In Gourmet & Cuisine, September 2007

     เรื่องนี้หยิบยกมาเขียนเพราะดูรายการคดีเด็ดทางทีวีค่ะ 

     รายการนี้นำประสบการณ์ในชีวิตจริงของบุคคลต่างๆ มาเสนอ โดยสร้างเป็นละครสั้นๆ...

     ปรากฏว่าตอนหนึ่งเป็นเรื่องของคนที่นำแตงโมทั้งลูกมาใส่บาตร และอีกตอนเป็นคนที่ตักบาตรด้วยข้าวต้มร้อนๆ !?!

     ลองนึกภาพเอาเองนะคะว่าจะทุกลักทุเลขนาดไหนทั้งพระทั้งฆราวาส นี่คือ การทำบุญโดยสร้างทุกข์ให้แก่พระภิกษุที่รับบิณบาตอย่างมาก เพราะอาหารชนิดแรกมีน้ำหนักมากและขนาดใหญ่จนคับบาตร ส่วนอีกชนิดก็ทำร้ายร่างกายพระภิกษุโดยตรง เนื่องจากต้องอุ้มบาตรร้อนๆ ก็บาตรพระทำจากโลหะและไม่มีฉนวนกันความร้อนแต่อย่างใดเลยนี่คะ

     การตักบาตรเป็นประเพณีที่ชาวพุทธปฏิบัติต่อเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ถือว่าเป็นการสร้างกุศลให้ตนเอง และแผ่ส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับไปแล้ว ยุคนี้วิวัฒนาการทางภาษาใช้เรียกว่า ใส่บาตรได้ เพราะอาหารที่จัดมาถวายในสมัยนี้อยู่ในถุงหรือบรรจุภัณฑ์เรียบร้อยไม่ต้อง ตักด้วยทัพพีเหมือนสมัยก่อน

     พระภิกษุที่ออกบิณฑบาตต้อง "รับทาน" ที่คนให้ทั้งหมดค่ะ เลือกที่รักมักที่ชังไม่ได้ จะบอกว่าต้องการสิ่งนั้นสิ่งนี้ก็ไม่ได้ ฉะนั้นแตงโมทั้งลูกหรือข้าวต้มร้อนๆ ก็ต้องรับสิคะ

     ความจริงมีเหมือนกันที่พระภิกษุไม่สามารถรับได้ อาทิ อาหารที่พระภิกษุรู้ว่าคนนำมาถวายได้มาด้วยวิธีการทุจริต เนื้อสัตว์ต้องห้ามบางชนิด ผลไม้ที่ยังมีเมล็ดติดอยู่ และวัตถุดิบต่างๆที่ใช้ในการทำอาหาร

     สมัยนี้เรื่องผลไม้มีเมล็ดกับวัตถุดิบในการปรุงอาหารก็อนุโลมให้รับได้ เพื่อสอดคล้องกับวิถีชีวิตในยุคนี้ เพราะเร่งรีบจนไม่มีเวลามานั่งคว้านเมล็ดออก และหลายวัดมีโรงครัวที่จัดฆราวาสมาทำอาหารเลี้ยงพระ

     อาหารที่นำมาใส่บาตรนั้น คนส่วนใหญ่ถือว่าจะต้องเป็นของที่ดีที่สุด บางคนมีความเชื่อส่วนตัวว่า ข้าวที่ถวายพระนั้นต้องเป็นข้าวที่หุงสุกใหม่ๆ ร้อนๆ ยิ่งข้าวร้อนเท่าไหร่บุญกุศลจะยิ่งแรงมากขึ้นเท่านั้น ?!?

     ความเชื่อแบบนี้ก็คงจะดีอยู่หรอกค่ะ ถ้าเป็นการทำอาหารเลี้ยงพระ ไม่ใช่การใส่ข้าวร้อนๆ ลงในบาตร จะว่าไปแล้วอาหารอะไรที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด ก็ไม่ควรใส่บาตรทั้งนั้น

     ยุคนี้มีพ่อค้าแม่ค้าหัวใส จัดอาหารเป็นชุดๆ ไว้ให้ความสะดวกแก่ผู้ที่ต้องการใส่บาตร ซึ่งก็คงจะไม่ได้ของที่ดีที่สุดอย่างที่หวัง แถมยังอาจเจอบางรายที่นำอาหารค้างคืนหรือหมดอายุมาขายด้วย จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องนี้ด้วย

     การทำบุญตักบาตรให้ได้บุญแท้จริงอยู่ที่ใจผู้ถวาย คือรักษาเจตนาให้บริสุทธิ์ ตั้งใจเสียสละอย่างแท้จริง และจิตใจยินดีเบิกบานในสิ่งที่ได้ทำไป

     ก่อนใส่บาตรสิ่งที่คนเรามักทำกันคือ การอธิษฐานแล้วจึงถวายอาหารบิณฑบาต ถ้ามีดอกไม้ธูปเทียนก็ถวายหลังสุด โดยวางไว้บนฝาบาตรเมื่อพระท่านปิดบาตรแล้ว

     ใครอธิษฐานว่าอย่างไรก็แล้วแต่คนค่ะ ถ้ายึดถือคำสอนของพระพุทธองค์ก็ต้องอธิษฐานเพื่อนิพพาน ใครตั้งใจจะแบ่งบุญไปให้คนที่ตายไปแล้วชนิดส่งตรงให้นั้น พระท่านว่ามีแต่เปรตวิสัยเท่านั้นที่รับได้

     ถ้าเป็นมนุษย์ สัตว์ หรือเทวดา จะได้บุญก็ต้องเป็นบุญที่เกิดจากการรับรู้และมีจิตยินดีในการทำดีของเรา ฉะนั้นเวลาอธิษฐานก็ต้องบอกให้รับทราบไว้ หลังจากทำบุญตักบาตรเสร็จก็บอกคนรอบข้างด้วย เป้าหมายคือเพื่อให้ร่วมอนุโมทนาด้วยกัน

     ครั้งต่อไปที่มีโอกาสทำบุญตักบาตร ช่วยพิจารณาเลือกอาหารที่สะอาด ปลอดภัย และเหมาะสมกับพระภิกษุสามเณรด้วยนะคะ