การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในหลายหน่วยงานของรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม จนนำมาสู่การขับเคลื่อน "สหภาพข้าราชการ" เพื่อเข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าว

            อย่างไรก็ตามยังมีการถกเถียงกันใน วงกว้างว่า ที่สุดแล้วการตั้งสหภาพข้าราชการจะนำมาสู่ทางออกของปัญหาได้จริงหรือไม่ ?

            ล่าสุด ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ เจ้าของเว็บไซต์ www.pub-law.net อาจารย์สอนกฎหมายคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งศึกษารูปแบบสมาคม (associations) ของข้ารัฐการของ ประเทศฝรั่งเศสมาอย่างลุ่มลึก ได้ให้ ข้อเตือนสติก่อนขับเคลื่อนสหภาพข้าราชการไทย ดังนี้

            ในประเทศต่าง ๆ ทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่มีระบอบการเมือง ระบอบการปกครอง หรือระบบเศรษฐกิจแบบใดหรือประเภทใดก็ตาม ภารกิจของประเทศเหล่านั้นส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่การจัดทำ บริการสาธารณะให้กับประชาชนเพื่อสนองความต้องการของประชาชน เพื่อจัดระเบียบของสังคม

            อันจะส่งผลให้ประเทศมีพัฒนาการไปในทางที่ดีต่อไป ไม่ว่าจะเป็นบริการสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัยของสังคม หรือบริการสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับความสะดวกสบายของประชาชน

            รัฐจะใช้ "บุคลากรภาครัฐ" ซึ่งหมายถึงบุคคลที่ทำงานอยู่ในหน่วยงานของรัฐ เป็นผู้จัดทำบริการสาธารณะ ซึ่งบุคลากรภาครัฐในที่นี้ก็หมายความรวมถึงข้ารัฐการ และบุคคลที่ดำรงสถานะอื่นๆ ที่ทำงานให้กับรัฐ เช่น ลูกจ้างของรัฐประเภท ต่างๆ ในการทำงานของบุคลากรภาครัฐทุกประเภทนั้นก็จะต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย กฎ และระเบียบต่างๆ ซึ่งก็ทำให้สถานะของบุคลากร ภาครัฐ มีความแตกต่างจากบุคลากร ภาคเอกชน

            นอกจากนี้ยังมีหลักที่มีขึ้นเพื่อใช้บังคับกับข้ารัฐการ เช่น หลักว่าด้วยความเป็น กลางทางการเมือง ที่ข้ารัฐการจะต้องไม่ "ฝักใฝ่" พรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใดเป็นกรณีพิเศษ หลักบังคับบัญชา ที่ข้ารัฐการจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งหรือแนวทางของผู้บังคับบัญชา เว้นแต่คำสั่งหรือแนวทางดังกล่าวจะไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ  และหลักว่าด้วยการมีส่วนร่วม ที่บรรดาประเทศที่เป็นประชาธิปไตยทั้งหลายเปิดโอกาสให้ข้ารัฐการมีสิทธิ "ทางสังคม" ได้เช่นเดียวกับบุคลากรภาคเอกชน เช่น สิทธิในการรวมตัวกันเป็นสมาคมหรือสหภาพ หรือสิทธิในการนัดหยุดงาน

            การดำเนินงานของข้ารัฐการจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการ กระบวนการทำงาน การเลื่อนลดปลดย้าย เงินเดือน ความก้าวหน้า วินัยและความรับผิดต่างๆ เรียกได้ว่าทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับข้ารัฐการต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติอย่างเคร่งครัด

            การรวมตัวในรูปของสมาคม (associations) เป็นที่ยอมรับกันมาตั้งแต่ ปี ค.ศ.1901 แล้วว่า ข้ารัฐการสามารถรวมตัวกันเป็นสมาคมได้ แม้ศาลปกครองสูงสุดของฝรั่งเศสก็ได้เคยวินิจฉัยไว้ใน ปี ค.ศ.1908 ให้สมาคมของข้ารัฐการมีสิทธิเป็นผู้ฟ้องคดีได้ในกรณีที่มีการฟ้อง เพื่อปกป้องประโยชน์ร่วมกันของสมาชิก สมาคม

            ซึ่งในปัจจุบันก็มีกลุ่มข้ารัฐการหลายกลุ่มที่มีกฎหมายกำหนด ห้ามรวมตัวกันเข้าเป็นสหภาพ ได้ใช้วิธีรวมตัวกันใน รูปของสมาคม เช่น สมาคมผู้ว่าการจังหวัด

           ส่วนการรวมตัวในรูปของสหภาพ (syndicats) นั้น ก่อนปี ค.ศ.1946 ข้ารัฐการในฝรั่งเศสไม่มีสิทธิในการตั้งหรือเข้าร่วมกับสหภาพตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยสหภาพ เนื่องจากว่าไม่ว่าจะเป็นสถานะหรือการดำเนินงานของข้ารัฐการล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่มีกฎหมายบัญญัติและอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ทั้งสิ้น จึงไม่มีความจำเป็นและไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ

            นอกจากนี้แล้วเมื่อกล่าวถึงการมี "สหภาพ" ก็เป็นที่เข้าใจกันอยู่ทั่วไปว่า หมายความรวมถึง "การนัดหยุดงาน" ซึ่งเป็น "เครื่องมือ" ที่สหภาพนำมาใช้ในการเจรจาต่อรองปัญหากับเจ้าของกิจการหรือนายจ้าง ซึ่งการนัดหยุดงานเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำหรับการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐ เพราะขัดต่อ "หลักว่าด้วยความต่อเนื่อง" ของการจัดทำบริการสาธารณะ ด้วยเหตุนี้เองที่ในฝรั่งเศส ในช่วงก่อน ปี ค.ศ.1946 จึงไม่ได้ให้สิทธิแก่ข้ารัฐการ ที่จะตั้งหรือเข้าร่วมกับ สหภาพได้

            ปัญหาอีกประการหนึ่งของการไม่ให้ข้ารัฐการตั้งหรือเข้าร่วมสหภาพอยู่ที่ปัญหาทางการเมืองด้วย เพราะสหภาพในอดีตนั้นสะท้อนให้เห็นภาพของการปฏิวัติ การเปลี่ยนระบบ การแข็งข้อ การแบ่งชนชั้น การต่อต้านทุนนิยม ซึ่งภาพต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ผู้นำประเทศในสมัยก่อน ไม่เห็นด้วยที่จะให้ข้ารัฐการตั้งหรือเข้าร่วมกับสหภาพได้ เพราะเกรงจะเกิดผลกระทบต่อการดำเนินกิจกรรมของรัฐ

            นี่คือประเด็นสำคัญที่ผู้มีความคิดในการจัดตั้งสหภาพข้าราชการ อาจต้องขบคิดอย่างหนัก...

ประชาชาติธุรกิจ  20  มี.ค.  51