สวัสดีครับทุกๆท่าน แหมดีใจจังที่มีคนคอยอ่าน จริงๆแล้วผมตั้งใจเอาไว้ว่าจะเขียนในเวลาที่ว่างจริงๆ เท่านั้น เพราะจะทำให้เขียนได้ลึกเนื่องจากประสบการณ์ทางการเมืองของผมมีมา กว่ายี่สิบปีแล้ว ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย(รามฯ) สำหรับตอนที่ ๑ นี้ผมจะเล่าเบื้องหน้าเบื้องหลังของตัวผมเองนะครับ เพราะท่านทั้งหลายจะได้ทราบว่าผมเป็นใครมาจากไหน มีความรู้ทางการเมืองมากน้อยเท่าใด พอจะเชื่อถือหรือนำไปอ้างอิงได้หรือไม่ ห้ามหมั่นใส้กันนะครับ เอาล่ะครับผมขอเล่าเลยนะ เวลานี้(ขณะที่เขียน-เอ๊ะ...เขียนหรือเล่ากันแน่)ผมอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ผมมาเรียนและทำงานไปด้วย เวลาว่างจริงๆก็เลยน้อยไปหน่อย แต่ผมจะพยายามเขียนแบบเล่าให้ฟังให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้นะครับ พื้นฐานความรู้ทางด้านการเมืองของผมเบื้องต้นมาจาก การเรียนของผมเอง ผมเรียนมาทางด้านการเมืองการปกครองโดยตรง หลังจากนั้นผมก็มาเป็นผู้ติดตาม ส.ส.เรียกว่าไปไหนไปกัน ไปช่วยหาเสียงไปช่วยพูดจาพบปะกับชาวบ้าน ไปขอเงินหัวหน้าพรรค ไปหาเมียน้อย พาเมียเก็บไปกินข้าวต้ม ไปหาข้าราชการสาวๆที่อยากได้ตำแหน่ง ไปซื้อข้าวให้พวกมือปืนกิน(มือปืน ที่ฆ่าคนจริงๆ ไม่ได้ล้อเล่น) ซักผ้า ขัดรองเท้าให้ โอ๊ย..สารพัดครับ......ผมจะไม่เปิดเผยชื่อ ส.ส.ที่ผมติดตามนะครับ เพราะฉะนั้นอย่าพยายามถามว่าเขาเป็นใคร.......ด้วยเหตุผลถ้าเปิดเผยชื่อ ส.ส.ที่ผมรู้จักแล้วผมก็ไม่สามารถเขียนในเชิงลึกได้ หลังจากที่ผมเป็นผู้ติดตาม ส.ส.อยู่พักใหญ่ๆ หลายปีดีดัก ผมก็ไปสมัครงานเป็นผู้สื่อข่าวการเมือง ตอนแรกอยู่ สำนักข่าว เอ บี เอ็น ที่เป็นของคนไทย (มีสำนักข่าวต่างชาติแห่งหนึ่งที่ใช้ชื่อ เอ บี เอ็น เหมือนกัน) ในปี ๒๕๓๖ ไปทำข่าวที่รัฐสภาและทำเนียบรัฐบาล ทำอยู่ไม่กี่เดือนก็้ย้ายไปอยู่ หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ได้ประจำการณ์อยู่ที่รัฐสภาและทำเนียบรัฐบาลเหมือนเดิม ผมอยู่สยามรัฐได้ประมาณ ๑ ปี ก็ย้ายไปอยู่สถานีโทรทัศน์ ช่อง ๓ เป็นผู้สื่อข่าวการเมืองอีกนั่นแหละ ใครที่เคยดูข่าวภาคเที่ยงวันทันเหตุการณ์ของช่อง ๓ ระหว่างปี ๒๕๔๒ ถึง ๒๕๔๕ คงจะเคยเห็นผู้สื่อข่าวที่ใส่แว่นท่าทางเด๋อๆได้นะครับ เพราะผมออกจอแทบทุกวันจนบางคนแซวว่าอยากจะทุบโทรทัศน์ทิ้ง(ช่วงที่ผมออก ที วี ผมไม่ได้อยู่ฝ่ายข่าวการเมืองแล้วนะครับ เป็นช่วงที่ผมต้องเดินทางทั่วประเทศและต่างประเทศทำรายงานข่าวเรื่องราวต่างๆ ออกอากาศเฉพาะข่าวภาคเที่ยงวัน แต่ก็ไปทำรายงานข่าวเกี่ยวข้องกับข่าวการเมืองบ้างเป็นครั้งคราว..ตอนนั้นไปยุโรป แอฟริกา และประเทศในเอเซีย ยังไม่เคยทำข่าวในอเมริกา) ผมอยู่ช่อง ๓ เกือบ ๙ ปี ก็ลาออก(๒๕๔๕) แล้วก็มาอยู่อเมริกานี่แหละครับ ระหว่างที่ผมเป็นผู้สื่อข่าวการเมือง เป็นช่วงที่นาย ชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก ผมเป็นผู้สื่อข่าวที่ถูกมอบหมายหน้าที่ให้ติดตามนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพราะฉะนั้นไม่ว่านายกรัฐมนตรีจะไปไหน ผมเป็นต้องแส่ติดตามไปด้วย สลับกับทีมข่าวของช่อง ๓ ที่ติดตามนายกรัฐมนตรีอีก ๒ ทีม ( ที วี ๓ มีทีมข่าวที่ติดตามทำข่าวนายกรัฐมนตรีโดยตรง ๓ ทีม-ตอนที่ผมอยู่นะครับ ตอนนี้..ปี ๒๕๕๑ ผมไม่ทราบ) ผมไปบ้านนายกฯชวน ที่จังหวัดตรังหลายครั้ง นอกจากนั้นผมก็เคยติดตาม นายกฯชวน ไปประชุมที่ยุโรป อีกด้วย ไม่ใช่แค่นายกฯชวน เท่านั้นนะครับ ผมยังติดตามทำข่าวพรรคการเมืองและนักการเมืองอีกหลายคน แต่ผมจะไม่เล่าในตอนนี้ เพราะตอนที่ ๑ เป็นเพียงแค่บอกให้รู้ว่าผมเป็นใครเท่านั้นนะครับ ตอนต่อๆไป ผมจะเล่าประสบการณ์ทางการเมืองจริงๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับการเป็นผู้สื่อข่าว และจะสอดแทรกประสบการณ์ตอนเป็นผู้สื่อข่าวการเมืองให้ได้อ่านกัน....โปรดรอติดตาม
……….หมายเหตุ..ทำไมต้องเรียกว่าทีมข่าว…การทำข่าวของผู้สื่อข่าวโทรทัศน์จะต้องเดินทางกันเป็นทีม มีรถหนึ่งคัน ประกอบด้วยผู้สื่อข่าว ช่างภาพ และผู้ช่วยช่างภาพ..ผู้ช่วยช่างภาพจะทำหน้าที่ขับรถด้วยห้ามคนอื่นขับ จะถือว่าเป็นความผิดเพราะเวลาเกิดอุบัติเหตุ ประกันภัยจะไม่จ่ายเงินถ้าคนอื่นขับ…….แต่เวลาออกต่างจังหวัดทั้งผู้สื่อข่าวและช่างภาพก็จะแอบขับรถด้วย เวลาเกิดอุบัติเหตุก็จะบอกว่าผู้ช่วยช่างภาพเป็นคนขับ..แฮะ แฮะ…การทำข่าว ผู้สื่อข่าวจะเป็นหัวหน้าทีม การจะทำอะไรขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้สื่อข่าวภายใต้การควบคุมของบรรณาธิการข่าว..แต่ช่างภาพและผู้ช่วยช่างภาพก็สามารถให้คำปรึกษาแก่ผู้สื่อข่าวได้
สวัสดีคะ คุณธนากร
ดิฉันได้เข้ามาอ่านบันทึกนี้ และสังเกตเห็นว่าได้มีการใส่คำสำคัญเป็นประโยคยาวๆ ดิฉันคิดว่าคุณธนากรอาจจะยังสับสนกับการใช้งานคำสำคัญคะ
การใส่คำสำคัญนั้น ควรใส่คำสั้นๆ หรือ ประโยคสั้นๆ ที่สื่อ หรือสอดคล้องถึงเนื้อหาของบันทึกคะ
รบกวนลองอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://gotoknow.org/blog/tutorial4u/tag/คำสำคัญ คะ