พรบ.ขายตรงและตลาดแบบตรงให้การคุ้มครองเราเพียงใด

 

        ในการค้นคว้าเพื่อให้ได้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545ทำการเปรียบเทียบกฎหมายเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคของต่างประเทศให้เห็นความต่างในบทบัญญัติของกฏหมายและแนวทางการปฏิบัติ  ศิริทิพย์ แสงทอง (2549) ได้ทำการศึกษาการคุ้มครองผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545โดยเปรียบเทียบในประเด็นของสัญญา  สิทธิในการบอกเลิกสัญญาและผลภายหลังการบอกเลิกสัญญา และทำการศึกษาเชิงกฏหมายเปรียบเทียบกับกฏหมายของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน กฏหมายประเทศญี่ปุ่น และกฏหมายประเทศมาเลเซีย ซึ่งผลการศึกษาพบปัญหาการคุ้มครองผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ใน 3 ประเด็นใหญ่ คือ

        1.ปัญหาในเรื่องคำนิยาม

        พระราชบัญัติฉบับนี้ไม่ได้มีการให้คำนิยามคำว่า "ผู้ประกอบธุรกิจขายตรง" อันเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ในทางกฏหมายตามพระราชบัญญัติ

        2.ปัญหาในเรื่องการตีความ

        กฏหมายไม่ได้มีการบัญญัติกำหนดหน้าที่ของผู้จำหน่ายอิสระ ตัวแทนขายตรง หรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงให้มีความชัดเจนในทางปฏิบัติในกรณีการจัดทำและส่งมอบเอกสารสัญญาซื้อขาย ทำให้ผู้บริโภคอาจไม่ได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มที่ ตลอดจนไม่มีการกำหนดหน้าที่ผู้ขายในการแจ้งสิทธิการบอกเลิกสัญญาแก่ผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับทราบสิทธิดังกล่าวเพียงพอ

        3.ปัญหาในเรื่องการขาดบทบัญญัติของกฏหมายบางประการ

        การที่ยังไม่ได้มีการกำหนดประเภท ราคา หรือชนิดของสินค้าหรือบริการ ที่ผู้บริโภคไม่สามารถใช้สิทธิในการบอกเลิกสัญญาได้ อาจทำให้เกิดปัญหาแก่ผู้บริโภคในการปฏิบัติในการคืนสินค้าหรือบริการที่ไม่มีความชัดเจน ซึ่งผู้บริโภคอาจถูกโต้แย้งการใช้สิทธิ

        ทิพยรัตน์ มุขยวงศา (2547) ได้ศึกษาในประเด็นการบังคับใช้พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรงโดยศึกษาเฉพาะกรณีตลาดแบบตรง การศึกษาทำการเปรียบเทียบหลักกฏหมายของสหภาพยุโรป กฏหมายของประเทศอังกฤษและกฏหมายของประเทศออสเตรเลีย โดยศึกษาเฉพาะตลาดแบบตรงและสรุปเปรียบเทียบกับกฏหมายของไทย พบว่าพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545ของไทยมีปัญหาในทางปฏิบัติดังนี้

        1.ประเด็นเรื่องเอกสารการซื้อขายและคำรับประกัน ที่กฏหมายกำหนดระบุเกี่ยวกับเรื่องของภาษาที่ใช้ไว้อย่างชัดเจนว่าต้องเป็น "ภาษาไทย" เท่านั้นจะเป็นภาษาอื่นไม่ได้

        2.ประเด็นเรื่องการไม่มีข้อยกเว้นเกี่ยวกับการจดทะเบียนผู้ประกอบธุรกิจ

        3.ประเด็นเรื่องการไม่มีข้อกำหนดยกเว้นเกี่ยวกับการใช้สิทธิคืนสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับสินค้าที่ไม่สามารถคืนให้แก่กันได้ เช่นกรณีการซื้อขายซอฟแวร์หรือ ring-toneลงมือถือ

        4.ประเด็นเรื่องการไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามส่งสินค้า หรือบริการที่ผู้บริโภคไม่พึงประสงค์ ทำให้ผู้บริโภคถูกรบกวนสิทธิความเป็นส่วนตัวที่จะได้อยู่อย่างสงบ