เกริ่นนำ
                เนื้อหาที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นงานเขียนจากการระดมความคิดของนักศึกษาชั้นปีที่ ๑ วิชาเอก บรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ ที่ลงทะเบียนเรียนวิชา ความจริงของชีวิต (๑๕๐๐๑๐๔)[๑] กลุ่มวิชาพื้นฐานทั่วไปของมหาวิทยาลัยราชภัฏฯ ซึ่งผมเห็นว่ามีประโยชน์ไม่น้อยต่อการแก้ปัญหาของนักศึกษาในบางเรื่อง
                ก่อนจะเป็นเนื้อหา ผมให้นักศึกษารวมกลุ่มอิสระเพื่อระดมความคิด ต่างคนต่างแลกเปลี่ยนความคิดประเด็นปัญหาชีวิต จากนั้นนำความคิดทั้งหมดมาจัดหมวดหมู่ เลือกประเด็นหลักๆ มาเรียบเรียงและนำหลักศาสนธรรม (ศาสนาใดศาสนาหนึ่ง หรือหลายศาสนารวมกัน) ที่ได้เรียนรู้แล้วมาประยุกต์กับการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยทดลองใช้เป็นเวลา ๑ สัปดาห์
                อนึ่ง ปัญหาการแสวงหาความรู้ของนักศึกษาในปัจจุบันที่พบคือ ๑) การค้นคว้าข้อมูลจาก Internet ซึ่งเป็นข้อมูลของผู้อื่น จากแหล่งพื้นที่อื่น แล้วนำข้อมูลนั้นมารวบรวม เรียบเรียง ตัดต่อเป็นของตนหรือกลุ่มตน ผมเห็นว่า ไม่ควรเลย ๒) การรอคอยเพื่อให้ครูอาจารย์ป้อนข้อมูลให้ ผมมองว่าเป็นปัญหาในการแสวงหาความรู้ของนักศึกษา ด้วยเหตุที่ หากไม่มีครูอาจารย์ก็จะไม่เรียน น่าจะมีวิธีการใดวิธีการหนึ่งที่ทำให้นักศึกษารู้จักศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองให้มาก มิใช่รอคอยให้ใครมาป้อนเหยื่อให้ ๓) กรณีเป็นงานกลุ่ม จะมีนักศึกษาจำนวนหนึ่งเอาเปรียบผู้อื่นโดยไม่ใส่ใจกิจกรรมกลุ่ม รอคอยให้เพื่อนช่วยอยู่ตลอดเวลา จาก ๓ ประเด็นนี้ อาจเป็นผลให้นักศึกษามีพฤติกรรมการขโมยข้อมูล การอาศัยกำลังของผู้อื่นเพื่อมายืนเชิดหน้าชูตาในสังคม และการทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ซึ่งมีผลที่ดีน้อยกับการพัฒนาการเรียนรู้ ดังนั้น วิธีการนี้อาจเป็นวิธีหนึ่งในหลากหลายวิธีที่จะให้นักศึกษาเรียนรู้จากความรู้ของตนและสมาชิกในกลุ่ม ทุกคนมีส่วนร่วม และรู้สึกรักกับข้อมูลของตน ที่ได้มาด้วยความรู้ความสามารถของทุกคนในกลุ่ม
                งานของนักศึกษาที่ผมจะเสนอนี้ นักศึกษาตั้งหัวข้อว่า การวิเคราะห์ปัญหาและการหาแนวทางแก้ไขปัญหา แต่ผมขอตั้งให้ใหม่โดยยังไม่ได้รับอนุญาตจากนักศึกษา (จะขออนุญาตเขาคราวหลัง) ว่า ศาสนประยุกตวิทยาเพื่อการแก้ปัญหาชีวิต ในด้านเนื้อหาดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ในภาพรวมและความรู้สึกผม ผมคิดว่า เป็นเรื่องใหญ่ อย่างน้อยนี้คือผลงานที่ตอบเป้าหมายในคำอธิบายรายวิชาได้ เป็นแนวทางหนึ่งสำหรับนักศึกษาอื่นๆ ที่สนใจในการแก้ปัญหาชีวิตที่เหมือนกัน ข้อมูลนี้ผมเข้าใจว่าไม่ใช่ข้อมูลที่ผ่านการตัดต่อจากงานของผู้อื่น และที่น่าดีใจอีกคือ นักศึกษาทำงานได้ตรงตามเวลา แม้บางคนอาจจะให้ความคิดว่า ทำไมเราต้องให้เวลาเป็นเงื่อนไขหรือเป็นกรงขังของคนด้วย แต่ในเชิงจริยธรรมแล้ว การทำอย่างนี้ได้คือความมีวินัยในตนเอง การทำให้ความสัตย์ที่ตั้งไว้เป็นผลสำเร็จ การพยายามและอีกหลายจริยธรรมที่ซ่อนเร้นในเวลา
นเรศมันต์
-๒-๔๙
เนื้อหาจากต้นฉบับลายมือเขียน[๒]
                จากการระดมปัญหาของสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งมีทั้งสิ้น ๖ คน ได้พบปัญหาที่ตรงกัน ส่วนใหญ่ ทั้งสิ้น  ปัญหาใหญ่ๆ ซึ่งปัญหาทั้ง ๔ ปัญหานี้ ได้แก่ ๑. ปัญหาการขัดสนในการใช้เงิน ๒. ปัญหาการทำงานส่งอาจารย์ไม่ทันหลายวิชา ๓. ปัญหาการเรียนไม่เข้าใจในบางรายวิชา และ ๔.ปัญหาการมีคติกับอาจารย์ในบางรายวิชา
                จากการวิเคราะห์แล้วและเพื่ออธิบายให้เข้าใจ จะนำเสนอการวิเคราะห์ทีละหัวข้อ เริ่มจากข้อที่ ๑. ปัญหาการขัดสนในการใช้เงิน เนื่องจากสมาชิกในกลุ่มเกือบทุกคนมาจากครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวยนักและส่วนมากพ่อแม่ก็มีภาระต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้านหลายอย่าง ดังนั้น การได้เงินมาในการใช้จ่ายแต่ละวันจึงมีอย่างจำกัด คือ ได้ใช้เฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้น จึงเป็นปัญหาอย่างนึง คือต้องการที่จะได้มากกว่าเดิม เพื่อสนองความต้องการในการซื้ออะไรบางอย่างที่คิดว่าเป็นประโยชน์กับตนเอง จึงเป็นสาเหตุของปัญหาการขัดสนในการใช้เงิน
                แนวทางและวิธีการแก้ปัญหา โดยนำหลักธรรม คุณธรรมเข้ามาแก้ปัญหาในข้อนี้ ก็ด้วยการยึดนำคติของเหลาจื้อ ในลัทธิเต๋าในเรื่องที่ว่า มีชีวิตอยู่อย่างเต๋า หรือตามวิถีชีวิตของเล่าจื้อ ซึ่งได้แก่ การมีเมตตากรุณา การมีความกระเหม็ดกระเหม่ และการมีความอ่อนน้อมถ่อมตน แต่เราจะยกคุณธรรมในข้อที่ว่า การมีความกระเหม็ดกระเหม่ ซึ่งมีความหมายว่า การมีความประหยัด อดออม การใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง คือมีความเพียงพอต่อความต้องการจำเป็น ได้แก่ การรู้จักวางแผนในการบริหารเงินหรือการใช้เงิน จำกัดการบริโภคให้อยู่ในทางสายกลาง รู้จักพอใจในสิ่งที่ตัวเองได้รับ ไม่อยากได้ ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟื้อในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ คือรู้จักหักห้ามใจตัวเองไม่ให้อยากได้นั่น อยากได้นี่ อันจะเป็นเหตุให้เราต้องเสียเงินไปโดยสิ้นเปลือง
                มาถึงปัญหาที่ ๒ คือ การทำงานส่งอาจารย์ไม่ทันหลายวิชา ปัญหานี้ ส่วนใหญ่ จากการระดมความคิดเกิดขึ้นกับสมาชิกทุกคนในกลุ่ม และเมื่อวิเคราะห์แล้วก็ทำให้ทราบถึงสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นว่า เกิดจากตัวของสมาชิกในกลุ่มทุกคนเอง ที่ขาดความกระตือรือร้นที่จะทำงานให้เสร็จและส่งทันที่อาจารย์กำหนด เมื่อได้รับมอบหมายงานที่จะต้องทำก็ดำเนินการช้าจนต้องใช้เวลานาน พอถึงกำหนดวันส่งงานที่ใกล้เข้ามาก็รับทำและด้วยความที่ว่า งานที่ทำไม่ได้มีเพียงวิชาเดียว แต่มีหลายวิชา กำหนดส่งก็ไล่เลี่ยกัน งานก็คั่งค้างหลายอย่าง จะทำส่งก็ไม่ทัน ต้องตามเก็บตามส่งย้อนหลัง ทำให้มีผลต่อคะแนน เพราะด้วยความที่ทำแบบเร่งรีบ งานก็ออกมาไม่ดีเท่าที่ควร หนำซ้ำ เมื่อส่งช้า จึงทำให้ถูกหักคะแนนอีกด้วย
                แนวทางวิธีการแก้ปัญหาโดยใช้หลักธรรมและคุณธรรมเข้าช่วย ในข้อนี้ ขอยกให้กับการดำเนินชีวิตตามหลักมงคลชีวิตข้อที่ ๑๔ ว่าด้วยการทำงานไม่คั่งค้าง ซึ่งมีความหมายว่า การทำงานอย่างเป็นระเบียบ ไม่คั่งค้าง ไม่ทอดทิ้ง รีบเร่งทำติดต่อกันไปด้วยความเพียรและรอบคอบ ก็เนื่องด้วยว่า สาเหตุของปัญหาข้างต้นนั้นเกิดจากการทอดทิ้งงานให้คั่งค้างเป็นดินพอกหางหมู เป็นผลทำให้เกิดความทุกข์ความไม่สบายใจ และเมื่อนำมงคลชีวิตข้อที่ ๑๔ มาใช้ปฏิบัติ คือการสะสางงานที่ได้รับมอบหมายให้ทำด้วยความไม่เกียจคร้าน ตั้งใจพยายามทำงานให้เสร็จ ไม่ทิ้งงานให้ค้างอยู่เท่านี้ก็จะทำให้เราไม่เกิดปัญหาขึ้น
                ต่อกันด้วยปัญหาข้อที่ ๓ คือปัญหาการเรียนไม่เข้าใจในบางรายวิชา สำหรับปัญหานี้เกิดขึ้นกับการเรียนในวิชาที่สมาชิกกลุ่มประสบพบเจอกับวิชาที่ไม่ค่อยถนัดนัก นั่นคือ วิชาใดก็ตามที่มีตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้อง ด้วยความที่ว่า อคติกับวิชาคณิตศาสตร์ ที่ต้องท่องจำสูตรของตัวเลขซึ่งพวกเรานั้นคิดว่า สูตรพวกนั้นไม่มีความจำเป็นในชีวิตของเราเลย ถึงแม้ชีวิตของเราจะเกี่ยวข้องกับตัวเลขของการซื้อขายสิ่งของในการใช้ชีวิต ซึ่งก็ไม่เห็นจะต้องมีสูตรคำนวณมากมายยาวเป็น ๑-๒ หน้ากระดาษ เลยเป็นต้น นี่ก็จึงเป็นสาเหตุและเหตุผลของการไม่เข้าใจในบางรายวิชา
                แนวทางในการใช้คุณธรรมและหลักธรรมมาแก้ปัญหา การเรียนไม่เข้าใจนี้ เราวิเคราะห์กันแล้วว่า การแก้ปัญหาต้องใช้หลักของมงคลชีวิต ข้อที่ ๗ คือ ความเป็นพหูสูต ที่มีความหมายว่า เป็นผู้ที่ศึกษาหลักวิชาการมาก มีความรอบรู้ ผู้ฉลาดรู้ รู้ว่าอะไรเป็นอะไร และการรับฟังมาก ทำให้นำไปสู่ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ และทุกสิ่งที่ตนปรารถนา ที่กลุ่มพวกเราเลือกข้อนี้ ก็เพราะว่า ที่เราเรียนไม่รู้เรื่องเกิดจากการไม่สนใจ เอาใจใส่ ที่จะเรียนคิดว่าไม่มีประโยชน์แต่พอได้ปรึกษากันถึงความจำเป็นในการเรียนวิชาที่ไม่ชอบแล้ว เราก็ได้ผลว่า ทุกอย่างที่เราเรียนนั้นล้วนมีประโยชน์ ไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง อย่างคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวกับการคำนวณตัวเลข ที่เรามองไม่เห็นประโยชน์ แต่จริงๆแล้ว มันมีประโยชน์ เช่นในการสร้างตึกรามบ้านช่อง หรือการออกแบบต่างๆ เป็นต้น เมื่อเราจะแก้ปัญหาของเราในเรื่องของการเรียนไม่เข้าใจ ทำให้เราเรียนไม่รู้เรื่องก็ต้องนำความเป็นพหูสูตมาใช้ในการดำเนินชีวิตและดำเนินในการเรียน เพื่อให้ผลของการเรียนดีขึ้นและเราก็จะได้เข้าใจในการเรียนมากขึ้นว่า เรียนเพื่ออะไร เป็นต้น
                มาถึงปัญหาข้อสุดท้าย ข้อที่ ๔ คือ ปัญหาการมีอคติกับอาจารย์ในบางรายวิชา สาเหตุของปัญหานี้ ตอนแรกที่คุยปรึกษากับเพื่อนได้ความว่า ปัญหาเกิดจาก อาจารย์ผู้สอนนั่นแหละ รู้สึกว่า อาจารย์ลำเอียง ไม่สนใจนักศึกษา และอาจารย์มีอคติกับนักศึกษา แต่พอปรึกษากันโดยลึกเข้าไปกว่าเดิม ก็คิดว่า ปัญหานี้มันน่าจะเกิดจากตัวของพวกเราเอง ที่ทำให้เกิดปัญหาคาใจนี้ขึ้น อาจเพราะความประพฤติของเราเองที่อาจารย์มองว่า เรากระทำไม่เหมาะสม ไม่สมควร แล้วอาจารย์คงอยากให้คิดเอาเอง พิจารณาตัวเอง ไม่จำเป็นต้องบอก ในตอนนั้น รู้สึกกันว่า อึดอัดใจ อาจารย์ต้องมีอคติกับกลุ่มพวกเราแน่ๆ ถึงไม่สนใจ ต่อมาเพื่อมีโอกาสได้คุยกับอาจารย์ประจำวิชาและอาจารย์ที่ปรึกษาถึงปัญหานี้ ก็ทำให้ได้รับความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งพอสมควร ปัจจุบัน ปัญหานี้กำลังได้รับการคลี่คลายลงด้วยดี
                และแนวทางในการใช้คุณธรรมและหลักธรรมในการแก้ปัญหานี้ก็คือ การยกนำเอามงคลชีวิตเข้ามาใช้อีกเช่นเคย แต่เป็นมงคลในข้อ ๘,๙,๒๒,๒๓,และ ๒๘ ในข้อที่ ๘ คือการมีศิลปะ หมายถึง การมีความสามารถในการใช้ความคิด การแสดงออกอย่างสวยงาม น่าชม เพื่อสร้างความชื่นชมและความพึงพอใจให้แก่ผู้เข้าใจและพบเห็น ในทางปฏิบัติ สามารถนำความรู้นั้นมาใช้ได้อย่างเหมาะสม ในข้อที่ ๙ การมีวินัยดี การมีกฎระเบียบข้อบังคับ สำหรับควบคุมความประพฤติทางกายในคนให้เรียบร้อย และนำในสิ่งที่ถูกเพื่อขจัดความชั่ว ข้อที่ ๒๒ การมีความเคารพ คือ การแสดงความนับถือ ด้วยการแสดงความอ่อนโยน อย่างเหมาะสม ทั้งต่อหน้าและลับหลัง มาถึงข้อที่ ๒๓ การมีความอ่อนน้อมถ่อมตน หมายถึง เป็นผู้ไม่มีทิฐิมานะ ไม่ถือตัว ไม่เย่อหยิ่ง ไม่ดื้อรั้น อดทนที่มีผู้แนะนำสั่งสอน ตักเตือนและปฏิบัติตามคำสั่งสอนด้วยความเคารพและเต็มใจที่จะทำ และจากคุณธรรมหลักธรรมในข้อความข้างต้นเนื้อหาก็บ่งบอกเอาไว้อย่างตรงตัวอยู่แล้วว่า หากเราประพฤติตัวดี ปฏิบัติตัวถูกต้องเหมาะสมกับกาลเทศะแล้วนั้น ปัญหาของเราในข้อนี้จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
                และท้ายนี้ จากการระดมปัญหา วิเคราะห์ปัยหาและการนำเอาหลักธรรมและคุณธรรมเข้ามาช่วยในการแก้ปัญหานั้น ก็ทำให้กลุ่มของพวกเรา เกิดความรู้ เกิดความคิด ตระหนักในการดำเนินชีวิตมากขึ้น เพราะทุกชีวิตที่เกิดมาแล้ว รู้จักสังคม ตั้งแต่สังคมในบ้าน ในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย และสังคมภายนอกต่างๆ จะต้องเกิดปัญหาขึ้นอย่างแน่นอน และเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้วต้องรู้จักคิด วิเคราะห์ ไตร่ตรองถึงสาเหตุของปัญหา เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหานั้น และการแก้ปัญหาชีวิตส่วนมากหรือทั้งหมดเลยก็ว่าได้จะต้องนำคุณธรรมเข้าไปมีส่วนในการแก้ปัญหา เพราะคุณธรรมและหลักธรรมที่ถูกกำหนดมานั้น ไม่ว่าจะเป็นของศาสนาใดหรือของลัทธิใดก็ตาม แน่นอนว่า จะต้องอยู่บนความถูกต้อง ความดีงาม และความเหมาะสม ไม่เป็นโทษต่อผู้แก้ปัญหาและบุคคลรอบข้างอย่างแน่นอนเลยทีเดียว
                หากเมื่อตระหนักและจดจำนำเอาหลักการ คิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา เข้ามาใช้ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนถ่ายทอด กระจายต่อบุคคลอื่นๆ อันได้แก่ พ่อแม่ พี่น้อง และญาติๆ แล้ว เชื่อได้เลยว่า การดำเนินชีวิตนั้นจะต้องประสบความสำเร็จดังตั้งเป้าหมายในชีวิตและปฏิบัติดังตั้งใจได้อย่างที่ต้องการแน่นอน
สมาชิก
๑.       นายพิชิตชัย พุฒิวิสาทภาคย์ ๔๘๑๒๓๑๓๐๑๐๔
๒.     น.ส.วิลาวรรณ กันนิ่ม ๔๘๑๒๓๑๓๐๑๐๘
๓.     น.ส.ศิริวรรณ  พงษ์ชาติ ๔๘๑๒๓๑๓๐๑๐๙
๔.     น.ส.สุนทรีย์ สิทธิประเสริฐ ๔๘๑๒๓๑๓๐๑๑๐
๕.     น.ส.อารีย์ เพียรการ ๔๘๑๒๓๑๓๐๑๑๒
๖.      นายรัตนชัย ทองฝาก ๔๘๑๒๓๑๓๐๑๑๓

นม. พิมพ์จาก ๔ หน้ากระดาษเขียน

นม. ยังไม่ได้ตรวจทาน
---------------------------------------------------------------------------------
ไม่มากมายอะไรในโลกนี้
หากแต่เป็นสิ่งที่ดีควรใฝ่หา
เพียงหยิบมือที่พบประสบมา
ล้วนก่อเกิดคุณค่าอย่างยิ่งยง
คากรอง
10-2-2549
ขอขอบคุณ หน่วยงานการจัดการความรู้ ที่ให้ผมได้เข้าอบรมเรียนรู้อะไรหลายเรื่อง ทั้งที่ในใจผมวันนี้ ยังหาข้อยุติเกี่ยวกับ “การจัดการความรู้” ไม่ได้ และที่ได้ไม่รู้ว่าถูกต้องหรือไม่ ถ้าบอกว่าถูกต้อง มีเกณฑ์อะไรมาตัดสินว่าถูกต้อง ถูกต้องเพราะเราบอกว่าถูก หรือสังคมบอกว่าถูก หรือว่ามันถูกต้องโดยตัวของมันเอง แต่สิ่งที่ผมได้คือ ผมได้เปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่างที่ผ่านมา อย่างหนึ่งคือกระบวนการที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้



[๑] หมายเหตุ : วิชาความจริงของชีวิต (๑๕๐๐๑๐๔) คือ ๑ ใน ๓ วิชา ของกลุ่มวิชามนุษยศาสตร์หมวดวิชาศึกษาทั่วไป ได้แก่ ความจริงของชีวิต  สุนทรียภาพของชีวิต และพฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน ทราบว่า จะกลายเป็นวิชาเลือกหนึ่งจาก ๓ วิชา ในภาคการศึกษาถัดไป เป้าหมายสูงสุดของวิชานี้คือ การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ตามหลักศาสนธรรม เพื่อชีวิตสันติสุขและสังคมสันติภาพ (จากคำอธิบายรายวิชา)
[๒] หมายเหตุ : เนื้อหานี้ไม่มีการเพิ่มเติมหรือปรับสำนวน จากต้นฉบับลายมือเขียน สิ่งที่แก้ไขมีเพียงคำผิดบางคำ และตัวเลข  ฝรั่งเป็นเลขไทยเท่านั้น