาที่ครูแทบทุกคนเผชิญ  และจะยิ่งเป็นปัญหาในอนาคตเมื่อ  วิทยาการในโลกขยายตัว  ถ้าจะเน้นการสอนเพียงเพื่อให้ครอบคลุมทุกเรื่อง  โดยไม่ต้องสนใจความรู้ความเข้าใจที่จะติดตัวไปกับผู้เรียน  จะต้องขนานนาม  วิธีสอนแบบนี้ว่า  Teach, test and hope for the best  หรือ   สอน  สอบ  และ  ไปตายเอาดาบหน้า

                                หนังสือเล่มนี้เป็นความพยายามที่จะศึกษาในเรื่องดังต่อไปนี้

·       ศึกษาหลักสูตร  การประเมินผล  และการเรียนการสอนที่จะนำไปสู่การพัฒนา

ความเข้าใจ

·       ศึกษาการออกแบบการเรียนรู้แบบ  Backward  Design  เพื่อแก้ปัญหาความ

ไม่เชื่อมโยงระหว่างหลักสูตรและการประเมินผล

·       นำเสนอทฤษฎีเกี่ยวกับความเข้าใจใน  6  ด้าน  และความเชื่อมโยงกับหลักสูตร 

การประเมินผลและการเรียนการสอน

·       นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับหลักสูตรและการเรียนการสอนที่เน้น  การแสวงหาความรู้ 

มากกว่าการปูพรมให้ครอบคลุม  และมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจในแนวคิดหลัก

·       ศึกษาแนวทางประเมินความเข้าใจของผู้เรียนในระดับต่าง ๆ

·       คำนึงถึงความเข้าใจผิดของผู้เรียนที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ  ในการออกแบบหลักสูตรการ

ประเมินผล  และการเรียนการสอน

·       นำเสนอรูปแบบในการออกแบบหลักสูตรและการประเมินผลที่เน้นการสร้างความเข้าใจของผู้เรียน

·       นำเสนอมาตรฐานในการออกแบบเพื่อประกันคุณภาพของหลักสูตรและการ

ประเมินผล

นิยามคำศัพท์

                หนังสือเล่มนี้ให้คำจำกัดความแก่คำหลักที่ใช้ดังนี้

                                หลักสูตร  เป็นพิมพ์เขียวเพื่อการเรียนรู้ที่เกิดจากการกำหนดมาตรฐานของเนื้อหาและมาตรฐานความสามารถของผู้เรียน  ( Content  and  performance  standards  )  เพื่อนำไปสู่การพัฒนาแผนการเรียนการสอนที่ได้ผล  ดังนั้น  หลักสูตร  ตามความหมายที่ใช้ในเล่มนี้  จึงไม่ใช่กรอบกว้าง ๆ  ของหลักสูตร  หรือสรุปสาระเนื้อหาแต่เป็นแผนที่ชัดเจนพร้อมหน่วยการเรียนที่กำหนดขั้นตอน  และวิธีการที่ชัดเจน  ตลอดจน  กิจกรรม  และการประเมินผลไปสู่เป้าหมาย  (หลักสูตรที่ดีจะต้องเขียนจากมุมมองผู้เรียน  และผลที่พึงประสงค์  หลักสูตรจะต้องแจ่มชัดว่าผู้เรียนจะทำอะไร  ไม่ใช่เพียงแต่กำหนดว่าผู้สอนจะทำอะไร)

                                การประเมินผล  (Assessment)  หมายถึงกระบวนการเพื่อการตัดสินว่าได้บรรลุเป้าหมายของหลักสูตรหรือไม่  ด้วยวิธีการประเมินที่หลากหลายทั้งการสังเกตการพูดคุย  การลงมือปฏิบัติ  จนถึงการทดสอบ

                                เป้าหมายการเรียนรู้  หมายถึง  ข้อกำหนดว่านักเรียนควรทำอะไรได้ในระดับใด  จึงผ่านเกณฑ์การประเมินว่าได้เกิดความเข้าใจ  มาตรฐานเนื้อหาจะกำหนดว่าควรสอนให้ครอบคลุมเนื้อหาสาระใดบ้าง  แต่มาตรฐานความรู้ความสามารถจะกำหนดว่าผู้เรียนจะทำอะไรได้  และต้องทำดีในระดับใดจึงถือว่าผ่านเกณฑ์

                                ความเข้าใจ  ซึ่งเป็นหัวใจของหนังสือเล่มนี้  หมายความว่า  ผู้เรียนได้เรียนรู้มากกว่าความรู้ที่บรรจุในหนังสือเรียน  หรือทักษะพื้นฐาน  แต่ต้องมีความเข้าใจที่ลึกซึ้ง (insights)  และมีความสามารถที่แสดงออกในผลงานและภายในบริบทต่าง ๆ  หนังสือเล่มนี้  จะนำเสนอความเข้าใจในด้านต่าง ๆ  จะแสดงให้ห้นว่า  การมีความรู้และทักษะไม่ได้ส่งผลให้เกิดความเข้าใจโดยอัตโนมัติ  ทั้งจะชี้ให้เห็นว่า  ความเข้าใจผิด ๆ  ของผู้เรียนเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าที่เราคาดคิด  และการประเมินความเข้าใจไม่อาจกระทำได้โดยผ่านการทดสอบดั้งเดิม

 

 

 

การออกแบบแบบย้อนกลับ  Backward  Design

                                ครูทุกคนเป็นนักออกแบบ  ภารกิจหลักในวิชาชีพครู  คือ  การออกแบบหลักสูตรประสบการณ์การเรียนรู้  เพื่อไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้  ออกแบบเครื่องมือประเมินความต้องการและเครื่องมือประเมินผลว่าได้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่

                                ครูจำนวนไม่น้อยวางแผนการเรียนการสอนด้วยการสือหนังสือเรียน  แผนการสอน  และกิจกรรมที่ถูกใจ  แทนที่จะออกแบบเครื่องมือเหล่านี้จากเป้าหมายการเรียนรู้และมาตรฐานที่กำหนดไว้  หนังสือนี้จึงเสนอกระบวนการออกแบบ  การเรียนรู้ที่ย้อนกลับ  โดยเริ่มจากเป้าหมายการเรียนรู้ที่พึงประสงค์  จากนั้นจึงออกแบบหลักสูตรและแผนการเรียนการสอน  ทั้งจะไม่รอจนออกแบบการเรียนการสอนแล้วเสร็จ  จึงออกแบบการประเมินผล  แต่จะวิเคราะห์ตั้งแต่ช่วงแรกของการออกแบบหลักสูตรว่า  หากผู้เรียนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้  จะต้องมีหลักฐานอะไร  จึงจะถือว่าผู้เรียนได้เกิดความเข้าใจในระดับที่พึงประสงค์  ต่อเมื่อมีความชัดเจนในเรื่องเป้าหมาย  และหลักฐานจึงออกแบบการเรียนการสอน  วิธีการนี้จึงจะช่วยให้ผู้สอนมีความชัดเจนในเรื่องเป้าหมาย  และมีความสอดคล้องระหว่างกิจกรรมการเรียนการสอนและเป้าหมายที่พึงประสงค์

                โดยสรุปการออกแบบแบบย้อนกลับจะมี  3  ขั้นตอนดังนี้

                                ขั้นตอนที่  1  การกำหนดเป้าหมายที่พึงประสงค์

                                ขั้นตอนที่  2  การกำหนดหลักฐานที่แสดงว่าผู้เรียนได้บรรลุเป้าหมาย  ที่พึงประสงค์

                                ขึ้นตอนที่  3  การวางแผนประสบการณ์การเรียนรู้และการสอน

 

ขั้นตอนที่  1  การกำหนดเป้าหมายที่พึงประสงค์

                                ในการกำหนดเป้าหมายที่พึงประสงค์  ผู้สอนจะพิจารณาว่าผู้เรียนควรรู้อะไร  ควรมีความเข้าใจในเรื่องใด  และควรทำอะไรได้บ้าง  อะไรที่ควรค่าแก่การเรียนรู้  ควรมีความเข้าใจที่ยั่งยืนอะไรบ้าง  ดังแผนภูมินี้

สิ่งที่มีคุณค่าและน่าจะรู้

สิ่งที่จำเป็นต้องรู้และจำเป็นต้องทำ

ความเข้าใจที่ลุ่มลึกและยั่งยืน

 

 

 

แผนภูมิ    แสดงการจัดลำดับความสำคัญของสาระหลักสูตร

                ในการพิจารณาลำดับความสำคัญ  หนังสือได้เสนอเกณฑ์เพื่อกลั่นกรอง 4  ประการ  ได้แก่

                                1.  แนวคิด  หัวข้อ  หรือ  กระบวนการนั้น  เป็นประเด็นหลักที่จะมีคุณค่านอกบริบทการเรียนการสอนในห้องเรียนหรือไม่  ความเข้าใจที่ยั่งยืนต้องไม่เป็นเพียงข้อมูลหรือทักษะ  เฉพาะเรื่องเท่านั้น  แต่จะต้องเป็นเรื่องหลัก  ประเด็นหลัก  ที่สามารถนำไปปรับประยุกต์ในสถานการณ์อื่น ๆ  นอกห้องเรียน  และต้องเป็นเสมือนดุมล้อที่ยึดวงล้อไว้  เช่น  การเรียนเรื่อง   Magna  Charter  ข้อตกลงที่เป็นต้นแบบของการตรากฎหมาย  ประเด็นหลักที่ผู้เรียนต้องเข้าใจคือกระบวนการกฎหมายที่จำกัดอำนาจของรัฐและประกันสิทธิของบุคคล  หากไม่เข้าใจในหัวข้อของเรื่องนี้  ไม่ว่าจะจดจำรายละเอียดว่าเนื้อความเป็นอย่างไร  ใครลงนามกับใคร  ที่ไหน  เมื่อไหร่ก็ไม่มีประโยชน์  ไม่ตรงประเด็น

                                2.  แนวคิด  หัวข้อ  กระบวนการนั้น  เป็นหัวใจของศาสตร์  ที่เรียนหรือไม่  ผู้เรียนควรมีโอกาสผ่านกระบวนการของศาสตร์นั้น ๆ  เพื่อจะได้เรียนรู้ว่าองค์ความรู้ในศาสตร์นั้น ๆ  เกิดขึ้นได้อย่างไร  ลองนึกถึงภาพว่าผู้ประกอบวิชาชีพในศาสตร์นั้นต้องทำอะไรบ้าง เช่นทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์  เขียนรายงานเพื่อรายงานต่อกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย  ตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับข้อค้นพบเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โดยใช้หลักฐานปฐมภูมิและทุติยภูมิ  การเรียนรู้ในสภาพจริงจะช่วยให้ผู้เรียนปรับ  สถานภาพจากผู้เรียนที่รอรับความรู้ไปสู่ผู้เรียนที่มีส่วนในการสร้างความรู้

                                3.  แนวคิด  หัวข้อ  และกระบวนการนั้นต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ  เพื่อให้ผู้เรียนมีความเข้าใจเพียงใด  มีเนื้อหาสาระเป็นจำนวนมากที่ซับซ้อน  ยาก  และเป็นนามธรรมเกินที่ผู้เรียนจะเข้าใจได้ด้วยตนเอง  หัวข้อเหล่านี้  ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ  และควรบรรจุในการเรียนการสอนมากกว่าเนื้อหาที่เข้าใจง่าย  ที่ผู้เรียนอาจเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง

                                4.  แนวคิด  หัวข้อ  กระบวนการใดที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของผู้เรียน  มีหลายหัวข้อ  หลายกิจกรรมที่ผู้เรียนสนใจตามวัยอยู่แล้ว  สามารถเลือกมาใช้เพื่อเป็น  ประตู  ไปสู่เรื่องอื่นที่ใหญ่กว่า  หากสามารถเชื่อมโยงเรื่องที่เรียนไปสู่เรื่องที่ผู้เรียนสนใจ  จะช่วยทำให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าต่อเนื่องด้วยตนเองต่อไป

ขั้นตอนที่  2