สังเกตเห็นพฤติกรรมลูกที่เปลี่ยนไป เช่น เศร้าซึม ไม่ค่อยพูดจา หรือร่าเริงเหมือนปกติ ไม่อยากไปโรงเรียน มีความหวาดระแวง และบางคนก้าวร้าวขึ้น และเมื่อค้นหาสาเหตุ จะพบว่า เด็กบางคนถูกเพื่อนรังแก บางคนถูกครูดุ ตี หรือว่ากล่าวรุนแรง ซึ่งหลายคนรู้อยู่แล้วว่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริงในโรงเรียน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้  มีการกล่าวถึงการศึกษานอกระบบ และ การศึกษาตามอัธยาศัยกันมาก จนกระทั่งมีการบรรจุไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พศ.2542 ซึ่งเน้นไปที่การจัดการศึกษาตามความสนใจ  เพื่อให้เด็กได้พัฒนาศักยภาพตามความสนใจได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้เกิดจากการยอมรับว่า  การศึกษาในระบบ หรือการศึกษาในโรงเรียน  ไม่สามารถทำให้เด็กได้ศึกษาในสิ่งที่สนใจได้อย่างเต็มที่  และโรงเรียนยังเป็นสถานที่ซึ่งมีรูปแบบความรุนแรงหลายรูปแบบ  ที่บั่นทอนความสามารถของเด็กๆ ได้

หากเรามีโอกาสได้ติดตามพัฒนาการของรูปแบบการศึกษาในแบบต่างๆ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการศึกษาทางเลือก สำหรับเด็กๆ  ไม่ว่าจะเป็น  การศึกษาแบบ Home school  การศึกษาแบบวอลดอร์ฟ  การศึกษาแบบซัมเมอร์ฮิล  และบางโรงเรียนที่สามารถจัดการศึกษาโดยผสมผสานแนวคิดต่างๆ เข้าด้วยกันได้  โดยมุ่งไปที่ประโยชน์ของนักเรียนเป็นสำคัญ   เราจะพบว่า พ่อแม่  ผู้ปกครอง หรือคนที่สนใจแนวทางการศึกษาเหล่านี้  นอกจากต้องการให้เด็กๆ ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่แล้ว  หลายคนให้ลูกออกจากระบบโรงเรียน  หรือย้ายโรงเรียน  เพราะปัญหาความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ในโรงเรียน
พ่อ แม่ ผู้ปกครองหลายคน เปิดเผยว่า  สังเกตเห็นพฤติกรรมลูกที่เปลี่ยนไป  เช่น เศร้าซึม  ไม่ค่อยพูดจา หรือร่าเริงเหมือนปกติ   ไม่อยากไปโรงเรียน  มีความหวาดระแวง  และบางคนก้าวร้าวขึ้น  และเมื่อค้นหาสาเหตุ  จะพบว่า  เด็กบางคนถูกเพื่อนรังแก  บางคนถูกครูดุ  ตี  หรือว่ากล่าวรุนแรง  ซึ่งหลายคนรู้อยู่แล้วว่า  สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริงในโรงเรียน

หากแต่มีพ่อ แม่ ผู้ปกครอง อีกมากมาย  ที่ไม่อาจแก้ปัญหา ด้วยการจัดการศึกษาให้ลูกเองได้  หรือให้ลูกย้ายไปเรียนในโรงเรียนที่ตนเองมั่นใจได้  และจำยอมต้องรับกับสภาพปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน ที่เด็กๆ อาจต้องเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

แม้การยอมรับว่ามีปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจริงในรั้วโรงเรียน  จะไม่ใช่หนทางในการแก้ปัญหาโดยตรง  แต่หากสังคมยอมรับ  และมองเห็นว่าปัญหาเหล่านี้ควรได้รับการแก้ไขโดยเร็ว  และสังคมเปิดรับความจริงว่า  โรงเรียน  เป็นสถานที่ที่จะบ่มเพาะความรุนแรงขึ้นมาได้  ทั้งในฐานะของคนที่กระทำการรุนแรง  และคนที่ต้องรับผลกระทบจากการรุนแรง  อีกทั้งยังส่งผลต่อไปเมื่อเขาเหล่านั้นเติบโตเป็นผู้ใหญ่อยู่ในสังคม 

แน่นอนว่า  เมื่อเราเพาะเมล็ดพันธุ์แบบไหน  เราก็จะได้ต้นไม้ที่เติบใหญ่ออกมาแบบนั้น 

เราหล่อหลอมเด็กๆ ของเราเช่นไร  เขาก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ในสังคมแบบนั้นด้วย

หากเราต้องการเห็นสังคมที่ดี  มีคุณธรรม จริยธรรม  มีความยุติธรรม และไม่ใช้ความรุนแรง หรือก่อความวุ่นวายในสังคม  เราก็ควรจะร่วมกันสร้างสรรค์พื้นที่ที่เรียกว่า “โรงเรียน”  ให้เป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การพัฒนาศักยภาพ  และการเรียนรู้  เป็นพื้นที่ที่มีบรรยากาศของการช่วยเหลือ แบ่งปัน  และเป็นพื้นที่ที่ปราศจากความรุนแรง  ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดๆ ก็ตาม   

 

(บทบรรณาธิการ จดหมายข่าวโลกใบเยาว์ ฉบับที่ 4  "โลกของความรุนแรงต่อเด็กในโรงเรียน")