พ่อค้าเอาดอกไม้ใบไม้ปกขี้หมา ต่อมาคนมาไหว้แล้วเอาขี้หมาไปขายว่าเป๋นผีฮักษาบ้าน

ดินแดนล้านนาสมัยก่อนผู้คนที่ทำมาค้าขายต้องใช้วัวต่าง  ม้าต่างขนสินค้าเดินไปขายต่างบ้านต่างเมือง  ระยะทางยาวไกลรอนแรมผ่านป่าเขา ผ่านหมู่บ้านเป็นแรมเดือน หลายๆเดือน ตามเส้นทางดังกล่าวต้องหยุดพักกันเป็นระยะเป็นแห่งๆ ที่พักระหว่างทางภาษาล้านนาเรียกว่า "ป๋าง"   ปัจจุบันเราจึงเห็นร่องรอยการค้าขายสมัยก่อนมีชื่อหมู่บ้านตามระยะทางผ่านเช่น  บ้านป๋างต๋อ  บ้านป๋างตี๋นต้ก  เป็นต้น

มีบางครั้งที่พ่อค้าพักเหนื่อยทานอาหาร เผอิญไปนั่งใกล้ๆกับกองขี้หมากลิ่นมันเคล้ากับกลิ่นอาหารจะลุกหนีก็ยากเพราะวางห่อข้าวห่อปลาไว้แล้ว จำเป็นต้องแก้ปัญหาโดยการเอาใบตองมาปกปิดไว้แต่กลิ่นมันยังโชยมาให้เหม็นอีก ต้องแก้ปัญหาโดยการนำดินมากองถมเอาใบตองมาปิดแล้วเอาดอกไม้ห๊อม..หอมมาวางไว้ด้านบนดับกลิ่นให้หายเหม็นจนได้ แล้วพากันนั่งรับประทานอย่างเอร็ดอร่อยกันต่อไปตามประสาคนเดินทางจนหายเหนื่อยพ่อค้าพวกแรกจากไป  พ่อค้าพวกที่สองมาเห็นดอกไม้กลิ่นหอมวางกองกันอย่างสวยงาม ก็นึกว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์พากันกราบไหว้ แล้วหาดอกไม้มาวางบูชากองขี้หมากันเป็นต่อๆกันมาเป็นหลายหมู่คณะ กองขี้หมากลายเป็นกองดินสูงงดงาม ทำให้เป็นที่เชื่อกันว่าพวกพ่อค้าบูชาผีเจ้าที่เจ้าทางผู้ศักดิ์สิทธิ์

นานวันเข้าพ่อค้าพวกแรกที่ถมกองขี้หมากลับมาเห็นกองขี้หมากลายเป็นเนินดินสวยงาม จึงนึกสงสัยว่าทำไมพวกตนถมกองขี้หมาแท้ๆ แต่คนอื่นกลับมาไหว้สาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์   ด้วยแรงแห่งความสงสัยพ่อค้าคนที่เอาใบตองมาปิดครั้งแรกจึงพาเพื่อนๆขุดดูพบก้อนสีดำแห้งฝังอยู่ในกองดินแต่ไม่มีกลิ่นเหม็น จึงหยิบขึ้นมา   ของสิ่งนั้นเบามากผิดปกติจึงเข้าใจไปว่า อาจมีผีเจ้าที่เจ้าทางมาเสกกองขี้หมาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองผู้คนเดินทาง  จึงนำขี้หมาแห้งนั้นติดมือไปแบ่งขายให้ชาวบ้านแล้วบอกว่าเป็นก้อนผีที่คุ้มครองคน  ต้องดูแลให้ดีอย่าให้ผีอดอยากผีจะช่วยค้าขายเจริญดีเพราะผีนี้พวกพ่อค้าที่เดินทางผ่านต่างแวะไหว้สากัน  ชาวบ้านได้ฟังต่างซื้อผีไว้บูชา

พ่อค้าที่ขายผีขี้หมากลายเป็นคนมีเงินทองเพราะกองขี้หมาแท้ๆ.........