ลอยกระทง  เป็นประเพณีที่สืบทอดเป็นมรดกทางสังคมมาช้านาน  เป็นสิ่งสะท้อนความเป็นเอกลักษณ์และคุณค่าทางสังคม  สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจละเลยมองข้ามไป นอกความสนุกสนาน การรวมกลุ่มเพื่อสร้างความบันเทิง  คือการเป็นกระบวนการขัดเกลาทางสังคม  ที่แอบแฝงมากับวิถีชีวิตและพิธีกรรมความเชื่อ  ที่คนรุ่นก่อนเก่าได้รังสรรค์เป็นกุสโลบายเพื่อรวมพล รวมคน รวมใจ และรวมทำ  โดยอ้างอิงเอาสิ่งที่มีอยู่เหนืออำนาจการพิสูจน์กับพฤติกรรมให้มีความเชื่อมโยงกัน  เพื่อให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียว  การลอยกระทงจึงมีปริศนาที่ซ่อนอยู่ในพิธีกรรม  ที่หลากหลาย

           มิติในมิติทางศาสนา  โดยเฉพาะพุทธศาสนา การกระทงเป็นบูชารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าที่ประดิษฐ์สถานอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทา  การบูชาในพุทธศาสนามี 2 ลักษณะ  คือ อามิสบูชา การบูชาที่ประกอบด้วยเครื่องสักการะต่างๆ  และปฏิบัติบูชา  คือการบูชาด้วยการปฏิบัติ  อันได้แก่  ทำดี ละชั่ว ทำจิตใจให้ปลอดบริสุทธิ์จากความเศร้าหมอง  ดังนั้น  จะเห็นว่า  กระทงที่ลอยกันในวันเพ็ญเดือนสิบสองจึงนิยมทำเป็นรูปดอกบัว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา  ที่แสดงการบูชาด้วยอามิส  โดยอาศัยการปฏิบัติบูชา พัฒนาตนไปสู่ความเป็นบัวที่พ้นน้ำ

     ตามตำราพรหมณ์คณาจารย์กล่าวว่าพิธีลอยประทีปหรือตามประทีปนี้ แต่เดิมเป็นพิธีทางศาสนาพราหมณ์ทำขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าทั้งสามคือ พระอิศวร พระนารายณ์และพระพรหมเป็นประเภทคู่กับลอยกระทง ก่อนจะลอยก็ต้องมีการตามประทีปก่อนซึ่งตามคัมภีร์โบราณอินเดียเรียกว่าทีปาวลีโดยกำหนดทางโหราศาสตร์ว่า เมื่อพระอาทิตย์ถึงราศีพิจิกพระจันทร์อยู่ราศีพฤกษ์เมื่อใดเมื่อนั้นเป็นเวลาตามประทีปและเมื่อบูชาไว้ครบกำหนดวันแล้ว ก็เอาโคมไฟนั้นไปลอยน้ำเสียต่อมาชาวพุทธเห็นเป็นเรื่องดี จึงแปลงเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทและการรับเสด็จพระพุทธเจ้า ดังที่กล่าวมาข้างต้น โดยมักถือเอาเดือน 12 หรือเดือนยี่เป็งเป็นเกณฑ์ (ยี่เป็งคือเดือนสอง ตามการนับทางล้านนาที่นับเดือนทางจันทรคติ เร็วกว่าภาคกลาง 2 เดือน)
               
ในมิติแห่งเกษตรกรรม  น้ำและแม่น้ำคือหัวใจของการดำรงชีพของมนุษย์  การลอยกระทงจึงเป็นทั้งการขอบคุณ  รักษา  และขอขมาโทษไปพร้อมกัน  สังคมไทยเชื่อว่า ทุกสถานที่มีผู้ดูแลคุ้มครองและรักษา  เช่น ต้นไม้มีรุกขเทวดารักษา  แผ่นดินมีภุมมเทวดารักษา  บ้านเรือนมีผีบ้านผีเรือนรักษา เป็นต้น  แม่มีแม่คงคาเป็นผู้รักษา การกตัญญูรู้คุณต่อสิ่งที่มีอุปการะต่อตนเองและสังคม จึงเกิดขึ้นในรูปลักษณ์ของการบูชา เมื่อมนุษย์มีพฤติกรรมเป็นเอกลักษณ์เดียวกัน จึงนำไปสู่การรักษา เพื่อได้ใช้ประโยชน์จากน้ำ และเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมให้อยู่ร่วมกับมนุษย์อย่างเท่าเทียม

             พระยาอนุมานราชธนได้สันนิษฐานว่าต้นเหตุแห่งการลอยกระทง มูลฐานมาจากคติของชนชาติที่ประกอบกสิกรรม ซึ่งต้องอาศัยน้ำเป็นสำคัญเมื่อพืชพันธุ์ธัญชาติงอกงามดี และเป็นเวลาที่น้ำเจิ่งนองพอดีก็ทำกระทงลอยไปตามกระแสน้ำไหล เพื่อขอบคุณแม่คงคาหรือเทพเจ้าที่ประทานน้ำมาให้ความอุดมสมบูรณ์ เหตุนี้ จึงได้ลอยกระทงในฤดูกาลน้ำมากและเมื่อเสร็จแล้ว จึงเล่นรื่นเริงด้วยความยินดีเท่ากับเป็นการสมโภชการงานที่ได้กระทำว่า ได้ลุล่วงและรอดมาจนเห็นผลแล้วท่านว่าการที่ชาวบ้านบอกว่า การลอยกระทงเป็นการขอขมาลาโทษ และขอบคุณต่อแม่คงคาก็คงมีเค้าในทำนองเดียวกับการที่ชาติต่างๆ  มิได้มีแต่ในประเทศไทยเท่านั้นในประเทศจีนอินเดียเขมรลาวเวียดนามและพม่า

          ส่วนที่ว่าลอยกระทงในวันเพ็ญ เดือน 11 หรือวันออกพรรษาเพื่อเฉลิมฉลองวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้า เสด็จกลับมาสู่โลกมนุษย์ หลังการจำพรรษา 3 เดือน ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อแสดงอภิธรรมโปรดพุทธมารดานั้น ก็ด้วยวันดังกล่าวเหล่าทวยเทพและพุทธบริษัท พากันมารับเสด็จนับไม่ถ้วน พร้อมด้วยเครื่องสักการบูชาและเป็นวันที่พระพุทธองค์ได้เปิดให้ประชาชนได้เห็นสวรรค์ และนรกด้วยฤทธิ์ของพระองค์คนจึงพากันลอยกระทง เพื่อเฉลิมฉลองรับเสด็จพระพุทธเจ้าสำหรับคติที่ว่าการลอยกระทงตามประทีปเพื่อไปบูชาพระเกศแก้วจุฬามณี บนสรวงสรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นก็ว่าเป็นเพราะตรงกับวันที่พระพุทธเจ้า เสด็จออกบรรพชาที่ริมฝั่งแม่น้ำอโนมาทรงใช้พระขรรค์ตัดพระเกศโมลีขาด ลอยไปในอากาศตามที่ทรงอธิษฐานพระอินทร์จึงนำผอบแก้วมาบรรจุ แล้วนำไปประดิษฐานไว้ในจุฬามณีเจดีย์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (ตามประทีป คือ การจุดประทีป หรือจุดไฟในตะเกียง /โคม หรือผาง-ถ้วยดินเผาเล็กๆ) ซึ่งทางเหนือของเรา มักจะมีการปล่อยโคมลอยหรือโคมไฟที่เรียกว่า ว่าวไฟ ขึ้นไปในอากาศเพื่อบูชาพระเกศแก้วจุฬามณี

          คติความเชื่อของพม่า เล่าว่าครั้งหนึ่งในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงมีพระประสงค์จะสร้างเจดีย์ให้ครบ 84,000 องค์แต่ถูกพระยามารคอยขัดขวางเสมอ พระองค์จึงไปขอให้พระอรหันต์องค์หนึ่ง คือพระอุปคุตช่วยเหลือ พระอุปคุตจึงไปขอร้องพระยานาคเมืองบาดาลให้ช่วย พระยานาครับปากและปราบพระยามารจนสำเร็จพระเจ้าอโศกมหาราชจึงสร้างเจดีย์ได้สำเร็จสมพระประสงค์ ตั้งแต่นั้นมา เมื่อถึงวันเพ็ญเดือน 12 คนทั้งหลายก็จะทำพิธีลอยกระทง เพื่อบูชาคุณพระยานาค เรื่องนี้ บางแห่งก็ว่าพระยานาค ก็คือพระอุปคุตที่อยู่ที่สะดือทะเล และมีอิทธิฤทธิ์มาก จึงปราบมารได้และพระอุปคุตนี้เป็นที่นับถือของชาวพม่าและชาวพายัพของไทยมาก

             คติความเชื่อโบราณของชาวล้านนาว่า เกิดอหิวาต์ระบาดที่อาณาจักรหริภุญชัย ทำให้คนล้มตายเป็นจำนวนมากพวกที่ไม่ตายจึงอพยพไปอยู่เมืองสะเทิม และหงสาวดีเป็นเวลา 6 ปีบางคนก็มีครอบครัวอยู่ที่นั่น ครั้นเมื่ออหิวาต์ได้สงบลงแล้ว บางส่วนจึงอพยพกลับและเมื่อถึงวันครบรอบที่ได้อพยพไป ก็ได้จัดธูปเทียนสักการะพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคดังกล่าวใส่สะเพา ( อ่านว่า สะ - เปาหมายถึง สำเภาหรือกระทง ) ล่องตามลำน้ำ เพื่อระลึกถึงญาติที่มีอยู่ในเมืองหงสาวดีซึ่งการลอยกระทงดังกล่าว จะทำในวันยี่เพง คือ เพ็ญเดือนสิบสอง เรียกกันว่าการลอยโขมด แต่มิได้ทำทั่วไปในล้านนา ส่วนใหญ่เทศกาลยี่เพงนี้ชาวล้านนาจะมีพิธีตั้งธัมม์หลวง หรือการเทศน์คัมภีร์ขนาดยาวอย่างเทศน์มหาชาติและมีการจุดประทีปโคมไฟอย่างกว้างขวางมากกว่า (การลอยกระทงที่ทางโบราณล้านนาเรียกว่า ลอยโขมดนี้ คำว่า โขมด อ่านว่า ขะ-โหมด เป็นชื่อผีป่าชอบออกหากินกลางคืน และมีไฟพะเหนียงเห็นเป็นระยะๆ คล้ายผีกระสือ ดังนั้นจึงเรียกเอาตามลักษณะกระทง ที่จุดเทียนลอยในน้ำ เห็นเงาสะท้อนวับๆ แวมๆคล้ายผีโขมดว่าลอยโขมดดังกล่าว)

          คติความเชื่อของจีนสมัยก่อน ทางตอนเหนือ เมื่อถึงหน้าน้ำน้ำจะท่วมเสมอ บางปีน้ำท่วมจนชาวบ้านตายนับเป็นแสนๆ และหาศพไม่ได้ก็มีราษฎรจึงจัดกระทงใส่อาหารลอยน้ำไป เพื่อเซ่นไหว้ผีเหล่านั้นเป็นงานประจำปีส่วนที่ลอยในตอนกลางคืน ท่านสันนิษฐานว่า อาจจะต้องการความขรึมและขมุกขมัวให้เห็นขลัง เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับผีๆสางๆและผีก็ไม่ชอบปรากฏตัวในตอนกลางวัน การจุดเทียนก็เพราะหนทางไปเมืองผีมันมืดจึงต้องจุดให้แสงสว่าง เพื่อให้ผีกลับไปสะดวก ในภาษาจีนเรียกการลอยกระทงว่าปล่อยโคมน้ำ (ปั่งจุ๊ยเต็ง) ซึ่งตรงกับของไทยว่าลอยโคม(อมรรัตน์ เทพกำปนาท)    

         จากปฐมบทเกี่ยวกับ การลอยกระทง เป็นประเพณีที่แสดงออกซึ่งความกตัญญูระลึกถึงสิ่งที่มีคุณต่อมนุษย์ เช่น พระพุทธเจ้า เทพเจ้า พระแม่คงคา และบรรพชนเป็นต้น และแสดงความกตเวที (ตอบแทนคุณ) ด้วยการเคารพบูชาด้วยเครื่องสักการะต่างๆโดยเฉพาะการบูชาพระพุทธเจ้า หรือรอยพระพุทธบาท ถือได้ว่าเป็นคติธรรมอย่างหนึ่งที่บอกเป็นนัยให้พุทธศาสนิกชน ได้เจริญรอยตามพระบาทของพระพุทธองค์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามทั้งปวงนั่นเองประเพณีลอยกระทงนอกจากจะเป็นประเพณีที่สะท้อนคุณค่าในมิติต่างๆ ยังเป็นประเพณีที่หลอมรวมคนในชุมชน สังคม ครอบครัว ได้ทำความดี  ทำให้สมาชิกในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันทำให้ชุมชนได้ร่วมมือร่วมใจกัน และทำความดีความงามแก่สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะจิตสำนึกสาธารณะที่นับวันจะหดไปจากใจคนไทยและสังคมไทย