การเสวนาเรื่อง “ความยากจน สวัสดิการ และแรงงาน: โจทย์สำหรับรัฐและชุมชน” ที่คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2550 ประกอบด้วยนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และด้านสังคมสงเคราะห์ มีทั้งนักวิชาการที่ศึกษาในระดับมหภาคและนักวิชาการที่ศึกษาและขับเคลื่อนงานในพื้นที่หรือทำงานกับกลุ่มเป้าหมายโดยตรง
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">แม้มีเครื่องมือและกรอบการวิเคราะห์ ประเด็นและกลุ่มเป้าหมายที่ศึกษาต่างกัน แต่พอจะสรุปสิ่งที่เห็นพ้องต้องกันในเรื่องสวัสดิการเพื่อกลุ่มต่างๆที่“ไม่ใช่แรงงานในระบบ” (ได้แก่ เกษตรกร แรงงานรับจ้างเกษตร แรงงานอุตสาหกรรมและบริการนอกระบบ เด็ก คนชรา และผู้พิการ) ว่า</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">งานสวัสดิการในสังคมไทย ผู้รับภาระค่าใช้จ่าย ควรจะเป็น รัฐและปัจเจก (บุคคล หรือ ครัวเรือน) โดยหน่วยจัดการน่าจะเป็น ท้องถิ่นหรือชุมชนหรือครอบครัว</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ต่อไปนี้จะขยายความสองประเด็นที่ขีดเส้นใต้ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ในเรื่องภาระค่าใช้จ่าย </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">บุคคลหรือครัวเรือนอาจใช้จ่ายแบบ pay as you go คือ หามาใช้ไป หรือ โดยการออม (fully-funded) เช่น ซื้อประกันกับบริษัท ออมกับองค์การการเงินชุมชน เป็นต้น </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ส่วนรัฐ (หมายถึงรัฐส่วนกลาง) ควรรับภาระในระบบสวัสดิการขั้นพื้นฐาน และการช่วยเหลือเมื่อตกยาก การจัดสวัสดิการเป็นหน้าที่พื้นฐานของรัฐที่กำหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ภาคเช้าพูดกันว่าสวัสดิการขั้นพื้นฐานเป็นเรื่องของสิทธิ (มนุษยชน) ด้วย</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ที่จริง ในระบบปัจจุบัน ชุมชนมีส่วนรับภาระค่าใช้จ่ายด้วย โดยผ่านสมาชิกที่ออมไว้กับกลุ่มสวัสดิการชุมชน เช่น การที่สมาชิกคนหนึ่งออมเพื่อสวัสดิการกับกลุ่มออมทรัพย์ ตัวเองอาจไม่ได้เจ็บป่วย แต่เงินออมก็นำไปช่วยเพื่อนสมาชิกที่เจ็บป่วย เป็นต้น </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ที่เป็นห่วงกันมาก คือ การออมเพื่อชราภาพ ตรงนี้เองที่นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์เห็นว่า รัฐควรจะเข้ามาช่วยชุมชนรับภาระ (อาจเป็นเงินสมทบ) เพราะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เงินมาก เป็นเรื่องระยะยาวที่กองทุนจะต้องมีความยั่งยืน และอาจเกินกำลังของชุมชน “การแบ่งเบาภาระ” ทางการเงิน ต่างกับ “การเข้ามาเป็นผู้บริหารจัดการ” (แต่บางชุมชนมักจะคิดรวมๆว่า “รัฐไม่ต้องมายุ่ง” ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องประการหลัง)</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">นักเศรษฐศาสตร์การคลังลองประเมินแล้ว สรุปว่า การสมทบไม่น่าจะเป็นภาระทางการคลังของภาคร้ฐมากนัก ในภาพรวมรัฐไทยยังใช้จ่ายเงินเพื่อสวัสดิการและการคุ้มครองทางสังคมไม่มาก (ประมาณ 2% ของจีดีพี) ยิ่งกว่านั้นงบประมาณที่ใช้จ่ายส่วนใหญ่ยังเป็นเงินเดือนค่าจ้างบุคลากรและเงินลงทุน ที่เป็นตัวเงินสวัสดิการจริงๆนิดเดียว</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ส่วนสัดส่วนการรับภาระระหว่างรัฐกับปัจเจก (หรือชุมชน) จะเป็นเท่าไหร่นั้น ยังไม่ได้พูดถึงกัน และคงจะแล้วแต่เรื่อง แต่มีข้อเสนอว่า น่าจะแยกเรื่องการออมเพื่อชราภาพหรือระบบบำนาญออกมาจากกองทุนสวัสดิการอื่นๆ</p> ส่วนที่ยังเป็นประเด็นที่เห็นไม่สอดคล้องกันในเรื่องภาระของรัฐ เช่น เรื่อง ความถ้วนหน้า หรือ เฉพาะเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย