เป็นไปได้หรือไม่ว่าการออกหน่วยอาจจะเป็นการ "ชาร์ตแบตเตอรี่ของความรู้สึกเป็นผู้มีบุญคุณต่อสังคม" ให้แก่บรรดาหมอๆทั้งหลาย ให้กลับเต็มขึ้นมาในขณะที่ในชีวิตหน้าที่การงานปกติสิ่งเหล่านี้ได้ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไปในแต่ละวัน

ท่ามกลางความแตกต่างช่องว่างที่เหลื่อมล้ำระหว่างความเป็นเมืองกับความเป็นชนบทของสังคมไทยในทุกๆด้าน และหนึ่งในความเหลื่อมล้ำนั้นก็คือโอกาสในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ การออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อพยายามเติมเต็มให้กับช่องว่างนั้นและดำรงอยู่คู่กับวงการสาธารณสุขไทยมาเป็นเวลาเนิ่นนาน

ผมไม่ได้กำลังจะเขียนบทความว่าด้วยความดีงามของการออกหน่วยเคลื่อนที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยที่บรรดาหมอเมืองกรุงทั้งหลายแห่แหนกันออกไปทำการรักษาให้กับชาวชนบทปีละครั้ง 2 ครั้ง แต่ผมก็ไม่ได้กำลังจะปฏิเสธถึงประโยชน์ของการออกหน่วยประเภทนี้ เพราะถึงอย่างไรก็ตามมันก็ช่วยบำบัดความทุกข์ทรมานของผู้คนได้มากโขอยู่ ถึงแม้ว่าจะมีผู้วิจารณ์ว่าการทำงานเช่นนี้ของหมอๆทั้งหลายจะทำให้ประชาชนง่อยเปลี้ยกลายเป็นผู้รอรับการสงเคราะห์แต่เพียงฝ่ายเดียว เป็นการให้ปลาแก่ผู้คนโดยที่ไม่ได้สอนให้เขารู้จักจับปลากินเอง ฯลฯ ก็ตามที นั่นเป็นผลด้านกลับของการออกหน่วยซึ่งมีการพูดถึงกันมามากพอสมควรแล้ว แต่บทความนี้ผมจะลองนำเสนออีกด้านหนึ่งของการออกหน่วยที่ต่างออกไปจากมุมมอง 2 ด้านที่พูดถึงประโยชน์และโทษของการออกหน่วยอย่างที่เคยถกเถียงกันมา

อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ปราชญ์ร่วมสมัยของสังคมไทยเคยเขียนไว้ในบทความชื่อ หมอและครูในวัฒนธรรมปัจจุบันในหนังสือวัฒนธรรมความจนว่า ในความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้ในสังคมไทยแต่ดั้งเดิมนั้น ความเป็น หมอที่มี บุญคุณกับคนไข้ นั้นเป็นอุดมการณ์ดั้งเดิมของสังคมไทยในอดีตที่เกิดจากการที่ผู้ที่เป็นหมอที่ทำหน้าที่เยียวยาผู้คนในสังคมนั้น เป็นปฏิบัติการที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความเมตตา แต่มิได้กระทำโดยประกอบเป็นวิชาชีพเพื่อหาเลี้ยงตัว ดังจะเห็นว่าในอดีตนั้นหมอพื้นบ้านล้วนแล้วแต่มีอาชีพอื่นในการหาเลี้ยงชีพทั้งสิ้น ความเป็นผู้เยียวยาจึงเป็นสถานะภาพที่เป็นผู้มีพระคุณต่อสังคม แต่ในสังคมปัจจุบัน หมอได้กลายเป็นวิชาชีพที่คนกลุ่มหนึ่งใช้หาเลี้ยงชีพเช่นเดียวกับอาชีพอื่นๆด้วยการให้บริการทางสุขภาพแลกกับค่าตอบแทน คำถามหนึ่งที่ผมสนใจก็คือ สถานภาพของหมอในแบบสังคมดั้งเดิมกับยังคงถูกหยิบมาใช้และตอกย้ำอย่างต่อเนื่องถึงความเป็นผู้มีบุญคุณต่อสังคมได้อย่างไร หมอเป็นเพียงอาชีพเดียวหรือเป็นหนึ่งในไม่กี่อาชีพที่ผู้มารับบริการนอกจากจะต้องจ่ายสตางค์ให้หมอเอาไปใช้เลี้ยงชีพแล้วยังต้องยกมือไหว้แสดงความขอบคุณผู้ที่ตนเพิ่งจ่ายสตางค์ให้อีก

ปีแอร์ บูร์เดียว์ นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศสที่แนวคิดของท่านเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในแวดวงวิชาการ ได้เสนอแนวคิดไว้ว่าชีวิตของมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในสังคมนั้น เป็นการลงทุน สะสมทุน เพื่อสร้างสถานะภาพที่ตนพึงพอใจในสังคมที่ตนอาศัยอยู่ และทุนในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงเพียงแค่ เงินทอง ข้าวของ หรือทุนทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงทุนทางสังคม ซึ่งหมายถึงเครือข่ายความสัมพันธ์ภายในสังคมที่ตนอาศัยอยู่ ทุนทางวัฒนธรรม ซึ่งหมายถึงความรู้ ระดับการศึกษา หรือรสนิยม เป็นต้น และมนุษย์สามารถถ่ายเทเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาระหว่างทุนชนิดต่างๆได้

ทุนในอีกรูปแบบหนึ่งที่มีความสำคัญมากโดยเฉพาะอยางยิ่งในสังคมปัจจุบัน คือ ทุนทางสัญลักษณ์ ซึ่งหมายความถึงการสะสมความชอบธรรมที่จะทำให้การแสวงหาหรือการสะสมทุนทางเศรษฐกิจเป็นไปได้อย่างราบรื่น บูร์เดียว์ไม่เชื่อว่าการลงทุนเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวนั้นจะเป็นไปได้อย่างยั่งยืนโดยปราศจากมิติทางสัญลักษณ์ซึ่งก็คือการปิดบังการกอบโกยนั้นไว้ภายใต้ภายใต้ความดูเสมือนหนึ่งเป็นสิ่งที่ชอบธรรม ตัวอย่างที่พบเห็นได้ชัดเจนในสังคมไทยยุคปัจจุบัน ก็เช่น เบียร์ยี่ห้อหนึ่งที่ลงทุนนำผ้าห่มไปแจกให้แก่คนในชนบท หรือบริษัทน้ำมันที่มีชื่อเสียงไม่ค่อยดีนักในการดำเนินกิจการที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไปลงทุนเรื่องการปลูกป่า สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่นำเอาทุนทางเศรษฐกิจของตนไปแปรเปลี่ยนเป็นทุนทางสัญลักษณ์ ซึ่งก็คือการสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเองทั้งสิ้น

หากนำแนวคิดของบูร์เดียว์มาทาบทับกับความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้ในสังคมไทย อาจจะทำให้เราสามารถมองได้ว่า การที่วิชาชีพหมอทั้งหลายไม่ได้กลายสภาพไปเป็นผู้ให้บริการประเภทหนึ่งที่ใช้การให้บริการเป็นการหาเลี้ยงชีพเช่นเดียวกับผู้ให้บริการประเภทอื่น แต่ยังคงได้รับการยอมรับนับถือและค่อนข้างที่จะมีอภิสิทธิ์อยู่พอสมควรในสังคมไทยนั้น ใช่หรือไม่ว่าการกระทำหลายๆอย่างของหมอ (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตามที) ล้วนแล้วแต่เป็นไปเพื่อการสะสมทุนทางสัญลักษณ์หรือเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่วิชาชีพ การออกหน่วยเคลื่อนที่ไปตามชนบทห่างไกลก็เป็นกิจกรรมหนึ่งที่หมอได้เปลี่ยนทุนทางเศรษฐกิจของตน (ด้วยการสละเวลาที่จะได้ใช้ในการแสวงหาทุนทางเศรษฐกิจจากการทำคลินิก สละค่าเดินทาง ฯลฯ) ให้กลายเป็นทุนทางสัญลักษณ์ คือความเป็นผู้มีใจบุญ มีบุญคุณต่อผู้คนในสังคม ความพยายามเผยแพร่ภาพของการออกหน่วยเคลื่อนที่ตามสื่อต่างๆ เช่น ในเอกสารของชมรมสมาคมทางวิชาชีพต่างๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามสื่อมวลชน อย่างหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์นั้น เป็นความพยายามในการเพิ่มพูนทุนทางสัญลักษณ์หรือความชอบธรรมที่กำลังหดหายไปทุกขณะจากการใช้วิชาชีพในการแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางข่าวสารในแง่ลบของวิชาชีพที่เผยแพร่ตามสื่อต่างๆอยู่ในระดับความถี่ที่สม่ำเสมออยู่พอสมควร ในแง่นี้การออกหน่วยจึงเป็นหนทางหนึ่งของความพยายามต่อสู้เพื่อดึงความชอบธรรมของวิชาชีพไม่ให้ตกต่ำมากจนเกินไปนัก

หรือหากมองอีกด้านหนึ่ง เป็นไปได้หรือไม่ว่าการออกหน่วยอาจจะเป็นการ "ชาร์ตแบตเตอรี่ของความรู้สึกเป็นผู้มีบุญคุณต่อสังคม" ให้แก่บรรดาหมอๆทั้งหลาย ให้กลับเต็มขึ้นมาในขณะที่ในชีวิตหน้าที่การงานปกติสิ่งเหล่านี้ได้ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไปในแต่ละวัน และผลของการชาร์ตแบตนี้อาจทำให้เกิดอาการ "อิ่มบุญค้าง" นำไปสู่ความรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้มีบุญคุณต่อผู้มารับบริการและพร้อมที่จะอ้างสิ่งดังกล่าวและกราดเกรี้ยวเอากับคนไข้อยู่ตลอดเวลา ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้ในชีวิตประจำวันปกติของสังคมสมัยใหม่นั้น ที่จริงแล้วไม่ได้ต่างอะไรจากอาชีพบริการทั้งหลาย เพียงแต่ว่าการบริการของหมอนั้นเป็นสิ่งที่กระทำโดยตรงกับร่างกายและชีวิตของมนุษย์ จรรยาบรรณที่มากำกับการประกอบอาชีพจึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่ใช่เรื่องของความเป็นผู้มีบุญคุณแต่อย่างใดทั้งสิ้น เพราะหมอเองก็ได้รับค่าตอบแทนเพื่อเลี้ยงชีวิตจากการให้บริการของตนนั่นเอง ทั้งนี้แม้ในหมอที่อยู่ในระบบราชการของกระทรวงสาธารณสุขก็มิใช่ข้อยกเว้นที่แตกต่างจากภาคเอกชน เพราะเงินเดือนที่ได้รับจากการรักษาคนไข้ก็คือค่าตอบแทนเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามผู้เขียนคงต้องออกตัวไว้ที่ตรงนี้ว่า สิ่งที่นำเสนอในบทความนี้มิใช่คำตอบสุดท้ายถึงความหมายที่ซ่อนเร้นของการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ว่าต้องเป็นอย่างที่เสนอไว้ในบทความอย่างจริงแท้แน่นอนและไม่อาจมองเป็นอย่างอื่นไปได้ อีกทั้งมิได้ให้คำตอบ หรือเสนอทางออกใดๆต่อปรากฏการณ์ที่ว่า หากเป็นแต่เพียงการตั้งคำถามใหม่ๆอีกคำถามหนึ่งเท่านั้นเอง ส่วนที่ว่าคำถามนี้จะนำไปสู่การยอมรับ หรือปฏิเสธต่อมุมมองที่เสนอนี้ หรือจะเกิดการขบคิดต่อเนื่องอย่างไรก็คงเป็นเรื่องของสังคมหมอๆโดยรวมต่อไป หาใช่เป็นเพียงหน้าที่ของผู้ตั้งคำถามแต่เพียงผู้เดียวแต่อย่างใด