เพิ่งกลับจากออกกำลังกายปั่นจักรยานออกกำลังการมาเมื่อครู่นี้ มาเปิดทีวีทีพีบีเอส เวลา ๒๑.๓๐ น.วันศุกร์ ที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๑ เห็นการนำเสนอข่าวน่าสนใจ จับประเด็นได้ว่า มีการร้องเพราะสงสัยว่า เหตุใด กตต.พิมพ์บัตรเลือกตั้งเกิดมากมาย
ทราบจากท่านเลขา กตต.ว่า จะมีการพิมพ์บัตรเกินร้อยละ ๗ จึงต้องพิมพ์เผื่อ เมื่อมีการร้องเรียนเข้ามาในรายการจึงมีการนำเลขาฯ กกต.มาออกรายการ และคุณจรัญฯ โทรเข้ารายการเพื่อให้มีการซักถาม ผมว่ารายการแบบนี้ก็ดีจะได้คลายสงสัย
จะมองว่าฝ่ายร้องขี้สงสัยก็ไม่ถูก และหากฝ่าย กกต.ไม่ชี้แจงอะไรเลยก็คงเสื่อมเสียอีก
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดบนหนทางการเมือง ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีสิทธิจะสงสัย และฝ่ายร้องเข้ามาต้องการให้เกิดความคลายสงสัยว่า อะไร คือ อะไร ก็เท่านั้นจะได้เป็นทางการ เออ...เหนื่อยก็ต้องอดทนนี้ล่ะคือเวทีประชาธิปไตยภายใต้ความสนใจและการมีส่วนร่วม
คำขวัญ กกต. " สุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม " การสื่อสารรวดเร็ว ชัดเจนแบบที่เห็นนี้ก็ดีนะครับ จะได้ไม่ต้องมาถูกตั้งแง่ว่าไม่โปร่งใส
สวัสดีค่ะคุณธนู
สวัสดีครับ คนไม่มีราก
ก่อนอื่นยินดีที่มาเยือนและแลกเปลี่ยน เช่นนี้ขอเขียนมาเพิ่มเติมก็แล้วกัน ในทุกวันนี้ สิ่งที่ผมเห็นว่า ดูเด่นเป็นปัญหา คือ ผู้นำสื่อสารไม่เป็น
ปัญหาที่พูดว่า ผู้นำสื่อสารไม่เป็น ผู้นำในที่นี่หมายถึง ผู้นำราชการ และ ผู้นำทางการเมือง การสื่อสารไม่เป็น หมายถึง การสื่อความหมายให้เหมาะสม
ทุกวันเท่าที่เห็นกันมักสื่อกันด้วยอารมณ์ บนพื้นฐานว่า ฉันนี่ล่ะมีอำนาจ การสื่อสารบนพื้นฐานที่ไม่สุภาพ หรือไม่ให้เกียรติ ( แม้แต่ตัวเอง ) ถือว่าอันตราย
เหตุที่ผมบอกว่าอันตราย เนื่องจากเด็กและเยาวชน หรือประชาชนทั่วไป รับสื่อแล้วอาจเข้าใจผิดว่า ที่ผู้นำสื่อสารมานั้นเป็นต้นแบบที่เหมาะสมแล้ว
การสื่อสารเป็นตามความเข้าใจของผม คือ สื่อสารบนข้อมูลที่ถูกต้อง และมีความสุภาพในการสื่อสาร ไม่จำเป็นต้องพูดจาส่งดัง ๆ ทำหน้าตาขึงขัง เหมือนอันธพาล
ผมเห็นด้วยกับข้อที่ให้ตรวจสอบตัวเอง เพราะจะทำให้เราไม่ประมาท แต่ว่าก็ว่าเถอะครับ ในเมื่อคนเขาจะหาเรื่องกัน ในบทที่เราต้องชี้แจงแล้ว จำเป็นต้องสื่อสารเป็น สื่อสารให้เหมาะสมกับกาลเทศะ เพื่อให้คุณและองค์กรเสื่อมความน่าเชื่อถือ ครับผม.
แบบที่สำเนามาให้อ่าน ถือว่า สื่อสารแบบมีอะไรซ่อนอยู่ไหมครับ
http://gotoknow.org/blog/thai-politics/175106
บันทึกการเมืองไทย : การเมืองกับวาจาสัตย์
ทั้งนสพ. เดอะ เนชั่น และ บางกอกโพสต์ วันที่ ๒ เม.ย. ๑ ลงข่าวหน้า ๑ ว่า โภคินแพ้คดีฟ้องเรียกค่าเสียหาย ๒.๕ พันล้าน
เป็นการฟ้องสุเทพ เทือกสุบรรณ ฐานทำให้เสียชื่อเสียง กรณีลดค่าเงินบาทในปี ๒๕๔๐ ที่สุเทพกล่าวว่า ดร. โภคิน พลกุล อยู่ในที่ประชุมพิจารณาตัดสินใจลดค่าเงินบาท โดยที่ตนไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ทำให้ข่าวรั่ว และทักษิณได้รับประโยชน์มากมายจากการรู้ข้อมูลลับภายในเช่นนี้
คุณสุเทพอภิปรายในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ว่า นายกฯ ทำผิด ที่ยอมให้ ดร. โภคินเข้าไปอยู่ในห้องประชุมลับระหว่าง นายกฯ รมต. คลัง (ดร. ทนง พิทยะ) และผู้ว่าฯ ธนาคารแห่งประเทศไทย (เริงชัย มะระกานนท์) โดยที่ ดร. โภคินไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ทำให้ความลับเรื่องการลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ ๒ ก.ค. ๔๐ รั่ว คุณสุเทพกล่าวหาในการอภิปรายว่า ดร. โภคิน เอาข่าวไปบอก ดร. ทักษิณ
นายกฯ ชวลิต ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ ยืนยันว่า ดร. โภคินไม่ได้อยู่ในห้องประชุม หลังจากนั้น ดร. โภคิน จึงฟ้องเรียกค่าเสียหาย ๔ พันล้าน และภายหลังลดเหลือ ๒.๕ พันล้าน ศาลฎีกาตัดสินเมื่อวันที่ ๑ เม.ย. ๕๑ ยกฟ้อง เพราะพยานของ ดร. โภคิน ๒ คน คือ ดร. ทนง กับ คุณเริงชัย ให้การว่า ดร. โภคินอยู่ในห้องประชุม
เรื่องนี้ชี้ให้เห็น
๑. โกหกคำโตของอดีตนายกรัฐมนตรีต่อสภาผู้แทนฯ และต่อสังคม
๒. มีคนได้ประโยชน์จากข้อมูลการลอยตัวของค่าเงินบาท ก่อนมีการประกาศ
วิจารณ์ พานิช
๒ เม.ย. ๕๑
ต่อมจริยธรรมมันเตี้ย
จิตใจบริสุทธิ์มันไม่มี
หลบเป็นปลีกหลีกเป็นหาง
จะชนะคะคานกัน
สุดท้ายเชื่อได้หรือยังว่ามีคนได้ผลประโยชน์มหาศาลจริงๆจากการตัดสินในนโยบาย
"ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน"
ขออย่างเดียว เราอย่าเป็นคนความจำสั้น
เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้น เราจะได้มีสติพร้อมประสบการณ์
จะได้ไม่ตัดสินใจผิดซ้ำซาก
สวัสดีค่ะคุณธนู