วันจันทร์ที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ เอกและแอมเดินเข้าไปในสวนยางของอา อาเรียนจบปริญญาตรีกฎหมาย แต่ผันชีวิตไปทำสวนยางพาราอันเป็นอาชีพเดิมที่ผู้เป็นแม่ได้ทำและส่งเสียให้เรียนหนังสือ จากเรื่องนี้ทำให้คิดว่า "สิ่งที่ร่ำเรียนมาในระบบการศึกษาอาจไม่ใช่สิ่งที่จะนำไปประกอบเป็นอาชีพหลัก" เอกและแอม ต่างเดินคุยกันไปบนทางเดินระหว่างต้นยาง "ขอถ่ายรูปไว้หน่อย ที่รองรับน้ำยางเหมือนกับกะลามะพร้าวเลย อ๋อ สีขาวนี่เองที่เป็นน้ำยาง" เอกพูดพร้อมกับเก็บภาพนั้นไว้

http://gotoknow.org/file/nmintra/DSC00381.JPG

            ภายใต้ต้นยางแต่ละต้น มีร่วมเงาและสายลมอ่อนๆพัดโชยสัมผัสแขนและใบหน้าให้รู้สึกถึงธรรมชาติของบ้านนอก "ไปดูต้นชมพู่ที่พ่อปลูกไว้ไหม ต้นนั้นลูกดกมาก อยู่ข้างคอกหมูเก่า" แอมกล่าวเชิญชวนพร้อมกับเดินนำหน้าไปหาต้นชมพู่ แต่เมื่อไปถึงแล้วก็หาต้นชมพู่ไม่เจอ ที่พบมีแต่ต้นยางพาราเต็มพื้นที่ "เห็นทีว่าไม่ได้มาซะนาน จึงลืมแล้วว่าต้นชมพู่อยู่ที่ไหน" เอกพึมพำในลำคอ เอกและแอมเดินเล่นอยู่ในสวนยางพักใหญ่จึงขับรถกลับบ้าน

                ยางพาราเหล่านี้หรือไม่ ที่เป็นต้นทุนส่งให้ลูกหลานจากแดนใต้ไปเรียนหนังสือที่เมืองกรุง ยางพาราผนวกกับเหงื่อของผู้เป็นมารดา-บิดา ที่ต้องลุกขึ้นตั้งแต่เช้าไปเก็บน้ำยาง ทำยางแผ่น ส่งยางไปขายแลกเป็นเงินส่งเป็นค่ากิน ค่าอยู่ ค่าเล่าเรียน เงินทุกบาททุกสตางค์ที่แม่เก็บไว้ในพกน่าจะมาจากต้นยางที่ถูกกรีดเป็นแผลจนน้ำยางไหลออกมาทีละหยดๆ ผสมกับน้ำเหงื่อของผู้เป็นบิดา-มารดา กลายเป็นอาหารสู่ท้องของอีกหลายชีวิต

                แต่ละหยดย้อยหยาดผสมหยด

                เหงื่อแม่ชุ่มน้ำยางสดประสานหยาด

                จากเศษเหรียญผสมเหรียญเป็นหนึ่งบาท

                จากหนึ่งบาทเป็นร้อยบาทและพันใบ

                ส่งหยาดเหงื่อน้ำยางย้อยให้ลูกยล

                แลกเป็นขนมอาหารปนรอยยิ้มใส

                ลูกเติบโตมีความรู้เมืองกรุงไกล

                แม่คนนั้นปวดเอวไหล่เก็บขี้ยาง