ปัญหาคือ ทำอย่างไรให้ผู้ที่มีความขัดแย้งกันได้นั่งลงเจรจากัน โดยมีผู้ที่มีเมตตาบารมีปรากฏชัดแจ้งที่คู่ขัดแย้งเคารพนับถืออาสา/สมัครใจลงมาเป็นคนกลาง ขอให้พระสยามเทวาธิราชดลบันดาลให้บุคคล/กลุ่มคนนั้นปรากฏตัวขึ้นโดยเร็วด้วยเถิด!

ทำอย่างไรให้ผู้ที่มีความขัดแย้งกันได้นั่งลงเจรจากัน โดยมีผู้ที่มีเมตตาบารมีปรากฏชัดแจ้งที่คู่ขัดแย้งเคารพนับถืออาสา/สมัครใจลงมาเป็นคนกลาง ขอให้พระสยามเทวาธิราชดลบันดาลให้บุคคล/กลุ่มคนนั้นปรากฏตัวขึ้นโดยเร็วด้วยเถิด!

เคยเรียนเรื่อง หัวใจนักปราชญ์
ว่าประกอบด้วย สุ จิ ปุ ลิ
สุ คือ สุต (หรือโสต) หมายถึง ฟัง
จิ คือ จิต หมายถึง คิด
ปุ คือ ปุจฉา หมาย ถาม
ลิ คือ ลิขิต หมายถึง จด

หัวใจนักปราชญ์เริ่มที่การฟัง ซึ่งใครๆ ก็คงเห็นด้วย
แต่ปัญหาก็คือ เราไม่เคยได้รับการฝึกวิธีฟัง

เราเคยเรียนวิธีคิด วิธีถาม รวมถึงวิธีจดมาบ้าง
เช่น วิธีคิดสร้างสรรค์ วิธีคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ วิพากษ์ 
วิธีถามแบบ 4W1H วิธีจดแบบ mind map
แต่จำไม่ได้ว่าเคยเรียน วิธีฟัง จากที่ไหนบ้าง
เราจึง ฟังไม่เป็น

เพราะถ้าฟังเป็นเราคง

  • ฟังโดยไม่พูดแทรก พูดสวน
  • ฟังอย่างสงบ
  • ฟังอย่างตั้งใจโดยใช้ทั้งกาย (หู ตา หน้า ตัว) ทั้งใจ ทั้งสมอง
  • ฟังที่เขาพูดให้ครบถ้อยกระบวนความจนจบก่อน
  • ฟังอย่างพยายามเข้าใจสาระที่เขาต้องการสื่อให้มากที่สุด
  • ฟังมากกว่าพูด

ฟังแล้วไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามให้เขาอธิบายขยายความ ให้ช่วยยกตัวอย่าง
ถามเพราะอยากรู้จริงๆ ไม่ใช่เป็นการใช้คำถามเป็นอาวุธโจมตีเขา
อย่างที่ได้ยินบุคคลสาธารณะชอบพูดว่า

"ขอถามว่า..." ทั้งๆ ที่ไม่อยากได้คำตอบอะไร เพราะถามเองตอบเองเสียเป็นส่วนใหญ่
การถามแบบนั้นหาใช่เป็นการถามเพราะสนใจใคร่รู้ อยากได้ความรู้ หรือคำตอบอะไรจริงๆ

ปัญหาหลายอย่างในครอบครัวคลี่คลายลงเมื่อสมาชิกทุกคนตระหนักว่า
หลายเรื่องหลายราวเกิดจากที่เราไม่ฟังกันและกันอย่างจริงจัง ตั้งแต่

  • ไม่ฟังเลย (รู้แล้ว รู้แล้ว ... ฉันรู้หมดแล้ว!)
  • ไม่อยากฟัง (การแสดงอาการไม่อยากฟัง แม้ไม่พูดออกไปเป็นคำพูด ก็เหมือนการพูดว่า "เธอไม่ใช่คนสำคัญสำหรับฉัน")
  • ฟังอย่างไม่ใส่ใจฟัง ฟังครึ่งๆ กลาง (ฟังไม่ได้ศัพท์จับมากระเดียด)

เมื่อตระหนักแล้วก็ หันหน้ามาฟังกัน
หลายอย่างก็เริ่มคลี่คลาย
แล้วก็เข้าใจกันมากขึ้น
รักกันมากขึ้น

ทำนองเดียวกัน ปัญหาหลายอย่างในสังคมก็น่าจะคลี่คลายลงได้
หากทุกฝ่าย ฟังกันและกัน

ไม่ตัดสินกันและกันล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนแต่ละคนจะพูด

  • คุณเลว (โดยสันดาน เลวมาแต่ชาติปางก่อน เลว เลว และเลวบริสุทธิ์ คุณเปิดโปงฉัน ฉันก็จะแฉคุณ)
  • คุณมีวาระซ่อนเร้น (คุณไม่จริงใจหรอก คูณคิดแต่จะปลิ้นปล้อนกะลอนเอาประโยชน์เข้าตัวเองและพวกพ้อง)
  • คุณโง่ (แล้วยังอวดฉลาด อวดเก่ง)
  • คุณ "ไม่มีราคา" (ทำไมฉันจะต้องฟังคุณด้วย)
  • ฯลฯ

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ผู้ที่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง "วาง" อัตตาลงมานั่งคุยกัน
เมื่อต่างฝ่ายต่างก็มีอคติ มีอารมณ์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อการแพ้-ชนะ

ในที่สุดก็อาจมีผู้แพ้-ผู้ชนะ
หรือไม่ก็แพ้ทั้งคู่

ซึ่งมักเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการเจ็บปวดเกิดขึ้น
ซึ่งหากถึงขั้นต้องใช้กำลังลงไม้ลงมือกันก็อาจมีการบาดเจ็บล้มตาย
อาจถึงขั้นที่ไม่อาจอยู่ร่วมชาติกันอีก
บางคนอาจต้องไปอยู่บ้านอื่น เมืองอื่น ประเทศอื่น

ทั้งที่โดยทั่วไปแล้วการชนะทั้งคู่ (win-win) เป็นสิ่งที่พึงประสงค์ที่สุด

ปัญหาคือ ทำอย่างไรให้ผู้ที่มีความขัดแย้งกันได้นั่งลงเจรจากัน
โดยมีผู้ที่มีเมตตาบารมีปรากฏชัดแจ้งที่คู่ขัดแย้งเคารพนับถืออาสา/สมัครใจลงมาเป็นคนกลาง

  • จะเป็นบุคคลหรือกลุ่มคนก็ตามแต่
  • จะเป็นบรรพชิตหรือฆราวาสก็ตามแต่
  • จะมีสถานภาพใดในสังคมก็แล้วแต่

ขอให้พระสยามเทวาธิราชดลบันดาลให้บุคคล/กลุ่มคนนั้นปรากฏตัวขึ้นโดยเร็วด้วยเถิด!

สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์
23 มิถุนายน 2551