ประวัติวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีศึกษา

ในตอนปลายศตวรรษที่ 17 นักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญา เช่นไอแซค นิวตัน  จอห์น ล็อค เรอเน เดการ์ต พากันท้าทายคำสอนที่กล่าวว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลก และโลกเปี่ยมไปด้วยความดีงามในตัวของมันเอง  ซึ่งนักคิดรุ่นใหม่สมัยนั้นชื่นชอบคำอธิบายเกี่ยวกับการดำรงค์อยู่ของสรรพสิ่งในแบบที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้  มุ่งหาคำอธิบายความเป็นไปได้ของโลก จากคณิตศาสตร์ เหตุผลและตรรกะมากกว่าจะเชื่ออย่างเลื่อนลอย

เจมวัตต์ จดสิทธิบัตรเครื่องจักรไอน้ำ  ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการปฏิวัติของอเมริกา ยุคที่มีการใช้ถ่านหินและจิตวิญญาณแห่งการท้าทาย แสวงหาก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม  ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงความเป็นไปของโลก ร่วม200กว่าปีกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่อีกครั้ง (จากการใช้แรงงานคนและสัตว์ไปเป็นเครื่องจักร และใช้พลังงานฟอสซิล)

ถัดจากยุคอุตสาหกรรม การใช้แรงงานน้อยลงมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆที่ละเอียดอ่อนมีความฉลาดมากขึ้น ซับซ้อนมากขึ้นแทนแรงงานมนุษย์ในทุกงานอาชีพ  การใช้ทรัพยากรบุคคลมีขนาดเล็กลงแต่มีความรู้มากขึ้น และแรงงานลดน้อยลงจนอาจไม่เป็นที่ต้องการในที่สุด

คำสำคัญ (Tags): #สิทธิบัตร #อุตสาหกรรม 

ความเห็น

ขอบคุณนะค่ะ

ที่หั้ยควารู้

ขอบคุณจากจัยเลยคร้า

  ประวัติศาสตร์มีความแตกต่างจากวิทยาศาสตร์ คือ ทางวิทยาศาสตร์มีหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์สืบค้นทางวิทยาศาสตร์ที่แตกต่างไปจากการสืบค้นทางประวัติสาสตร์    การสืบค้นทางประวัติศาสตร์ จะมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น ศิลาจาลึก หรือข้อมูลต่างๆ เป็นต้น

วิทยาศาสตร์เป็นวิชาเกี่ยวกับการทดลอง และ การวิจัยเป็นส่วนมาก ส่วนทางประวัติศาสตร์จะเป็นการสืบค้นข้อมูลมากกว่า และการสืบค้นข้อมุลทางประวัติศาสตร์ก็เป็นการสืบค้นอย่างหนึ่งที่เหมือนกันกับวิทยาศาสตร์เช่นกัน

ในการสืบค้นข้อมูลทางประวัตศาสตร์ จะเป็นการสืบค้นที่มีหลักบานแน่ชัด เช่น หลักฐานเก่าแก่ที่ได้จากแผ่นศิลาจาลึก เป็นต้น

ส่วนการสืบค้นทางวิทยาศาสตร์ จะเป็นการสืบค้นทาง การพิสูตรหลักฐาน ตีความหลักฐาน การสรุปผลข้อมูลต่างๆ เป็นต้น

วิธีกรสืบค้นทางประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มีความแตกต่างกันหลายด้าน เช่น วิทยาศาสตร์ มีการกำหนดปัญหา ตั้งสมมุติฐาน รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล สรุปผล

แต่ประวัติศาสตร์ มีการกำหนดเป้าหมาย รวบรวมข้อมูล ประเมินคุณค่าหลักฐาน ตีความหลักฐาน สังเกตุและวิเคราะห์ข้อมูล เป็นต้น

ประวัติสาสตร์ และ วิทยาสสศาสตร์ แตกต่างกันหลายด้าน ทั้งด้านวิธีการ หลักฐานข้อมูลในการสืบค้น การวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆตามหลักฐาน เป็นต้น ถ้าผิดพลาดยังไงก็ขออภัยไว้ด้วยนะครับ ^0^

โดยทั่วไปวิทยาศาสตร์จะมีความแตกต่างจากประวัติศาสตร์อยู่แล้ว จึงไม่ควรบรรยาย

ระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์

1) การกำหนดปัญหา หรือการเลือกหัวข้อศึกษา

2) การกำหนดสมมุติฐาน

3) การเก็บรวบรวมข้อมูล

4) การวิเคราะห์ ประเมินค่า และการวิเคราะห์

5) การตีความหลักฐาน

6) การสังเคราะห์

วิธีการทางประวัติศาสตร์

1 ขั้นระบุปัญหา (Recognition of a problem) หมายถึง การสังเกตุสิ่งต่างๆ

แล้วนำมาคิดต่อจนเกิดเป็นปัญหาขึ้น

2 ขั้นตั้งสมมติฐาน (Making a Hypothesis) หมายถึง การคาดคะเน

คำตอบที่อาจเป็นไปได้ของปัญหาที่ตั้งขึ้นโดยใช้ความรู้และประสบการเดิม รวมทั้งข้อมูลที่สังเกตได้เป็นแนวทาง

3 ขั้นทดลอง (Doing theExperiment) หมายถึง การพยายามพิสูจน์ว่า สมมติฐานที่ตั้งขึ้นนั้นเป็นจริงหรืไม่ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการค้นคว้าหาความ รู้และรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สด

4 ขั้นสรุปผล (Making a Conclusion) หมายถึง การนำเอาข้อมูลที่ได้

ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ได้จากการทดลอง ค้นคว้าหรือรวบรวมที่เกิดจากการ ทำซ้ำจนแน่ใจแล้วมาพิจารณาเพื่อสรุปหาคำตอบของปัญหาที่มีอยู่

เป็นต้น

บทความในวันเดียวกัน

มีต่อ