เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2549 คณะทำงาน KM กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง การจัดการความรู้  ให้กับนักวิชาการและเจ้าหน้าที่จากกอง สำนักฯ ต่างๆ ในส่วนกลางที่จะเป็นแกนในการจัดทำ KM ของกอง,สำนักฯ ต่างๆ จำนวนประมาณ 140 คน ที่ห้องประชุมกรมส่งเสริมการเกษตร ชั้น 5  วัตถุประสงค์ของการจัดสัมมนาก็เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่อง KM ให้แก่บุคลากรในส่วนกลาง และเพื่อวางแผนการดำเนินงาน KM ของกอง , สำนักฯ ในส่วนกลาง  โดยมีกิจกรรม ดังนี้

     ภาคเช้า    หลังจากเปิดการสัมมนาโดย ผอ.มนตรี วงศ์รักษ์พานิช   ผอ.กองวิจัยและพัฒนางานส่งเสริมการเกษตร ซึ่งเป็นประธานคณะทำงานฯ KM ของกรมฯ คนใหม่แล้ว  ต่อด้วยการบรรยายเรื่อง การจัดการความรู้ โดยคุณสำราญ สาราบรรณ์  และ แนวทางการจัดการความรู้ของกรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2549 โดยคุณธุวนันท์ พานิชโยทัย  ตามมาด้วย การเล่าเรื่องประสบการณ์การจัดการความรู้ของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยคุณอุษา ทองแจ้ง คุณอุดม รัตนปราการ และดิฉัน รวม 3 คน  ดำเนินรายการโดย คุณณัฐวัตร เตชะสาน ซึ่งทุกท่านที่กล่าวนามเป็นคณะทำงาน KM ของกรมฯ ทั้งหมด

 

   สำหรับภาคบ่าย  มีการแบ่งกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และร่วมกันจัดทำแนวทางและแผนการดำเนินงานการจัดการความรู้ของกอง , สำนักต่างๆ  โดยมีคณะทำงาน KM เป็นพี่เลี้ยงในแต่ละกลุ่ม

 

   ผลที่ได้จากการสัมมนาในครั้งนี้  จากความรู้สึกของตัวเอง ซึ่งเป็นคณะทำงานฯ  คิดว่าได้ผลเกินกว่าที่คาดหวังไว้   เนื่องจาก  

   1. ความคาดหวังที่จัดสัมมนาในครั้งนี้ คือ ทำอย่างไรจะกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่และบุคลากรในส่วนกลางของกรมฯ มีความรู้ความเข้าใจแนวคิด KM  และยอมรับนำไปปฏิบัติ  เนื่องจากที่ผ่านมา กรมฯเราได้ดำเนินการจัดการความรู้มา ตั้งแต่ปี 48 แต่เราทำในจังหวัดนำร่อง 9 จังหวัด เจ้าหน้าที่ในส่วนกลาง จึงยังไม่ได้รับรู้เรื่อง KM มากนัก ในปี 49 นี้ เราจึงคิดว่าจะขยายแนวคิดเรื่อง KM ให้แก่หน่วยงานต่างๆ ในส่วนกลาง นำไปปฏิบัติ  แต่เราก็กังวลใจอยู่ลึกๆ ว่า ทำในส่วนกลางจะได้ผลหรือเป็นที่ยอมรับเหมือนที่เราทำกับจังหวัดหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่ จนท. ส่วนกลาง จะเป็นผู้รู้ ทั้งนั้น (เกรงว่า จนท.ส่วนกลาง จะดื้อ ไม่ยอมรับ, ขอกระซิบว่า "คิดไปเอง" )      

    2. ผลที่ได้ขอบอกว่า เกินความคาดหวังมาก  ดูจากบรรยากาศการสัมมนา และความตั้งใจในการที่จะเรียนรู้ เรื่อง KM ของผู้เข้าสัมมนามีมากกว่าที่คาด สังเกตจากทุกคนตั้งใจฟังการบรรยาย ในช่วงเช้า และในช่วงบ่าย ก็ไม่หนีไปไหนยังอยู่กันพร้อมเพรียง และลงมือปฏิบัติในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในบรรยากาศที่เปิดเผย จริงใจ และร่วมกันทำแนวทางและแผนการจัดทำ KM  อย่างตั้งอกตั้งใจ  ทำให้ คณะทำงานฯ ทุกคน มีกำลังใจขึ้นมาก และตั้งปณิธานไว้ว่า จะพยายามผลักดันและขยายผลการดำเนินงาน KM ให้ทั่วทั้งองค์กร และคิดว่า ความคาดหวังให้ กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ถ้าทุกคนในองค์กรร่วมแรงร่วมใจกันเช่นนี้ 

     3. ทำให้เกิดข้อค้นพบว่า จนท. ทุกคน มีจิตวิญญาณในการที่จะทำความดีอยู่ในตัวทุกคน และยินดีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เมื่อมีโอกาส หรือช่องทางในการทำ ซึ่ง KM คือ โอกาส และช่องทางที่จะนำไปสู่จุดนั้น จึงทำให้ทุกคนเมื่อได้มาเข้าร่วมกระบวนการ KM แล้ว จึงรู้สึกเหมือนได้ปลดปล่อยสู่ศํกยภาพ เสรีภาพ  และความสุข ดังที่ อ.หมอประเวศ วะสี ได้กล่าวไว้...