“...โมโม่เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่ปรากฏตัวขึ้นที่ซากปรักหักพังของโรงละครร้างของหมู่บ้าน เธออาศัยที่แห่งนั้นเป็นที่พักอาศัย แม้ไม่มีใครรู้ว่าเธอมาจากไหน แต่ทุกคนในหมู่บ้านก็แสดงน้ำใจกับโมโม่ เมื่อโมโม่ปฏิเสธที่จะไปอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เพราะเธอเคยมีประสบการณ์ที่เลวร้ายที่นั้นมาก่อน คนในหมู่บ้านต่างช่วยกันทำที่พักอาศัยให้กับเธอ เอาอาหาร ขนมและผลไม้มาแบ่งปันให้เธอ ...อะไรทำให้คนในหมู่บ้านรู้สึกและทำอย่างนั้นกับโมโม่.. โมโม่ไม่ได้ปราดเปรื่องเรื่องการให้คำแนะนำ หรือมีความเข้าใจในการใช้คำพูดพูดจาปลอบโยน หรือเชี่ยวชาญในการตัดสินคดีความ เธอไม่ได้เก่งกาจสามารถกว่าเด็กทั้งหลาย และไม่ได้มีลักษณะประจำตัวที่ว่าพอคนได้เห็นแล้วต้องสบายใจ เธอร้องไม่เพลงเก่ง บรรเลงดนตรีนั้นไม่ยิ่งไปกันใหญ่ และถึงแม้ว่าที่ที่เธออยู่จะดูคล้ายกับโรงละครสัตว์ เธอก็ไม่ถนัดกายกรรม จะว่าเธอเก่งทางเล่นมายากล รู้จักคาถาปัดรังควาญหรือจะชำนาญในการอ่านลายมือ ก็ไม่ใช่อีก ความสามารถพิเศษของโมโม่หรือการฟังเป็น ซึ่งไม่ใช่สิ่งพิสดารอะไรเลย คุณผู้อ่านอาจจะพูดว่าใครๆ ก็ฟังเป็นกันทั้งนั้น...แต่นั่นก็เป็นการเข้าใจผิด มีคนจำนวนนิดเดียวที่ฟังเป็นจริงๆ ความสามารถของโมโม่จึงกลายเป็นสิ่งพิเศษ พอได้อยู่ต่อหน้าโมโม่ คนโง่กลับมีความคิดดีๆ ขึ้นมาได้ ที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่เพราะเธอพูดหรือถามไถ่จนเขาคิดขึ้นมาได้ เธอเพียงแต่นั่งฟังผู้นั้นพูดด้วยความตั้งใจและอย่างเอาใจใส่ ในขณะที่เธอมองเขาด้วยนัยน์ตาดำขลับ คนพูดก็จับความคิดขึ้นมาได้ ซึ่งเขาไม่เคยรู้ว่ามันมีอยู่ในหัวสมองของเขาเอง
เมื่อเธอฟังคนที่ดูเหมือนหมดปัญญาหรือว่าลังเลใจ เขาก็คิดขึ้นได้ว่าควรจะทำอย่างไร แล้วตัดสินใจได้ในทันที แม้แต่คนขี้อายก็กลายเป็นคนกล้า คนไหนเป็นทุกข์กลับรู้สึกสุขใจถ้าได้พูดให้เธอฟัง บางคนน้อยเนื้อต่ำใจว่าตัวไม่มีความหมาย ใครๆ ก็ไม่ให้ความสำคัญ ไม่เห็นจะต่างกันว่าเขามีอยู่ในโลกนี้หรือไม่ แต่ในขณะที่เล่าให้โมโม่ฟังก็เกิดมีกำลังใจและรู้สึกขึ้นมาได้ว่าเขาเข้าใจผิด เพราะถ้าคิดให้ดีเขาก็มีเอกลักษณ์ มีความสลักสำคัญอันแตกต่างไปในแต่ละบุคคล โมโม่ฟังทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าหมา แมว จักจั่น คางคก และลมในป่า ไม่ว่าอะไรก็พูดกับเธอตามแบบของมัน ในหลายๆ วันเมื่อย่ำค่ำ ยามที่เพื่อนๆ ของเธอกลับบ้านหมดแล้ว เธอจะนั่งอยู่คนเดียวกลางลานซึ่งมีอัฒจันทร์ล้อมรอบ เหนือขึ้นไปคือท้องฟ้าประดับดาว ส่องแสงแพรวพราวกะพริบระยิบระยับ แล้วเธอก็นั่งฟังความเงียบสงัดนั้น...เธอรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่กลางใบหูขนาดใหญ่ซึ่งหันรับฟังเสียงของหมู่ดวงดาว เธอรู้สึกราวกับได้ยินเสียงดนตรีที่แผ่วเบา แต่มีพลังอันยิ่งใหญ่ แล้วเธอก็มีความรู้สึกแปลกๆ อยู่ในหัวใจ ในคืนเช่นนี้เธอจะนอนฝันดีนั่นคือความสามารถในการฟังของโมโม่.” ผมอ่านสิ่งที่มิฆาเอ็ล เอ็นเด้ บรรยายถึงความสามารถพิเศษของโมโม่ ในหนังสือ “โมโม่” ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์แพรวเยาวชน แล้วรู้สึกเสียดาย...เสียดายที่คาวาจิริ มัตสึโกะ ตัวเอกในภาพยนตร์เรื่อง Memories of Matsuko (เส้นทางฝันแห่งมัตสึโกะ) ไม่ได้มีโอกาสได้พบพานกับโมโม่ ก่อนที่วาระสุดท้ายของชีวิตเธอจะมาถึง เด็กหญิงมัตสึโกะรู้สึกว่าตนได้รับความรักจากพ่อไม่เพียงพอ เพราะพ่อมัวแต่เอาใจใส่น้องสาวที่กำลังป่วยและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มากกว่าจะสนใจให้ความอบอุ่นเด็กแข็งแรงอย่างเธอมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเด็กหญิงมัตสึโกะค้นพบว่าการทำปากจู๋ตาเหร่ให้พ่อดูเป็นสิ่งที่ทำให้พ่อของเธอยิ้มได้ เธอทำสิ่งนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยหวังว่ามันจะทำให้พ่อมีความสุขและรู้สึกรักเธอขึ้นบ้าง เพราะต้องการความรักจากพ่อ มัตสึโกะจึงพยายามทำทุกอย่างตามที่พ่อต้องการ เธอตั้งใจเรียนจนจบและได้ทำงานเป็นครูสอนร้องเพลง แต่วันที่พ่อเห็นเธอเติบโตและมีอาชีพการงานที่เป็นหลักแหล่ง คำพูดรำพึงรำพันของพ่อที่ว่า...”ถ้าคุมิ (น้องสาวของมัตสึโกะ) ได้มีวันอย่างนี้บ้างก็คงจะดี” กลับกลายเป็นคำพูดที่ตอกย้ำรอยแผลในใจของมัตสึโกะให้บาดลึกลงไปอีก เมื่อพ่อและมัตสึโกะไม่เคยเข้าใจในความรู้สึกของกันและกันเลยฟางเส้นสุดท้ายก็มาถึง เมื่อพ่อไม่พอใจที่มัตสึโกะเล่าเรื่องการมีนัดออกเดทให้คุมิน้องสาวของเธอฟัง เพราะพ่อกลัวว่าน้องสาวของเธอจะสะเทือนใจหรือรู้สึกอิจฉา ในความไม่พอใจของพ่อมัตสึโกะไม่เข้าใจเลยว่าการที่เธอจะมีโอกาสได้รับความรักจากใครอีกคนหนึ่งแล้วเธอเล่าให้น้องสาวของเธอฟังนั้นเป็นสิ่งที่ผิดหรือเลวร้ายตรงไหน... “คนอย่างเธอไม่เห็นจะน่าสงสารซักนิด!” มัตสึโกะตะโกนใส่หน้าน้องสาว...คนที่น่าสงสารที่สุดก็คือตัวของเธอเองต่างหาก คนที่ไม่เคยได้รับความรักจากพ่อมาเลยตลอดชีวิต คนที่มัตสึโกะเหมือนจะพึ่งพาได้ในช่วงเวลานั้นก็คือครูหนุ่มที่ชวนเธอออกเดท เธอเล่าถึงความรู้สึก ความเก็บกดต่างๆ ให้เขาฟัง แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้รับฟังเธออย่างตั้งใจเลย...เขาไม่ได้รับฟังมัตสึโกะอย่างเข้าใจ ในใจของเขาตอนนั้นคงคิดว่าเรื่องราวในชีวิตของมัตสึโกะนั้น...ประหลาดชะมัด... วันที่มัตสึโกะถูกบีบให้ลาออกจากการเป็นครู เพราะไม่มีใครเข้าใจถึงสิ่งที่เธอทำเพื่อช่วยเหลือลูกศิษย์ไม่ให้ต้องติดคุก ...ชีวิตของมัตสึโกะก็ลอยคว้าง... เมื่อไม่ได้รับความรักความเข้าใจจากพ่อ เมื่อสูญเสียอาชีพการงานที่ดูมั่นคงเป็นหลักเป็นฐาน...มัตสึโกะรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองนั้นไร้ค่า เธอเก็บข้าวของเพื่อจะหนีออกจากบ้าน โดยไม่ฟังคำทัดทานของน้องสาว เมื่อน้องสาวเข้ามาขวางเธอไว้ไม่ให้ไป มัตสึโกะลงมือทำร้ายน้องสาวและหนีออกจากบ้านไป ...มัตสึโกะในตอนนั้นไม่เข้าใจว่าคนที่เข้าใจเธอกว่าใคร และรักเธอโดยไม่มีเงื่อนไขตลอดมาคือน้องสาวของเธอเอง... หลังจากออกจากบ้าน มัตสึโกะต้องประสบชีวิตระหกระเหินกลายไปเป็นหมอนวด เป็นฆาตกร ติดคุก ออกมาเป็นช่างเสริมสวย ก่อนจะกลายเป็นเมียยากูซ่า เป็นคนส่งยา เป็นโฮสเตสในบาร์ยากูซ่า เป็นหญิงวัยกลางคนที่คลั่งนักร้องบอยแบนด์ และเสียชีวิตโดยไม่มีใครในที่สุด... ทั้งหมดทั้งมวลนั้นล้วนแล้วแต่เป็นเพราะความไม่เข้าใจว่าตัวเองก็เป็นคนที่มีคุณค่าคนหนึ่งของมัตสึโกะและการเป็นอยู่อย่างไม่เข้าใจกันระหว่างมัตสึโกะและคนรอบข้างทั้งสิ้น เมื่อไม่ฟัง ไม่พิจารณาตัวเองให้ดี....มัตสึโกะจึงรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่าสำหรับใครๆ เมื่อไม่ฟัง ไม่พิจารณาถึงสิ่งที่พ่อเจอและทำ....มัตสึโกะจึงคิดว่าพ่อไม่รัก เมื่อไม่พิจารณาถึงสิ่งที่ลูกทำ และไม่พูดคุยกับมัตสึโกะให้รับรู้ว่าตนเองรักลูกไม่ต่างกันของพ่อ...สร้างรอยแผลเป็นในใจให้กับมัตสึโกะจนนำไปสู่เรื่องราวรุนแรงเลวร้ายในที่สุด เมื่อไม่ฟัง ไม่พิจารณาถึงสิ่งที่น้องสาวพยายามทำให้...มัตสึโกะจึงไม่รู้ว่าน้องสาวของเธอนั้นรักและรอคอยให้เธอกลับมาอยู่ที่บ้าน กลับมาอยู่เป็นครอบครัวเดียวกันแค่ไหน... การไม่ฟ้งและไม่เข้าใจถึงสิ่งที่มัตสึโกะพยายามทำให้ของผู้ชายที่มัตสึโกะเคยรักและเคยอยู่ด้วย ยิ่งทำให้ชีวิตของมัตสึโกะเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ... ผมอดคิดไม่ได้ว่า บางทีหากมัตสึโกะได้พบเจอกับโมโม่ในชีวิตของเธอ ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่ของเธออาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่เธอเจอ บางทีถ้าพ่อของมัตสึโกะรับฟังมัตสึโกะให้มากกว่านี้ เขาอาจจะเป็นโมโม่ของมัตสึโกะ บางทีหากมัตสึโกะเปิดใจฟังน้องสาวของเธออีกซักนิด โมโม่ของมัตสึโกะอาจจะเป็นคุมิน้องสาวของเธอเอง หากชีวิตของเราคือกระบวนการวิจัยที่ต้องค้นหาคำตอบตลอดชีวิต...การฟังและพยายามทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ (รวมทั้งตัวของเราเอง) น่าจะเป็นกุญแจสำคัญดอกแรกที่จะเปิดหัวใจของเราและคนรอบข้าง ทำให้เราและเขาค้นพบคุณค่าของตัวเอง คุณค่าของคนอื่นๆ และคุณค่าของการดำรงอยู่ร่วมกัน การฟังและพยายามทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ น่าจะทำให้เวลาชีวิตของเราเดินช้าลงและเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับตัวเองและมีความสุขร่วมกับคนอื่นๆ มากขึ้น โดยเฉพาะคนที่เรารัก คนในครอบครัวและเพื่อนๆ ของเรามากขึ้น การฟังและพยายามทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ น่าจะทำให้เราอ่อนโยนลง และสุภาพมากขึ้น เพราะได้ยินเสียงจากภายในและเสียงจากภายนอกตัวเรามากขึ้น และในการทำงานก็เช่นเดียวกัน การฟังและพยายามเข้าใจกันและกันจะช่วยทำให้คนแต่ละคนค้นพบศักยภาพในการทำงานร่วมกันที่ไม่มีที่สิ้นสุด วันนี้คุณค้นพบโมโม่ของคุณ หรือเป็นโมโม่ให้ใครหรือยังครับ ความสามารถพิเศษของโมโม่
ชีวิตของมัตสึโกะ
ถ้าทุกคนในที่ทำงาน มีการรับฟังกันและกันอย่างมีเหตุผล ไม่ใช้ความคิดตัวเองเป็นใหญ่ แล้วช่วยกันนำความสามารถของแต่ละคนมาร่วมมือกัน เหมือนข้อคิดเห็นในตอนท้ายของเรื่อง มัตสึโกะ การทำงานใดๆคงไปได้สวย ราบรื่น สนุกกับการทำงาน องค์กรนั้นคงปลอดปัญหา
จะมีองค์กรในฝันบ้างหรือไม่
นาวินี