• เรื่องเล่าคือ “สำเภาบรรทุกความรู้บูรณาการ”  หรือ “นาวาความรู้ปฏิบัติ”  
• ความรู้ปฏิบัติไม่ใช่ความรู้แยกส่วนอย่างที่เราคุ้นเคย    แต่เป็นความรู้ที่ผสมปนเปกันแบบต้มยำ หรือขนมเปียกปูน    การนำเสนอความรู้แบบแยกสรุปเป็นข้อๆ จึงไม่ได้ความรู้เพื่อการปฏิบัติ หรือเพื่อการประยุกต์ใช้
• เรื่องเล่า หรือการเล่าเรื่อง จึงเป็น “สิ่งประดิษฐ์” ที่มนุษย์คิดขึ้น    สำหรับสื่อสารความรู้ปฏิบัติ  
• ในยุคไอที เราสามารถเล่าเรื่องได้อย่างมีสีสัน และใช้เวลาสั้น โดยใช้รูปภาพ  ไดอะแกรม  PowerPoint  ฯลฯ ประกอบ    “รูปภาพหนึ่งภาพสื่อแทนคำพูดได้พันคำ” 
• ใน KM เรื่องเล่าต้องเป็นเรื่องจริง    ไม่ใช่นิทาน   ไม่ใช่เรื่องที่ผูกขึ้นเพื่อโอ้อวด   ไม่มีการ “ตีไข่ใส่สี” จนเกินจริง
• คนที่เล่าเรื่องแบบถ่อมตัว / จริงใจ    ไม่ใช้โวหารเกินงาม    ไม่นำเสนอแบบจูงใจ    จะได้ผลมากกว่า    สร้างพลังการ ลปรร. ได้มากกว่า
• การเล่าผลที่เกิดขึ้น และวิธีปฏิบัติ/เหตุการณ์ที่นำไปสู่ผลนั้น  เป็นหัวใจของเรื่องเล่า     ไม่ใช่การตีความเหตุการณ์และผลที่เกิด     การตีความไม่ใช่หน้าที่ของผู้เล่าเรื่อง    ควรเป็นหน้าที่ของผู้ร่วมฟัง ที่จะผลัดกันตีความ เพื่อให้ได้มุมมองที่หลากหลาย 

• เรื่องเล่าที่ดีต้องมีรายละเอียด    ไม่ข้ามขั้นตอน    ต้องบอกความรู้สึกของผู้เล่า  ถ้อยคำ/ท่าทาง ของตัวละคร  บรรยากาศของเหตุการณ์ อย่างละเอียด    ในเรื่องราวเหล่านั้นมีความรู้ปฏิบัติสู่ความสำเร็จ
• เทคนิคการเล่าเรื่องที่ดีวิธีหนึ่ง คือ “เล่าแบบย้อนศร”    เล่าความสำเร็จแล้วจึงบอกว่าความสำเร็จนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร    เป็นการเล่าเรื่องแบบ KM    มีข้อดีคือทำให้ใช้เวลาน้อย
• เทคนิคการเล่าเรื่องอีกวิธีหนึ่งคือเล่าแบบเรื่องสั้นที่มีการหักมุมตอนจบ   เล่าจากต้นไปหาปลาย    มีข้อดีคือเร้าใจ   กระตุ้นความอยากรู้    แต่อาจใช้เวลามาก
• ในเรื่องเล่ามี “ข้อมูลดิบ”    เมื่อผ่านการตีความ ก็จะได้ความรู้ปฏิบัติ 
• เรื่องเล่าไม่ใช่แค่ให้ความรู้    แต่ยังให้ความสนุกสนาน มีชีวิตชีวา     ให้ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคน    ให้ความเคารพเห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน    ให้ความภาคภูมิใจ    ให้ความเชื่อมั่นในตนเอง/ในกลุ่มหรือทีมงาน
• พลังของเรื่องเล่าไม่ได้อยู่เฉพาะด้านผู้เล่าเพียงฝ่ายเดียว    แต่อยู่ที่ฝ่ายผู้ฟังที่ฟังอย่างตั้งใจ/อย่างลึก/อย่างชื่นชม    พลังอยู่ที่ฝ่ายเล่าครึ่งหนึ่ง  อยู่ที่ฝ่ายฟังครึ่งหนึ่ง
• ฝ่ายฟังที่ดี จะส่งกระแสคลื่นไปกระตุ้นผู้เล่า ให้เล่าออกมาได้ลึก ได้ใสกระจ่าง  ได้อารมณ์ มากกว่าที่จะทำได้ด้วยตนเอง  

         กระแสคลื่นนั้นส่งและรับทางจักษุประสาท (แววตา สีหน้า ท่าทาง),  ทางโสตประสาท (เสียงแห่งความเงียบ  เสียงหัวเราะ  คำถามที่ถามอย่างชื่นชม – appreciative inquiry),  และทางวิญญาณประสาท (อารมณ์)  
• ควรบันทึกเรื่องเล่าไว้ในหลากหลายรูปแบบ   เช่นวิดีโอ   บันทึกเสียง และภาพนิ่ง    บันทึกเรื่องราวเป็นตัวอักษร    บันทึก “ขุมความรู้” จากเรื่องเล่า     ต้องไม่ลืมบันทึกชื่อและสถานที่ติดต่อผู้เล่า    ที่จริงเรื่องเล่านั้นเป็นผลผลิตของทั้งผู้เล่าและผู้ฟัง


 
วิจารณ์ พานิช
๑๙ กพ. ๔๙