อรุณรุ่งของวันนี้ผมไปละหมาดซุบฮฺที่มัสยิดตามปกติหลังละหมาด อิมามประกาศให้ร่วมละหมาดญะนาซะฮฺ หรือละหมาดให้กับคนที่เสียชีวิต ซึ่งเป็นวิถีปฏิบัติปกติของสังคมมุสลิม เป็นวิถีที่เรียบง่าย ไม่มีพิธีกรรมอะไรมากมายและยุ่งยากซับซ้อน เพราะอิสลามไม่ได้ให้ความสำคัญกับวันเกิดและวันตาย สิ่งดังกล่าวเป็นปกติ เกิดมาแล้วก็ต้องต้องตาย อัลลอฮฺ (ซุบฮานะฮูวะตาอาลา) ตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ความว่า
"ทุกชีวิตย่อมลิ้มรสความตาย และเราจะทดสอบพวกเจ้าด้วยความชั่วและความดี และพวกเจ้าจะต้องกลับไปหาเราอย่างแน่นอน"[21.35]
แต่อิสลามให้ความสำคัญกับช่วงที่เรายังมีชีวิตอยู่ในโลกดุนยานี้อย่างมาก เพราะเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่เท่ากับเรายังมีโอกาส โอกาสที่จะทำดีเท่าๆกับโอกาสที่จะทำชั่ว สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเราคือ การตัดสินใจก่อนที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด และเมื่อเราได้ลงมือทำไปแล้ว เราเองนั่นแหละที่ต้องรับผิดชอบการกระทำของเราเอง อัลลอฮฺตรัสไว้ความว่า
ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงปรานี
[99.1] เมื่อแผ่นดินถูกให้ไหวอย่างสั่นสะท้านของมัน
[99.2] และเมื่อแผ่นดินได้ระบายของหนักของมันออกมา
[99.3] และมนุษย์จะกล่าวว่า เกิดอะไรขึ้นแก่มันเล่า
[99.4] ในวันนั้นมันจะบอกข่าวคราวของมัน
[99.5] ว่าแท้จริงพระเจ้าได้มีบัญชาแก่มัน
[99.6] ในวันนั้นมนุษย์จะกระจายออกมาเป็นหมู่ ๆ เพื่อพวกเขาจะถูกให้เห็นผลงานของพวกเขา
[99.7] ดังนั้นผู้ใดกระทำความดีหนักเท่าละอองธุลี เขาก็จะเห็นมัน
[99.8] ส่วนผู้ใดกระทำความชั่วหนักเท่าละอองธุลี เขาก็จะเห็นมัน
และผมขอปิดท้ายบันทึกนี้ด้วยดุอาอฺหรือคำวิงวอนขอพรของผู้ละหมาดญะนาซะฮฺ ซึ่งความหมายของมันนั้นเตือนใจคนที่มีชีวิตดีทีเดียวครับ ดุอาอฺนั้นมีความหมายดังนี้ครับ
"โอ้ อัลลอฮฺ แท้จริงพระองค์ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเขา พระองค์ได้ทรงบังเกิดเขา และพระองค์ได้ทรงนำทางเขาสู่อิสลาม และ (วันนี้) พระองค์ได้ทรงเอาชีวิตเขา (กลับ)ไป และแท้จริงพระองค์ทรงล่วงรู้สิ่งที่เป็นความลับของเขา และสิ่งที่เปิดเผยของเขา พวกข้าพระองค์พากันมา (ณ ที่นี้) ในฐานะผู้ขอความช่วยเหลือ (ขอพร) ดังนั้น ขอพระ องค์ทรงยกโทษให้แก่เขาด้วยเถิด"
วันนี้เราละหมาดให้คนที่ล่วงหน้าไปก่อนเรา แต่วันหนึ่ง เราก็จะนอนนิ่งให้คนอื่นมาละหมาดให้กับเรา เมื่อวันนั้นมาถึง