|
การศึกษา คือ การพัฒนาชีวิต : กรณีการออม เศรษฐกิจพอเพียงและการทำบัญชีครัวเรือน โดย : สุภาคย์ อินทองคง เมื่อ : 19/04/2007 01:35 PM |
||
|
(1) การศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ การศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นหัวใจของความเป็นมนุษย์ คนทุกคนจะได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ได้ ก็ต้องอาศัยการศึกษา มนุษย์แปลว่า คนผู้มีใจสูง ใจดี จะเป็นดังนี้ได้ก็ด้วยการศึกษา ปัจจุบัน ประเทศไทยเราสนใจเรื่องการศึกษามากขึ้น มีการกำหนดเป็นตัวบทกฎหมายเฉพาะมีการวางรูปแบบการศึกษาออกเป็นแบบต่างๆ มีแบบที่เป็นทางการ ไม่เป็นทางการ และตามอัธยาศัย คือ เรียนกันอย่างเป็นทางการจริงจังก็ได้ ใครที่สนใจช่วยกันจัดช่วยกันทำก็ได้ เรียนด้วยตนเองตามความสะดวกก็ได้ ที่สำคัญ คือ ต้องเรียนกันตลอดชีวิต ตามหลักคิดของพุทธศาสนา หรือของพระพุทธเจ้า การศึกษา คือ การพัฒนาชีวิต คือ 4 การพัฒนาชีวิตของแต่ละคนให้ดีขึ้น เจริญขึ้นในทุกๆ ด้าน โดยปกติ ชีวิตคนแบ่งได้เป็น 2 ด้านหลัก คือ ด้านกายและด้านใจ ใน 2 ด้านนี้ ขยายออกด้านละ 1 ก็ได้เป็น 4 ด้าน คือ ด้านกาย บวก ด้านสังคม คือ ความสัมพันธ์กับบุคคลหรือสิ่งภายนอกกาย และด้านใจหรือจิตบวกด้านจิตวิญญาณ คือ สติปัญญา ดังนั้น การพัฒนาชีวิตคนจึงต้องพัฒนาทั้ง 2 ด้าน หรือ 4 ด้านนี้ให้เจริญ คือ กายเจริญ สังคมเจริญ จิตเจริญ จิตวิญญาณเจริญ เรียกกันง่ายๆ ว่า กินเป็น อยู่เป็น คิดเป็น และรู้เป็น คนที่กินเป็น อยู่เป็น คิดเป็น และรู้เป็นนั้นแหละเรียกว่าผู้เจริญ ยกตัวอย่างในหลวงของเราเป็นที่เคารพรักของปวงชนชาวไทย ก็เพราะท่านได้พัฒนาชีวิตของท่านให้เป็นคน กินเป็น อยู่เป็น คิดเป็น และรู้เป็น พระพุทธเจ้า ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลตัวอย่างชั้นยอดก็เพราะท่านได้พัฒนาพระองค์เองทั้งกายและใจในทำนองเดียวกันนี้ จนรู้แจ้งในทุกสิ่ง โดยเฉพาะรู้ ความทุกข์และรู้วิธีดับทุกข์ จนจัดการกับทุกข์ที่พระองค์ประสบลงได้ และทรงเชิญชวนให้เราเรียนรู้วิธีดับทุกข์ที่พระองค์ค้นพบด้วย เราจึงเคารพนับถือพระองค์กันจนถึงวันนี้ การศึกษาจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดสำหรับชีวิตคน เพราะช่วยทำคนให้เป็นมนุษย์ และเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบได้ (2) ระดับการศึกษาของคน คนเราเกิดมาเพื่อการศึกษา หรือเพื่อการพัฒนาก็ได้ เพราะธรรมชาติให้ทุนคือศักยภาพในการเรียนรู้มาให้ค่อนข้างพร้อมและสูง ทั้งด้านกายและใจ ให้ตาหู เป็นต้น ซึ่งเป็นด้านกายมาทำหน้าที่รับเรื่องราวต่าง ๆ จากภายนอก มี รูป เสียง เป็นต้น ให้ใจหรือจิตเป็นผู้รับเรื่องมาคิด นึก และให้จิตวิญญาณมาเป็นผู้วินิจฉัยและตัดสินว่า ให้ทำให้พูดให้คิดว่าจะทำอะไร อย่างไร เมื่อใด ที่ไหน... แต่การจะพูด ทำ คิด อะไรถูกต้องหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่จิตและจิตวิญญาณรับเข้าไปสั่งสมไว้นั่นเอง จิตที่รู้แจ้งว่าอะไรเป็นอะไร เป็นจิตที่มีปัญญา จิตที่มีปัญญาจะสามารถตัดสินใจทำอะไรได้ถูกต้อง และดีงามได้เสมอดังนั้น จุดสูงสุดของการศึกษาจึงอยู่ที่การพัฒนาจิตให้มีปัญญา ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ให้ทัศนะไว้ว่า การศึกษาเรียนรู้มี 3 ระดับ จึงจะได้ชื่อว่าการศึกษาสมบูรณ์ และจะเป็นชีวิตที่สมบูรณ์ ระดับแรก การรู้หนังสือ คือ การเรียน ก ข ค ง จนอ่านออก เขียนได้ ใช้ประโยชน์ได้ อ่านหนังสือได้ เขียนหนังสือในภาษาที่มนุษย์ใช้อยู่อย่างน้อยในภาษาของตน ๆ ได้ เช่น คนไทยอ่านเขียน พูด ภาษาไทยได้ ระดับสอง การรู้วิชาชีพ คือ เรียนรู้วิธีการทำงานเพื่อประกอบอาชีพอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เช่น เป็นครูได้ เป็นทหารได้ เป็นตำรวจได้ เป็นชาวนา เป็นชาวสวนได้ สามารถทำกิจกรรมนั้น ๆ เพื่อมีเงินซื้อสิ่งของมาแลกเปลี่ยนปัจจัยในการดำรงรักษาชีวิตของตน ๆ ให้มีชีวิตอยู่รอดได้ เลี้ยงครอบครัว แม้กระทั้งญาติพี่น้องได้ ระดับสาม การเรียนรู้เพื่อความเป็นมนุษย์ คือ เรียนรู้วิธีที่จะพัฒนาตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นให้เป็นผู้มีใจสูง มีใจดี มีคุณธรรมจริยธรรมประจำใจ สามารถพัฒนาความรู้ ความคิด จนเข้าใจความจริงว่าอะไรเป็นอะไร สามารถยกระดับความต้องการความสุขโดยการเสพวัตถุ มาต้องการความสุขโดยอาศัยความสงบของกายใจ การแบ่งระดับการศึกษาเป็น 3 ระดับ ดังกล่าวนี้ ชี้ให้เห็นว่า 1) การศึกษา คือ ชีวิต 2) การศึกษา คือ กระบวนการพัฒนาชีวิต 3) การศึกษา คือ ที่มาของความเป็นมนุษย์ระดับสูงสุด ผู้ขาดการศึกษา จึงมีค่าน้อย มีฐานะเทียบเท่าสัตว์ทั่วไป หรือบางคนอาจจะต่ำกว่าสัตว์บางชนิดเสียอีก คือ ทำลายตนเองและผู้อื่นได้อย่างเลือดเย็น เห็นแก่ตัวจนน่ารังเกียจ เป็นต้น ระดับการศึกษาที่ว่านี้ มิใช่ระดับการศึกษาที่คนทั่วไปรู้จักที่รัฐเป็นผู้จัดแบ่งและดำเนินการให้การศึกษาอยู่ ระดับที่รัฐจัดที่จริงก็แบ่งได้ 3 ระดับเหมือนกัน คือ ระดับประถม ระดับมัธยมและระดับอุดม คือ ระดับต้น ระดับกลางและระดับสูง แต่ในเนื้อหาจะเน้นอยู่ที่ 2 ระดับ คือ ระดับต้นและระดับกลาง ซึ่งเทียบกับระดับรู้หนังสือ และรู้วิชาชีพ ส่วนระดับอุดม ซึ่งเป็นระดับที่เรียนรู้เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้น เรายังทำได้ไม่ดีพออาจจะเรียกว่าไม่ถึงก็ได้ และที่สำคัญ คือ ผู้จะเข้าเรียนระดับอุดมศึกษานั้น ยังมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนคนของเรา เช่น ในที่ประชุมนี้ ก็มีผู้ได้เรียนถึงระดับอุดมศึกษาอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ได้เรียนชั้นประถมรองลงมาอาจเป็นมัธยม แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด เพราะการจะเรียนให้ถึงขั้นพัฒนาความเป็นมนุษย์นั้น ทุกคนสามารถเรียนด้วยตนเองได้ เพียงให้ตั้งใจเรียน และทำตามเงื่อนไขที่พระสอน คือ ให้คบบัญฑิต ให้ใช้ความคิด และให้ใช้ปัญญา เพราะการคบบัณฑิตซึ่งหมายถึงผู้มีวิชาและจรณะที่ดี จะมีโอกาสได้ฟังสิ่งดีจากเขา เช่น การไปฟังเทศน์ ฟังธรรมจากพระสงฆ์ที่มีวิชาจรณะที่ดีก็จะได้รู้สิ่งดีมีประโยชน์ แล้วนำมาคิดต่อคิดตามปฏิบัติตาม เช่น เราไปเรียนรู้เรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา แล้วเราก็กลับมาคิดตาม และทำตาม เราก็จะพัฒนาตนเองให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้นกว่าเดิมได้ เราพูดดี ทำดีขึ้นกว่าเดิม เราคิดดี นึกดีขึ้นกว่าเดิม เรารู้ดี เข้าใจอะไรดี กว่าเดิม หากความดีทั้ง 3 ส่วนนี้เกิดขึ้นที่กายใจเรา นั่นแสดงว่าเราได้ศึกษา ได้เพิ่มระดับการศึกษาของเราให้สูงขึ้นกว่าเดิม แล้วระดับหนึ่ง ถ้าทำบ่อยๆ ก็จะเพิ่มบ่อยๆ ทำต่อเนื่องนานๆ ก็จะเพิ่มมากและจะสมบูรณ์มากขึ้น จนถึงขั้นอุดมศึกษาจริงๆ คือ เข้าถึงความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ (3) การออมกับการพัฒนาการศึกษา วันนี้ทางศูนย์บริการการศึกษา บอกผู้พูดว่า ให้ช่วยพูดถึงการออมและประโยชน์ของการออม ให้พูดถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และให้พูดถึง การทำบัญชีครัวเรือน โดยแบ่งเรื่องแบ่งเวลา และแบ่งคนพูด ออกเป็น 2 ช่วงและ 2 คน เพื่อไม่ให้รู้สึกว่ามากเรื่อง จึง ขออนุญาตรวมเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องเดียว คือ เป็นเรื่อง การศึกษากับการพัฒนาชีวิต เพราะเรื่องการออมก็ดี เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงก็ดี และเรื่องการทำบัญชีก็ดี โดยเนื้อหาแล้ว เป็นเรื่องเดียวกัน คือ ทุกเรื่องเป็นเรื่องการเรียนรู้ เรื่องการศึกษา เพื่อพัฒนาชีวิตของทุกคน รวมทั้งผู้พูดด้วย ที่ว่า การออม เป็นเรื่องการศึกษาเพื่อพัฒนาชีวิต ก็เพราะว่า การออมเป็นกิจเพื่อรักษา บำรุง ถนอม และสร้างชีวิตของเราให้อยู่รอดอย่างมั่นคงต่อไปได้ ที่ว่า เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเรื่องการศึกษาเพื่อพัฒนาชีวิตก็เพราะเศรษฐกิจพอเพียง คือ แนวคิด หรือปรัชญาเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนาชีวิตของเราทุกคน และ ที่ว่า การทำบัญชีครัวเรือน เป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาชีวิตก็เพราะการทำบัญชี คือ การเก็บข้อมูลรายรับรายจ่ายของเราในแต่ละวัน เพื่อประโยชน์ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ก็เพื่อพัฒนาชีวิตของเราอีกนั่นแหละ นั่นคือ ทุกเรื่องที่เราคิดเราทำกันทุกวันตลอดชีวิตเรานี้ก็เพื่อชีวิต เพื่อพัฒนาชีวิตของเรา นั่นเอง ไม่มีเรื่องอื่นปนเลย ในช่วงแรกนี้ขอพูดเรื่องการออม และประโยชน์ของการออม แล้วจะตามมาด้วยเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แล้วจะเชื่อมโยงให้เห็นว่า 2 เรื่องนี้สัมพันธ์กันอย่างไร และจะชี้ให้เห็นว่าทั้ง 2 เรื่อง นี้ เป็นเรื่องการศึกษาเพื่อพัฒนาชีวิตอย่างไร ในช่วงที่ 2 จะพูดถึงการทำบัญชีครัวเรือนว่า คืออะไร และมีความสำคัญต่อเราอย่างไร มีส่วนสัมพันธ์กับการออมและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างไร? 1. เรื่องการออม การออมเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ หรืออาจกล่าวได้ว่าทุกคนรู้จัก เคยได้ยิน และเข้าใจในระดับหนึ่งว่า คือ อะไร ผู้พูดเองสมัยเด็กอายุประมาณสัก 10 กว่าขวบ ยังจำได้ว่า คุณแม่พูดถึงการออมอย่างน้อย 2 เรื่อง คือ เรื่องอาหาร และเรื่องเงิน เมื่อกินอาหารแต่ละมื้อ คุณแม่มักจะบอกว่า กับข้าวคือปลา เป็นต้น จะต้องออม คือ กินแต่น้อย หรือกินพอประมาณ เก็บไว้กินมื้อต่อไปด้วย เพราะกับข้าวดูเหมือนจะหายากกว่า ข้าว เพราะข้าวปลูกได้เองแต่ปลามิได้เลี้ยงต้องไปหาจากแหล่งน้ำมี ห้วย หนอง ลำคลอง เป็นต้น เมื่อรู้จักใช้เงิน คุณแม่ก็สอนว่าให้ออมไว้ใช้วันหน้าได้มา 10 บาท ถ้าออมได้ทั้ง 10 บาทก็จะดี จำได้ว่าช่วงนั้น เมื่อได้เงินมาจากคุณแม่ให้ก็ดี รับจ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้เงิน 10-20 บาท ก็ดี ก็มักจะเก็บรวบรวมไว้ได้ถึง 200-300 บาท ซึ่งมากพอสมควรสำหรับเมื่อ 50 กว่าปีมาแล้ว และคนชนบท บ้านนอกอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ การออมคืออะไร? เมื่อดูที่ภาษา หรือที่คำศัพท์ พจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2525 ให้นิยามไว้ว่า ออม ก. ประหยัด เก็บหอมรอบริบ, เช่น ออมทรัพย์; ถนอม, สงวน, เช่น ออมแรง จากความหมายนี้ แสดงว่า การออม คือ การประหยัด การเก็บหอมรอบริบ การถนอม และการสงวน สิ่งที่จะประหยัด หรือเก็บหอมรอบริบ ได้แก่ ทรัพย์สินเงินทอง เช่น คำว่า ออมสิน ซึ่งเป็นชื่อธนาคารไทยธนาคารหนึ่งที่เรารู้จักดี, การถนอม การสงวน ได้แก่การถนอมอาหาร การสงวนแรง การสงวนทรัพยากรป่าไม้ เช่น ป่าสงวน ส่วนการใช้ชีวิต เช่น หญิงสาว ถูกสอนให้สงวนเนื้อสงวนตัว จึงเห็นได้ว่า การออม นั้นมีความหมายกว้าง คือหมายถึง การใช้สิ่งมีค่ามีคุณทั้งหลายอย่างระมัดระวัง อย่างไม่ประมาท อย่างมีเหตุมีผล ทั้งในตนและนอกตน คือ ตนเอง ชีวิตของตนเองซึ่ง แต่ละคนจะต้องถือว่า มีความหมายสูงสุด สำคัญสูงสุด จึงต้องรู้จักตระหนักถึงคุณค่าของชีวิต ไม่ปล่อยปละละเลยให้ ตกต่ำให้ไร้ค่า พยายามรักษาและพัฒนาให้เจริญให้ได้ ในขณะเดียวกัน ทรัพย์สินเงินทอง ข้าวของต่าง ๆ ที่เป็นปัจจัยในการดำรงชีพ ก็ต้องให้ความสำคัญ ต้องรู้จักเก็บรู้จักใช้ ไม่ปล่อยปละละเลย ไม่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ไม่โค่นป่าเพื่อหานก เป็นต้น จะเห็นได้ว่า การออมมิได้มุ่งที่ออมเงินอย่างเดียว แต่หมายถึง การออมชีวิตตนเอง และปัจจัยในการดำรงชีพทุกอย่างด้วย การออม ในเบื้องต้น เป็นเรื่องของคน คือ จุดเริ่มต้นจะเกิดที่คน การออมจะเกิดได้ก็เพราะคนได้รับการศึกษาเรียนรู้ มีครู คือ พ่อแม่ เป็นต้น เป็นผู้แนะนำสั่งสอน ให้ความสำคัญ ความจำเป็น และผลหรือคุณประโยชน์ที่เกิดจากการออม เมื่อโตขึ้นก็คิดได้เอง ทำได้เอง และสอนผู้อื่นต่อไป การออมจึงเป็นเรื่องของการศึกษา การพัฒนาชีวิตของคนลักษณะหนึ่ง คือ การฝึกให้รู้ ให้คิด และให้ทำในสิ่งดีมีประโยชน์ การออมชีวิต ออมเงิน ออมทรัพยากรธรรมชาติมีป่าไม้ แหล่งน้ำ แหล่งดิน ก็ต้องเริ่มต้นที่การเรียนรู้ การคิดและการปฏิบัติเช่นเดียวกัน ปัจจุบัน เรารู้จักการออมกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการออมเงิน ทั้งภาครัฐและภาคประชาชน มีการส่งเสริมการออมกันอย่างคึกคัก ในจังหวัดสงขลาของเรา ตำบลของเราในครัวเรือนของพวกเราส่วนใหญ่ ก็ได้รับการส่งเสริมให้รู้จักการออม ให้คิดการออม และให้ทำกิจกรรมการออมกันมากขึ้น ตั้งแต่ในระดับบุคคล ครอบครัว หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด จนถึงระดับชาติ รัฐบาลเองก็ตระหนักในเรื่องนี้ และได้หาทางส่งเสริมให้ประชาชนทำการออมกันตลอดมา หลายคนหลายครอบครัว หลายหมู่บ้าน รู้จักคำว่ากลุ่มสัจจะออมทรัพย์เพื่อการผลิต กลุ่มสัจจะออมทรัพย์พัฒนาครบวงจรชีวิต กลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ เป็นต้น และล่าสุด คือ กลุ่มออมทรัพย์ที่ชื่อว่า กลุ่มสัจจะลดรายจ่ายวันละ 1 บาท เพื่อจัดสวัสดิการภาคประชาชน ซึ่งเป็นการออมเพื่อนำเงินมาจัดสวัสดิการชีวิตโดยตรงตั้งแต่เกิดจนตาย ซึ่งเกิดขึ้นและขยายเครือข่ายอยู่ในจังหวัดสงขลาเรา และเมื่อจังหวัดอื่นทราบข่าวก็มาเรียนรู้เอาไปขยายผลต่อในจังหวัดของตน ๆ ภาครัฐเห็นว่า เป็นสิ่งดีมีประโยชน์ จึงนำไปกำหนดเป็นนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้ทำกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น และยิ่งไปกว่านั้น ได้จัดสรรเงินงบประมาณเข้าสนับสนุนกิจกรรมนี้กับภาคประชาชนด้วย นี้แสดงว่า การออมนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก และมีประโยชน์มากต่อการดำรงชีวิตของเรา และการพัฒนาชีวิตของเรา การออมให้คุณประโยชน์แก่เราอย่างไรบ้าง? กล่าวโดยรวมการออมให้ประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตและการพัฒนาชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นการออมเงินและออมทรัพยากรอื่น รวมทั้งการออมชีวิต หากจะแยกให้เห็นเป็นเรื่อง ๆ ก็แยกได้ดังนี้
จึงเห็นได้ว่า คุณประโยชน์ของการออมนั้นมีมากมาย มหาศาลจริง ๆ ถึงเวลาหรือยังที่เราจะศึกษาเรียนรู้ และฝึกฝนเรื่องการออมกันอย่างจริงจักและกว้างขวางมากขึ้น ทั้งออมชีวิต ออมสิ่งของเงินทอง และทรัพยากรธรรมชาติ
ทั้งหมดนี้สรุปให้สั้นได้ดังนี้ ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนพัฒนาฉบับ 10, 2550 : หน้า 34 นี้คือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามตำรา หรือทฤษฎี ที่นี้พวกเราซึ่งเป็นชาวบ้าน ชาวเมือง จะเรียนรู้ให้เข้าใจ เข้าถึง และนำมาปฏิบัติพัฒนาตน พัฒนาครอบครัว พัฒนาชุมชนกันอย่างไร |
บัญชีครัวเรือนสู่การออมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง
รู้หนังสือ รู้วิชาชีพ รู้เพื่อพัฒนาตนเอง ช่วยเหลือผู้อื่น
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
wwibul · 19 เม.ย. 2551
หน่อย · 19 เม.ย. 2551
กัลยกร ฉัตรแก้ว · 19 เม.ย. 2551
amorn chakhathit · 19 เม.ย. 2551
anantchai dejamornthan · 19 เม.ย. 2551
udomkiat · 19 เม.ย. 2551
ปรัชญนันท์ นิลสุข · 19 เม.ย. 2551