ครูสมัยก่อนเน้นคุณธรรม

      ผู้เขียนเป็นเด็กชนบท(บ้านนอก) เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ - ๔(ไม่มีประถมปลาย ต้องไปเรียนที่โรงเรียนประจำอำเภอ) โรงเรียนวัดหนองหัวโพ อำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี โดยได้อาศัยศาลาการเปรียญของวัดเป็นโรงเรียนและห้องเรียน ไม่มีการกั้นห้องระหว่างห้อง ทั้งโรงเรียนมีนักเรียนต่อห้องประมาณ ๑๕-๒๐ คน มีครู ๒ คน สอนชั้น ป.๑-๒  ๑ คน (คุณครูบานเย็น ณรงค์เปลี่ยน วุฒิการศึกษา จบชั้น ป.๔) และชั้น ป.๓-๔ ๑ คน(คุรครูไวย์ ราชวงษ์ เป็นครูใหญ่ วุฒิการศึกษา พ.ม.) คุณครูทั้ง ๒ สามารถสอนนักเรียนรุ่นแล้วรุ่นเล่า ประสบความสำเร็จในชีวิต นักเรียนที่จบส่วนใหญ่จะไปศึกษาต่อด้านวิชาครู เนื่องด้วยผู้ปกครอง ได้สัมผัสความเป็นราชการคือ ครูเท่านั้นในชุมชนหรือหมู่บ้านจึงส่งลูกเรียนครู มีตำรวจและทหารบ้างแต่ไม่มาก เด็กที่จบจากโรงเรียนวัดหนองหัวโพ ในสมัยนั้นจะถูกวางเงื่อนไขเรื่องคุณธรรมนำหน้า และเน้นการอ่านเขียน เรียนเลขเป็นหลักในแต่ละวัน

   คุณธรรมที่วางเงื่อนไข เช่น ข้อตกลง กติกาที่ปฏิบัติร่วมกันทั้งห้องและทั้งโรงเรียน โดยเฉพาะคารวะธรรม การกราบ การไหว้ผู้มีพระคุณ คือ บิดา มารดา พระสงฆ์ เพียงแต่เดินสวนทางห่างประมาณ ๒๐-๕๐ เมตร ยังต้องยกมือไหว้ ถ้าพูดถึงปัจจุบันเด็กจะเดินชนนะครับอย่าว่า ๑-๒ เมตรเลย ความซื่อสัตย์มีความเป็นเลิศ การลักขโมยจะไม่เกิดขึ้น ถ้าเกิดขึ้นโทษคือการตี ซึ่ง คุณครูตีเจ็บมาก ถ้าผิดเงื่อนไข กติกา(ปัจจุบันไม่มีไม้เรียวได้สัมผัสผิว สัมผัสกายแล้วครับ) คุณครูทั้งสองไม่ได้จบวุฒิการศึกษาสูง จบแค่ ป.๔ และ พ.ม. (ไม่เหมือนปัจจุบัน ครูจบปริญญาตรีถึงปริญญาเอก) แต่สามารถสร้างสรรค์คุณธรรมและปัญญาได้เป็นอย่างดี นักเรียนที่จบป.๔ และไม่ได้เรียนต่อ เพราะความยากจน ชนบทห่างไกล ขาดโอกาส ไม่มีโรงเรียนที่จะเรียนต่อในหมู่บ้าน ถ้าจะเรียนต่ออย่างผู้เขียนต้องเดินทางด้วยเท้าและจักรยานไปยังอำเภอ ประมาณ ๕ กิโลเมตร ด้วยถนนดิน(ไม่ใช่ลูกรังหรือลาดยาง เมื่อฝนตกรถจักรยานขี่คน เพราะโคลนจะติดล้อรถไม่สามารถขี่ได้) แต่สามารถอ่านและเขียนอย่างแตกฉานจนกระทั่งปัจจุบันนี้ และสังคมหมู่บ้านหนองหัวโพมีแต่ความสงบสุขไม่มีปัญหาอาชญากรรม

        จึงขอบูชาและคารวะคุณครูไวย์ ราชวงษ์(คุณพ่อ)และคุณครูบานเย็น ณรงค์เปลี่ยน ซึ่งจัดได้ว่าเป็นปูชนียบุคคลอย่างแท้จริง ที่ทำให้ผู้เขียนมีปัญญาในวันนี้ ซึ่งปัจจุบันคุณครูทั้งสองได้ละสังขาร แต่ยังเหลือแต่คุณความดีที่ได้ปลูกฝังไว้ที่ทุกคนเมื่อพบกันจะกล่าวถึงอยู่เสมอ