มุมเล็ก ๆ ของคนทำงานพื้นที่วันนี้เป็นของ คุณรัชนี ศรีอ่อนศรีหรือ“พี่หล้า” ที่รักของน้อง ๆ เป็นนักพัฒนาองค์กรเอกชน เป็นผู้ก่อตั้ง กลุ่ม WY ซึ่งเป็นชื่อของยาบ้ายี่ห้อหนึ่งที่วัยรุ่นนิยมใช้ แต่จริงๆ แล้วพี่หล้าเล่าให้ฟังว่ามันมีชื่อย่อมากจาก “We are your friends”หรือ เราเป็นเพื่อนคุณ กลุ่มวัยรุ่น WY เป็นการรวมกลุ่มวัยรุ่นที่มีการรวมตัวกันเมื่อเดือนสิงหาคม 2542 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการรณรงค์การลดพฤติกรรมเสี่ยงโดยนักพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านเด็กและเยาวชนได้รวมกลุ่มวัยรุ่นที่ใช้ยาเสพติดกลุ่มหนึ่ง จำนวน 13 คนโดยระยะแรกเป็นการรวมตัวกันเพื่อให้วัยรุ่นกลุ่มนี้ ลด ละ เลิก ยาเสพติด มีการพบปะพูดคุยกันตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น หอพัก สวนสาธารณะและ แหล่งเที่ยวกลางคืน ต่อมา กลุ่มวัยรุ่น WY มีการขยายเครือข่ายเพราะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นและสมาชิกหลายคนเลิกใช้ยาเสพติด จึงมีการพูดคุยต่อ ๆ กัน กลุ่มวัยรุ่น WY จึงรวมตัวกันอย่างเป็นทางการ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อจัดกิจกรรมเพื่อให้ความรู้เรื่องเพศ เอดส์ และยาเสพติดนอกจากนี้ยังมีการรณรงค์การลดพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ ได้แก่พฤติกรรมเสี่ยงในเรื่องของผลเสีย จากปัญหาครอบครัว การใช้ยาเสพติดพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ (การเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี) พฤติกรรมการเที่ยวกลางคืนและแหล่งอื่นๆ โดยใช้หลัก "4 ล" คือ ลืม ลด ละ เลิกและเน้นกระบวนการให้การช่วยเหลือเพื่อน โดยใช้กิจกรรม (เพื่อนช่วยเพื่อน) โดยมีเป้าหมายการทำงานเพื่อ ให้เยาวชน ลด ละ เลิกพฤติกรรมเสี่ยงในเรื่องเพศ เอดส์ และยาเสพติด โดยใช้กระบวนการเพื่อนสอนเพื่อน..
รุ่นน้องที่ทำงานด้านเด็กเยาวชนคนหนึ่งสะท้อนว่า การทำงานของกลุ่มวัยรุ่น WY จะทำกับกลุ่มเด็กแก๊งแต่โดยกระบวนการทำงานแล้วกลุ่มได้นำประเด็นเรื่องเอดส์ เพศศึกษาและมิติสุขภาพเป็นประเด็นหลักในการทำงาน พอทำกิจกรรมไป ก็มีเด็กเข้ามาทำกิจกรรมเพิ่มขึ้นถ้าเด็กไปมีเรื่องกับคนอื่นมา แล้วมาหาพี่หล้า พี่หล้าจะบอกเขาไปว่า“ เป็นเรื่องเวรเรื่องกรรมของเราที่ไปทำกับเขาเอาไว้ ถ้าเราไปทำเขาก็บาปเปล่าๆ เราอยู่อย่างนี้แหละดีแล้ว ”การบอกเช่นนี้คือเป็นการบอกโดยไม่สนับสนุนอารมณ์ของเด็กให้อยากชกตีแต่จะชวนให้คิดถึงเหตุผลที่จะตามมากกว่า “ เด็กเขาจะรู้ว่าเรากลัวเรื่องพวกนี้ เป็นห่วงเขาด้วยซึ่งถ้าเราหาทางออกที่ดีกว่านี้ได้เราก็จะทำ บางทีเราก็ถามเขาไปว่าเธอมีเพื่อนไหม ? ชวนมาทำกิจกรรมกับเราสิ แล้วเราก็จัดกิจกรรมให้เขาพอเราทำกิจกรรมร่วมกับเขาได้สักระยะ เขาก็มาอยู่กับเราช่วงหนึ่งระยะหลังเราก็ได้คุยกับเขา เช่น เรายกตัวอย่างให้เขาว่าถ้าเขาทำพฤติกรรมอย่างนี้แล้ว ผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไรและเด็กเหล่านี้ก็ต้องการที่พึ่งด้วย ”
พี่หล้าเสริมต่อว่า หลังจากทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับเด็กแล้วพฤติกรรมของเด็กเริ่มเปลี่ยนไปเป็นดีขึ้น หลายคนที่เคยเป็นคนไม่ดีก็เริ่มหางานทำและมีความรับผิดชอบมากขึ้น เช่น “ รุ่ง ”เมื่อก่อนเป็นคนไม่ดีแม้มีอายุมากขึ้นแต่พฤติกรรมก็ไม่ได้ดีขึ้นตามอายุและวุฒิภาวะเขาจะเป็นคนช่วยเคลียร์เวลาน้อง ๆ หรือเพื่อน ๆ ไปมีเรื่องกับคนอื่นแต่ตอนนี้เขาเป็นผู้ให้ คือได้ทำกิจกรรม ได้ฝึกฟัง ฝึกยอมรับ ฝึกคิดจนปัจจุบันมีงานทำเป็นหลักแหล่งแล้วอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือเราให้เด็กไปแจกถุงยางอนามัยที่งานฤดูหนาวของ WY ประมาณ 50 ชิ้นเราก็ถามเขาว่าถ้าเขาเจอคู่อริที่งานฤดูหนาวเขาจะทำอย่างไร ? และก็ถามต่อว่าถ้าเอาถุงยางอนามัยที่เรานำไปแจกนี้ให้เขาจะดีกว่าการไปมีเรื่องกับเขาไหม ? เด็กคิดกันว่า ถ้าเอาถุงยางอนามัยไปแจกคู่อริน่าจะดีพวกเขาจะรู้สึกว่าเราก็เป็นห่วงเขา ซึ่งจะช่วยทำให้กลายเป็นมิตรกัน ไม่มีการเอาคืนหรือคิดวางแผนทำอะไรไม่ดี เมื่อก่อนเด็กจะคิดแต่เรื่องการตีกันทะเลาะเบาะแว้งกัน แต่ตอนนี้คิดกันน้อยลงเพราะปัจจุบันเรื่องกลุ่มแก๊งอะไรพวกนี้เริ่มซา ๆ ลง ไม่รุนแรงเหมือนเมื่อก่อนเพราะเมื่อก่อนเราไม่มีกิจกรรมรองรับเด็กกลุ่มนี้ และไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไรหรือว่าต้องทำอย่างไร พอเราเริ่มมีกิจกรรมรองรับแล้ว เด็กก็เริ่มคิดและมาร่วมทำกิจกรรมร่วมกัน จากที่เคยตีกัน พอมาทำกิจกรรมร่วมกันก็ดีกันมีความเป็นมิตรกันมากขึ้น เมื่อมีกิจกรรม พฤติกรรมที่ไม่ดีต่าง ๆก็เริ่มลดน้อยถอดลง เด็กแก๊งที่เข้ามาทำกิจกรรมกับเรา เพราะอยากร่วมทำกิจกรรมและอยากรู้จัก WY และสิ่งที่จูงใจก็คือการได้กินข้าว กินขนมร่วมกันได้แลกเปลี่ยนทัศนคติร่วมกัน เขาได้เรียนรู้ว่ามีองค์กรที่ให้เขาได้มาทำกิจกรรมดูแล เอาใจใส่พวกเขา และเมื่อเด็กได้เข้ามาทำกิจกรรมก็จะมีการติดต่อชักชวนเพื่อนให้มาร่วมทำกิจกรมร่วมกัน ซึ่งส่งผลให้มีเครือข่ายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆถ้าเรามีกิจกรรมให้เด็กทำมากขึ้น เด็กก็จะลดความรุนแรงลง ซึ่งทาง WY จะเน้นอยู่ 4 เรื่องคือ ลืม ลด ละ เลิก ซึ่งในที่นี้ก็หมายถึงยาเสพติดเพราะเด็กบางคนไม่ได้ติดคือ มีก็เสพ ไม่มีก็ไม่เสพ และการที่เราทำแบบนี้คนทำงานอย่างเราก็ได้พัฒนาศักยภาพไปด้วยการทำงานกับน้อง ๆ ที่เป็นแก๊ง เราต้องเริ่ม ณ จุดที่เขาเป็นไม่ใช่ทำในสิ่งที่เราคิดว่าควรทำจุดเริ่มต้นต้องไม่ใช่การปิดประตู ปิดหูไม่รับฟัง หากต้องเปิดประตูหัวใจ และพร้อมรับฟังยอมรับและทำความเข้าใจกับธรรมชาติของวัยรุ่นและเริ่มจากการให้วัยรุ่นที่ใกล้ตัวมาร่วมคิด ร่วมคุย ร่วมทำ และรับผิดชอบร่วมกันในสิ่งที่กำลังจะทำเพื่อเขา”เป็นคำพูดของรุ่นน้องคนเก่งอีกคนหนึ่ง
พี่หล้ายังแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมว่า “การทำงานของเราเองก็มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ได้รับเงินสนับสนุนจากแหล่งทุนซึ่งก็ไม่มากนักตอนนี้สำนักงานที่มีอยู่ก็เลิกเช่าไปแล้วเพราะแหล่งทุนเขาไม่มีงบประมาณจะสนับสนุนต่อ ตอนนี้ต้องใช้บ้านของตัวเองที่สายดอยสะเก็ดเป็นสำนักงานชั่วคราวไปก่อน เราทิ้งเด็กไม่ได้ มันมีความผูกพันกัน มันเหมือนเป็นพี่เป็นน้องตอนนี้วันเกิดใครเราก็ยังไป ถ้าไม่ได้ไปเราก็โทรหา เราเปิดใจให้เขาเขาก็เปิดใจรับเรา บางทีไม่ต้องใช้คำพูดคุยมองหน้าก็เข้าใจว่าเขาคิดอะไรกำลังมีปัญหาอะไร แต่ที่น่าเสียดายก็คือสังคมเองทั้งภาครัฐและเอกชนหรือแม้แต่คนในชุมชนเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนากลุ่มวัยรุ่นเท่าที่ควร สังคมไปกีดกัน ไปตีตราเขา เราก็ลำบากใจที่จะไปพูดแทนทุกคนคนเราคิดไม่เหมือนกันบางทีก็เอาไม้บรรทัดเราไปเที่ยววัดคนอื่นก็เสียเวลาเปล่าต้องทำงานกันอีกมากในเรื่องของวันรุ่น เพราะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา”ซึ่งพี่หล้าเองได้เล่าถึงเทคนิคที่พี่หล้าเคยใช้ในการทำงานร่วมกับวัยรุ่น ดังต่อไปนี้
1. เราต้องเข้าไปสำรวจดูแหล่งรวมตัวของวัยรุ่นว่าอยู่ที่ไหนบ้าง และเขาเข้าไปทำอะไร
2. เราต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่นั้น เช่นถ้าเข้าเธคก็ต้องเป็นนักเที่ยวจริง มีการเปิดตะ สั่งอาหารเครื่องดื่มเหมือนโต๊ะอื่น เขาไปเป็นลูกค้าร้านคาราโอเกะ ไปเดินห้าง ไปหัดเล่นสเก็ตน้ำแข็ง ฯลฯสิ่งเหล่านี้เป็นสถานการณ์ที่เราต้องรู้เพื่อจะได้ข้อมูลไปคุยกับวัยรุ่นได้
3. เราต้องสร้างความสัมพันธ์กับวัยรุ่น เริ่มด้วยการยิ้มให้ ทักทายแล้วบอกว่าเขาน่ารัก หุ่นดีหรือบางครั้งหากเจอคนที่น่าสนใจก็แกล้งทักผิดหรือบอกว่าเหมือนเคยรู้จักกันมาก่อนเพื่อที่จะเป็นสะพานในการพูดคุยกันต่อหรือขอเบอร์โทรศัพท์
4. เราต้องมีการติดต่อกับเขาอยู่สม่ำเสมอ เช่นโทรคุยถามเรื่องความเป็นอยู่ แวะไปเยี่ยมที่บ้าน ที่โรงเรียน ที่หอพัก เพื่อสานความสัมพันธ์ที่ดีและให้คำปรึกษายามที่เขามีปัญหา
5. มีความจริงใจและมีทัศนคติที่เปิดใจไม่ตัดสินเพื่อสร้างความไว้วางใจ และได้มาซึ่งข้อมูลที่เป็นจริง เช่น วัยรุ่นบางคนมีปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์เราก็ต้องสามารถพูดคุยกับเขาได้ไม่แสดงท่าทีรังเกียจหรือดูถูก ต้องใช้ภาษาเดียวกัน เช่น วัยรุ่นชอบคุยกันในเรื่องเพศพูดภาษาที่ค่อนข้างลามก พูดกูพูดมึง ในฐานะคนทำงานก็ต้องฟัง ไม่ดูถูกเขา แต่เราจะร่วมพูดกับเขาหรือไม่ก็ควรพิจารณาดูเองว่าสิ่งไหนควรสิ่งไหนไม่ควร
ชื่นชมด้วยใจจริง กับการเสียสละทำงานเพื่อเด็กและเยาวชน...ขอบคุณแทนประเทศไทยนะคะ
สวัสดีเจ้าค่ะ คุณครู
สู้ต่อไป ทาเคชิ น้องจิเป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ...คิคิ
รักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าค่ะ ---> น้องจิ ^_^
ขอบคุณครับ ขอบคุณแทนคนทำงานทุก ๆ ท่าน และเชื่อว่าแต่ละคนก็มีภาระกิจภาระใจกันในหลายๆ ด้าน เป็นกำลังใจให้ทุกท่านเช่นกันครับ