การเล่นแชร์คือการพึ่งพาช่วยเหลือกันด้านการเงินของชุมชนคนรู้จักกันที่มีมาเนิ่นนานแล้ว

ระบบสวัสดิการที่ร่วมกันจัดโดยคนที่ร่วมอยู่ในชุมชนเดียวกันเรียกว่า ระบบสวัสดิการชุมชน ซึ่งความสนใจของผมพุ่งไปที่องค์กรการเงินชุมชน ในฐานะกลุ่มที่มีการพึ่งพากันด้านการเงินที่น่าจะพัฒนาการมาจากกลุ่มแชร์ ซึ่งผมคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก เพราะแม่ก็ร่วมอยู่วงแชร์ของคนในละแวกบ้านด้วย

การเล่นแชร์คือการพึ่งพาช่วยเหลือกันด้านการเงินของชุมชนคนรู้จักกันที่มีมาเนิ่นนานแล้ว โดยมีหัวหน้าหรือเถ้าแชร์เป็นคนเก็บเงินในรอบสัปดาห์หรือรอบเดือนแล้วแต่จะตกลงกันว่าจะเล่นกันเดือนละเท่าไร  เมื่อครบเดือนจะมีการเปียแชร์ โดยการเขียนจำนวนเงินค่าบำรุงที่แต่ละคนเสนอว่าจะให้เพื่อขอรับเงินกองกลางเอาไปใช้ก่อน ซึ่งหัวหน้าหรือเถ้าแชร์จะเป็นคนรวบรวมและจัดเก็บตามบ้าน โดยเถ้าแชร์ได้ประโยชน์จากการทำหน้าที่นี้ด้วยการรับเงินกองกลางไปใช้เป็นคนแรกโดยไม่ต้องเสียค่าบำรุง

ถ้าในวงแชร์มี20คน สมมุติว่าเสียคนละ100บาทต่อเดือน เถ้าแชร์จะได้รับเงินก้อนแรกจำนวน 2,000 บาท เดือนถัดมาถ้ามีคนเปียแชร์สูงสุด20บาท คนๆนั้นก็จะได้รับเงิน2,000บาท จากผู้เล่น20คนๆละ100บาท(รวมเถ้าแชร์ด้วย) โดยที่คนที่เปียได้คนแรกจะต้องเสียค่าแชร์120บาททุกเดือน ถ้าคนถัดมาเปียสูงสุด15บาท เขาจะได้รับเงิน2,020บาท และจะต้องเสียค่าแชร์เดือนละ115บาททุกเดือนจนครบรอบคนสุดท้าย ซึ่งจะได้รับเงินก้อนโตที่สุด การเล่นแชร์ได้ช่วยผ่องถ่ายความจำเป็นในการใช้เงินซึ่งไม่ตรงกันให้กับคนในชุมชน โดยความสำคัญของความต้องการใช้เงินพิจารณาจากการเสนอเงินค่าบำรุงของแต่ละคน  ต่อมาเมื่อระบบตลาดใช้กลยุทธ์ขายผ่อนซึ่งเป็นหลักการที่คล้ายคลึงกันคือ เมื่อเรามีเงินไม่พอแทนที่จะเล่นแชร์เพื่อเอาเงินกองกลางไปซื้อของใช้ที่ต้องการ ระบบทุนก็เสนอให้มีการซื้อแบบผ่อนส่งโดยเสียดอกเบี้ยหรือค่าบำรุงให้กับผู้ขายแทน

การช่วยตัวเองด้วยการเก็บออมเงินให้เพียงพอกับความต้องการ ช่วยเหลือพึ่งพากันด้วยการเล่นแชร์หรือจัดตั้งกลุ่มการเงินชุมชน รวมทั้งพึ่งพาตลาดจึงเป็นเรื่องเดียวกันภายใต้ตลาดทุนที่มีดอกเบี้ยเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญ เนื่องจากตลาดทุนจะคิดค้นวิธีการทุกรูปแบบที่มีฐานอยู่บนการงอกเงยของดอกเบี้ยซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดราคาขายในท้องตลาดไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

วันเวลาที่เคลื่อนไปในกาลอวกาศของเราจึงมีค่านิจอมตะคือดอกเบี้ยพ่วงไปด้วย แน่นอนว่าค่านิจนี้ไม่เท่ากันในแต่ละคนตามหลักสัมพัทธภาพ ใครที่มีวิถีชีวิตรวดเร็วกว่าคนอื่นๆก็ย่อมมีค่านิจมากกว่า (คนอย่างปู่เย็นน่าจะมีค่านิจน้อยกว่าคนจำนวนมาก) ผมเป็นคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับค่านิจตัวนี้ทั้งฝ่ายรับและที่ต้องจ่าย แต่ก็ไม่มากมายถึงกับต้องใช้ความรู้ในการบริหารจัดการมันโดยตรง