เวลาหนึ่งทุ่มกว่าๆ ของวันพุธที่ ๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๑ อาได้พูดถึง "หมากหลุม" ที่ย่ากับปู่เล่นกันทุกวัน และพูดในเชิงตลกขบขันว่า ปู่นั้นแพ้วัวเป็นพันไม่เห็นจะรู้สึกอะไร แต่พอมาแพ้หมากหลุมให้กับย่า กลับทำหน้าตาโกรธเคือง พร้อมกับหัวเราะฮาฮา "หล๊ก..คงเสียเชิง" (ตลก) และเอ่ยต่อว่า ย่านั้นเล่นหมากหลุมเก่ง

   จากนั้นวงสนทนาก็กลายเป็นวงเอ่ยถึงอดีตที่เคยเป็นตัวเอกในการชนะหมากหลุม จากนั้นจึงชวนกันไปเล่นหมากหลุมกันที่บ้านย่า ผมทราบมาว่า เด็กจำนวนหนึ่งในหาดใหญ่ยังอนุรักษ์การละเล่นแบบไทยๆ อย่างหมากฉุด หมากเก็บ กระโดดยาง ผมจึงเอ่ยให้อาฟังไปว่า "อ้าว ผมนึกว่าเด็กเดี๋ยวนี้เขาอยู่แต่หน้าจอโทรทัศน์หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์กันหมดแล้ว" การเอ่ยคำนี้ขึ้น เพื่อจะบอกว่า ผมดีใจที่ยังมีการอนุรักษ์การละเล่นพื้นบ้านนี้ อนุรักษ์นี้ไม่ใช่อนุรักษ์โดยกระบวนการของรัฐหรือการจัดการเพื่อการอนุรักษ์ไว้เท่านั้น แต่เกิดจากเด็กยังนิยมชมชอบกับการละเล่นแบบนี้

  เราขับรถตามกันไปบ้านย่าซึ่งเปิดร้ายขายของอยู่หน้าควน เห็นปู่กับอาอีกคนหนึ่งกำลังเล่นกันอย่างสนุก และย่าก็นอนดูอยู่บนพนักอิง เราเข้าไปไหว้ย่าและปุ่เสร็จ จึงนั่งดูด้วย จากนั้นจึงมีการประลองเชิงหลังจากที่พยายามดูและเรียกความรู้สมัยเด็กกลับคืนมา "ธรรมดา ความรู้หากไม่ได้ทบทวน เวลาจะทำให้ความรู้แม้จะชำนาญนั้นหายไป แต่ความรู้เหล่านั้นไม่ได้อยู่ที่ไหน ยังคงซุ่มอยู่ในตัวบุคคลนั่นเอง"

  ย่าและอานั่นเอง คอยสอนผม...ขอบคุณครับสำหรับความรู้ที่ได้ถ่ายทอดให้มานี้