คนไทยโดยรวมนั้น ดีอยู่อย่างหนึ่งคือไม่ค่อยเบี้ยวหนี้ หากแต่ว่าการเป็นหนี้ ทำให้จมอยู่ในความทุกข์ สติ-จิตใจไม่แจ่มใส [อิณสูตร]

ผมมีอดีตคนขับรถอยู่คนหนึ่ง งานการดีมาก ขยันขันแข็ง คล่องแคล่ว รู้จักถนนหนทาง บอกอยากจะบวช อยากจะแต่งงาน ผมก็เป็นเจ้าภาพให้ แต่เขามีหนี้พนัน(ฟุตบอล) ในที่สุดเมื่อหาทางออกไม่ได้ ก็ยักยอกครับ หน้าที่การงานจึงจบลงตรงนั้นในทันที

หนี้สินคือการยืมเอาสิ่งที่คิดว่าจะมีในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน ในการนี้ก็จ่ายดอกเบี้ยให้เจ้าหนี้ตามแต่จะตกลงกัน

ในมุมของการเงิน มักคิดกันว่าไม่มีเงินกู้ก็เหมือนไม่มีเครดิต แต่การกู้ซึ่งต้องเสียดอกเบี้ย คือการแบ่งส่วนที่เราหามาได้ด้วยความยากลำบาก ไปให้กับเจ้าหนี้ เพียงแต่เจ้าหนี้ยกย่องว่าเราเป็นลูกหนี้ (ทาส) ชั้นดี

ในการจัดการองค์กรนั้น กระแสเงินสด จะเป็นตัวที่บอกได้ดีกว่ากำไรขาดทุน ว่ากิจการจะยังคงอยู่ได้หรือไม่ ในส่วนขององค์กรธุรกิจนั้น มีมืออาชีพปฏิบัติงานอยู่ด้วยกฏหมาย มาตรฐานวิชาชีพ และกฏระเบียบในการควบคุมอยู่แล้ว ยังไม่น่าห่วงเท่าไหร่

เรื่องที่น่าเป็นกังวลคือหนี้สินของพนักงาน ซึ่งมักไม่ค่อยเปิดเผย และไม่สามารถดูโดยรวมได้เนื่องจากเป็นเรื่องส่วนบุคคล

อย่างในบริษัทที่ผมทำงานอยู่ ได้ทราบว่ามีแชร์วงเล็กที่เล่นกันเองอยู่เหมือนกัน มี "ปัญหา" คือไม่ค่อยมีคนยอมเปีย อันนี้หากดูโดยรวม ก็จะเห็นว่าโดยพนักงานไม่น่าจะเดือดร้อนเรื่องเงินมากนัก แต่เพราะว่ามีวงแชร์อยู่จริง แปลว่ามีความจำเป็นในบางขณะสำหรับบางคนเช่นกัน

เรื่องนี้พูดยากครับ คนเราถ้าไม่อับจนหนทาง ก็คงไม่ยอมเป็นหนี้ แต่ว่าการก่อหนี้นั้น ส่วนใหญ่เป็นปัญหาทัศนคติที่ต้องการได้มาในขณะที่ตนยังไม่พร้อม; บางเรื่องดูว่าเป็นเรื่องจำเป็นเช่นบ้านอยู่อาศัย ค่าเทอมลูก ฯลฯ ในความจำเป็นนั้น ก็ยังแยกแยะได้เป็นความจำเป็นกับความอยากได้อีกเช่นกัน

เรื่องนี้ มีคำแนะนำให้พิจารณาครับ

ถ้าไม่เป็นหนี้ได้ ก็อย่าเป็น

เมื่อเป็นหนี้ก็ต้องเสียดอกเบี้ย แม้จะเหมือนเป็นการเอาความมั่งคั่งในอนาคตมาใช้ในตอนนี้ แต่สิ่งที่เราหาได้ส่วนหนึ่ง ก็ต้องเอาไปใช้หนี้ (เงินต้นบวกดอกเบี้ย) ซึ่งดอกเบี้ยที่จ่ายไม่ได้เป็นส่วนที่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ถ้าไม่จ่ายดอกเบี้ยได้ (โดยการไม่เป็นหนี้) ก็ไม่ต้องเสียส่วนนี้ไปเปล่าๆ

เมื่อปี 2547 บริษัทผมเชิญ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนามาบรรยายปาฐกถาพิเศษเรื่องไอทีกับเศรษฐกิจพอเพียง ท่านก็ยังกล่าวชมปรัชญาการบริหารของบริษัท ที่ไม่ทำอะไรเกินตัว และไม่มีหนี้สินตลอดมา

ช่วยพนักงานออกจากภาวะหนี้

ถึงการช่วยเหลือจากภายนอก จะเป็นการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ในเวลาที่คนเดือดร้อนแสนสาหัส จะนั่งดูเฉยๆ ก็ใช่ที่ อย่างไรก็ตาม ก็น่าจะคุยกันด้วยว่าการแก้ไขจากภายนอกนั้น เป็นเพียงการบรรเทาที่ทำได้ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น หากจะแก้ปัญหาถาวร ตัวลูกหนี้เองนั่้นแหละที่จะต้องแก้ไขตัวเอง

การที่คนเราไม่กล้าเปลี่ยนแปลงเป็นเพราะความศรัทธาในตัวเองหายไป เกรงว่าจะไม่ได้รับการนับหน้าถือตา ใช้จ่ายเกินกำลังตน พยายามจะมีในสิ่งที่ไม่พร้อมจะมี

ลิงก์ภาษาอังกฤษข้างบน แนะนำไว้ 6 อย่างครับ [ไม่แนะให้ทำตามทั้งหมด แต่ขอให้ลองไตร่ตรองดู]

  1. ลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบ้านอยู่อาศัย ในสหรัฐนั้น การเช่าต่อค่อนข้างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นผู้เขียนใช้เงินสะสมไปดาวน์บ้านไว้สองหลัง อยู่เองหนึ่งหลัง และให้เช่าอีกหนึ่งหลัง เงินค่าเช่าเอามาชำระค่าผ่อนบ้านทั้งสองหลังได้เกือบหมด ทำให้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยลดลงมาก
  2. เมื่อได้เงินมา จ่ายตัวเองก่อน หมายความว่ากันเงินเดือนที่รับมา 10% ไว้เป็นเงินเก็บก่อนเสมอ นำเงินส่วนนี้ไปฝาก (ลงทุนด้วยความเสี่ยงต่ำ) ที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าดอกเบี้ยออมทรัพย์; เมื่อเงินก้อนนี้โตขึ้นเรื่อยๆ ก็แยกเป็นสามกอง: (1) กองเงินฉุกเฉิน เช่นการเจ็บป่วย (2) กองสำหรับชำระหนี้ (3) กองสำหรับการเกษียณอายุ หากยังมีเงินเหลือ หลังจากหักค่าใช้จ่ายประจำวัน ก็นำไปลงทุนหรือจ่ายคืนหนี้ 
  3. มีชีวิตอยู่ในมาตรฐานต่ำกว่าที่คิดว่าควรจะเป็น เขาใช้ปรัชญาจากหนังสือ The Wealthy Barber ซึ่งแยกสิ่งที่ต้องการออกจากสิ่งที่จำเป็นต้องมี เมื่อจะซื้ออะไรก็ตาม ถามตัวเองง่ายๆ ว่าของนี้ เราต้องการหรือว่าอยากได้โดยไม่มีความจำเป็นกันแน่ ซึ่งเขาพยายามจำกัดการซื้ออยู่เฉพาะสิ่งที่จำเป็น ซึ่งเมื่อตัดค่าใช้ที่ไม่จำเป็นออกไปแล้ว เหลือเงินมากกว่าเก่า 15-20%
  4. รายได้พิเศษต่างๆ จัดสรรตามข้อ 2. หมด ไม่ว่าจะเป็นโบนัส ค่าล่วงเวลา รายได้พิเศษ ฯลฯ เมื่อได้รายได้เหล่านี้มาเป็นลาภ ก็ทำให้มันเป็นลาภจริงๆ คือทำตามข้อ 2 เรื่องนี้เป็นวินัยทางการเงินครับ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่ออวดใคร ใครจะชื่นชมเราหรือไม่ ก็ไม่ได้ทำให้ตัวเราเปลี่ยนแปลงไป แต่ถ้าเราได้เงินมาแล้วใช้จ่ายแบบไม่คิด ตัวเราและครอบครัวนั่นแหละที่จะทุกข์ยาก แล้วคนอื่นก็ไม่ได้เดือดร้อนไปด้วย
  5. เร่งจ่ายคืนหนี้  ดอกเบี้ยเดินอยู่ตลอดเวลา และเดินอยู่บนเงินต้น ดังนั้นเมื่อมีกำลังจ่ายคืนต้องรีับจ่าย เพื่อลดเงินต้นเพื่อที่จะลดดอกเบี้ย ดอกเบี้ยเงินกู้คือพยาธิที่ดูดของเราออกไปตลอดเวลาครับ ต้องรีบกำจัด; ผมเคยถามอดีตคนขับรถว่าจ่ายหนี้บัตรเครดิตอย่างไร เขาบอกว่าจ่ายเท่าที่เค้าแจ้งให้จ่าย จึงบอกไปว่านั้นผิดนะ เค้าก็เถียงว่าตัวเขาเป็นลูกหนี้ชั้นดี แต่ผมแย้งไปว่าเป็นทาสชั้นดีที่ทำงานเหนื่อยยากแทบตายแต่ไปทำให้เจ้าหนี้รวยต่างหาก
  6. ไม่มีการรวยติดจรวด เงินเก็บและการลงทุนต่างๆ พยายามมองเป็นการลงทุนระยะยาว ใช้วิธีเก็บเล็กผสมน้อย ผลตอบแทนการลงทุนมองเป็นเปอร์เซ็นต์ครับ ดังนั้นจึงไม่ต้องอ้างว่ามีเงินนิดเดียวเลยไม่หาช่องทางการลงทุึน เช่นแทนที่จะฝากธนาคารเอาดอกเบี้ยออมทรัพย์ (ให้ดอกเบี้ยน้อยกว่า 1%) ก็สามารถไปซื้อกองทุนตราสารหนี้ซึ่งอาจะได้ดอกเบี้ยถึง 4% หรือมากกว่า; แต่ว่าถ้ามีหนี้ธนาคารดอกเบี้ยเงินกู้ MLR 7% หนี้บัตรเครดิต 18% หนี้นอกระบบสูงกว่านี้มาก -- ดังนั้นถ้ามีหนี้ เร่งจ่ายคืนให้เร็วที่สุดครับ

 นอกจากนี้ ยังมีอีกนิดหน่อยครับ

  • อย่าเป็นหนี้นอกระบบ ซึ่งดอกเบี้ยจะสูงมาก และมักจะเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล ครอบครัวจะลำบาก
  • บัตรเครดิตใช้อำนวยความสะดวก แต่ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงมาก ดังนั้นหากมีเงินไม่พอจนต้องผ่อน ก็แปลว่ากำลังจะใช้เกินกำลังแล้ว
  • วินัยทางการเงิน เป็นเรื่องจำเป็นมาก การเก็บออมก็จำเป็นเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อที่เราจะมีชีวิตที่ดีพออยู่ได้ไม่ลำบากในวันที่เรี่ยวแรงถดถอย ทำงานหนักเหมือนวัยหนุ่มสาวไม่ได้อีก

มีเรื่องที่องค์กร จะช่วยเหลือพนักงานให้ออกจากภาวะหนี้สินได้บางเรื่อง เช่นสหกรณ์ หรือสวัสดิการเงินกู้ หลักการคือเมืองไทยมีช่องว่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้อยู่สูง ดังนั้นหากจัดให้ผู้ฝากเงินได้รับดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในขณะที่ผู้กู้เสียดอกเบี้ยในอัตราที่ถูกลง ก็จะเป็นประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ใช้เงินเดือน/เงินสะสมค้ำประกันได้ ผมไม่คิดว่าการมีผู้ค้ำประกันจะเป็นทางออกที่ดี