“ท่าที” ในการมองปัญหาของ “กระทงหลงทาง” เป็นเรื่องที่น่า “ชื่นชม” จริง ๆ ครับ ลองอ่านดูนะครับ
[Click เพื่อกำลังใจ]
<ul>
</ul>ที่มา : วิธีล่ารางวัลสุดคะนึง http://gotoknow.org/archive/2005/07/10/09/56/02/e1005
<ul>
</ul><p>ที่มา : Comment การเขียนเรื่อง KM ลงบล็อก http://gotoknow.org/archive/2005/07/13/14/50/38/e1130
</p><ul>
</ul><p dir="ltr">ที่มา : ผมเขียน Blog ทุกวัน http://www.gotoknow.org/archive/2005/07/21/01/39/43/e1514#comments</p><blockquote dir="ltr" style="margin-right: 0px"><p>ท่าที ในการมองเหตุการณ์ลักษณะนี้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจเมื่อมองในมุม Internal Process ของการจัดการความรู้ในระบบราชการของจ.ชุมพร เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงต่อกลุ่มผู้ปฏิบัติ จากเหตุและปัจจัยที่หลาย ๆ ฝ่ายมีส่วนร่วมในการสร้าง วิพากษ์-วิจารณ์ โดยพยายามเสนอแง่คิดในเชิงสร้างสรรค์ ผ่านการสื่อสารแบบ Blog-to-Blog : B2B ด้วยข้อเขียนแบบตรงไปตรงมา ทำให้เกิดสภาวการณ์ที่ยากจะหลีกเลี่ยงต่อการพุ่งตรงเข้าไป “กระแทก” ฐานความคิดทีนำมาใช้ในการจัดการความรู้ภายในหน่วยงาน</p></blockquote><p>“กระทงหลงทาง” ประเมินว่า ประสบการณ์ในการจัดการความรู้ของกลุ่มตัวเองไม่ชัดเจน แม่นยำเพียงพอทำให้ผลงานที่แสดงออกมาตามโจทย์ที่ได้รับ เมื่อนำมาเผยแพร่สู่สาธารณะจึงได้รับคำตอบแบบตรงไปตรงมาว่า “หลงทาง” แต่แทนที่จะมีปฏิกิริยาปกป้อง โต้ตอบ ความคิดเห็นของผู้อื่นซึ่งมองในมุมที่แตกต่างกันไป “กระทงหลงทาง” กลับมี “ท่าที” ยอมรับในประเด็นปัญหา และพร้อมที่จะพัฒนาตนเอง พัฒนากลุ่ม และพัฒนาระบบการจัดการความรู้ของจ.ชุมพร โดยเสนอข้อคิดเห็นหลากหลายแนวทาง ได้แก่</p><ul>
ฯลฯ
</ul><p>ผมชื่นชมใน “ท่าที” แบบนี้จึงใช้เวลาเข้าไปค้นคว้าในห้องสมุดที่บ้าน พบสาระสำคัญจากหนังสือ “ทางสายกลางของการศึกษาไทย” โดยท่านพระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ซึ่งเป็นงานนิพนธ์ตั้งแต่ปี 2530 ในสมัยที่ท่านยังเป็นพระราชวรมุนี ท่านจำแนกวิธีคิดลักษณะนี้ว่าเป็น วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์ โดยกระบวนการคิดที่ถูกต้อง ควรดำเนินไปให้ครบ 2 ขั้นตอน คือ</p><blockquote dir="ltr" style="margin-right: 0px">
ขั้นที่หนึ่ง รู้เท่าทันและยอมรับความจริง
เป็นขั้นวางใจ วางท่าที ต่อสิ่งทั้งหลายโดยสอดคล้องกับความเป็นจริง เป็นท่าทีแห่งปัญญา เช่น เมื่อประสบสถานการณ์ที่ไม่น่าปรารถนา ก็ตั้งจิตสำนึกขึ้นในเวลานั้นว่า เราจะมองตามความเป็นจริง ไม่มองตามความอยากของเรา ที่อยากให้เป็นหรืออยากไม่ให้เป็น รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างนั้นตามเหตุปัจจัยของมัน เปลื้องตัวเป็นอิสระได้ ไม่เอาตัวไปให้ถูกกดถูกบีบ
ขั้นที่สอง แก้ไขและทำการไปตามเหตุปัจจัย
เป็นขั้นปฏิบัติต่อสิ่งทั้งหลาย โดยสอดคล้องกับความเป็นจริง เป็นการปฏิบัติด้วยปัญญา คือรู้ว่าสิ่งทั้งหลายจะเป็นอย่างไร ก็ย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัย ขึ้นต่อเหตุปัจจัย ไม่ใช่ขึ้นต่อความอยาก ความปรารถนาของเราหรือของใคร ๆ เมื่อเราต้องการให้มันเป็นอย่างไร ก็ต้องทำที่เหตุปัจจัยให้มันเป็นอย่างนั้น ต้องศึกษาให้รู้เข้าใจแล้วแก้ไขหรือจัดการที่เหตุปัจจัยนั้น ๆ ไม่ใช่แก้ด้วยความอยาก เมื่อปฏิบัติได้อย่างนี้ก็ดำรงตนอยู่เป็นอิสระ ทำการได้ดีที่สุด พร้อมทั้งไม่มีความทุกข์
</blockquote><p dir="ltr">ขอมอบ Blog ฉบับนี้เป็นเสมือน “คำขอบคุณจากใจ” แด่ “กระทงหลงทาง”</p><p dir="ltr">
</p>
เท่ห์จัง…มีเพลงให้ฟังด้วย ทำได้ยังไงคะ บอกกันหน่อยนะ