บันทึก  การจัดการความรู้   :  KMวันที่  17    ตุลาคม    2550ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลท่าเรือ  สำนักงานเกษตรอำเภอบ้านนาเดิม เรื่อง  การใส่ปุ๋ยปาล์มน้ำมันที่ถูกวิธี                    ศูนย์บริการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลท่าเรือ   โดยดิฉัน  นางสาวนันทวัน  วัฒนา  นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร  4    เลขานุการศูนย์ ฯ    จัดอบรมถ่ายทอดความรู้  เรื่อง  การใส่ปุ๋ยปาล์มน้ำมันที่ถูกวิธี     ศาลาหมู่ที่  6  ตำบลท่าเรือ  อำเภอบ้านนาเดิม  จังหวัดสุราษฎร์ธานี  โดยนัดเกษตรกรกลุ่มปลูกปาล์มน้ำมัน  จำนวน  40  คน  ในเวลา  13.30 น.  การนัดเกษตรกรของดิฉัน  ดิฉันจะใช้วิธีการหลายวิธี   คือ  วิธีแจกจดหมายเชิญโดยการสนับสนุนจากคณะกรรมการศูนย์ ฯ    วิธีการใช้หอกระจายข่าวหมู่บ้าน  วิธีการใช้วิทยุชุมชน             
เวลา  13.30 น.
            เกษตรกรกลุ่มปลูกปาล์มน้ำมันเริ่มทยอยมาลงทะเบียน  และรับเอกสารเกี่ยวกับการใส่ปุ๋ยปาล์มน้ำมัน  ซึ่งดิฉันได้เตรียมไว้  เอกสารดังกล่าวดิฉันสะสมไว้ทุกครั้งที่ไปรับการถ่ายทอดความรู้ในเรื่องดังกล่าวเพื่อต่อไปจะมีประโยชน์ต่อเกษตรกรของดิฉัน  เวลา  14.00 น.  วิทยากรเกษตรกร  ลุงสมนึก  บัวอินทร์  จากตำบลทุ่ง  อำเภอไชยา   ซึ่งประสบความสำเร็จในการจัดการสวนปาล์มน้ำมัน  โดยได้ผลผลิตประมาณ  6  ตันต่อไร่ต่อปี เดินทางมาถึง  ลุงสำนึกดำเนินการถ่ายทอดความรู้  โดยใช้วิธีเล่าเรื่องจากประสบการณ์จริง และมีเอกสารเกี่ยวกับปุ๋ยสูตรต่างๆ  มาแจกให้สมาชิกได้รับทราบ    การจัดการสวนปาล์มน้ำมันเริ่มจากการเลือกพันธุ์ที่จะนำมาปลูก  จะเลือกจากแปลงที่ได้รับการรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตร  ต้นที่สมบูรณ์แข็งแรง  ในการปลูกจะปลูกแบบสามเหลี่ยม  ได้ไร่ละ  22  ต้น  แต่ลุงจะเน้นการใส่ปุ๋ยเป็นสำคัญนั้นคือ  ปาล์มน้ำมันจะเน้นปุ๋ยเชิงเดี่ยวคือแม่ปุ๋ย  3  ตัว   ได้แก่  ไนโตรเจน  ฟอสฟอรัส และโปรแตสเซี่ยม  และที่ขาดไม่ได้อีก  2  ชนิด  คือ  แมกนีเซี่ยม  และโบรอน  ลุงสมนึกแนะนำวิธีการใส่ในสวนของลุงคือ  นำปุ๋ยทั้ง  5  ชนิดใส่รถกระบะ  เมื่อถึงต้นใดก็ดูลักษณะอาการ  แล้วจึงจะใส่ปุ๋ยชนิดนั้นๆ ใส่ต้นละ ประมาณ  1  แก้ว  โดยไม่ได้นำปุ๋ยมาผสมกันเลย   ดูแลกันต้นต่อต้น  ลุงเปรียบเทียบปาล์มน้ำมันเหมือนภรรยาเมื่อเราเอาใจใส่ดูแลดีก็จะได้ลูก (ผลผลิต) ดีด้วย   การใส่จะใส่ปีละ  3  ครั้ง  แต่ที่สำคัญ    ในแต่ละปีลุงจะต้องใส่ปุ๋ยอินทรีย์  ซึ่งได่แก่  ปุ๋ยหมัก  ปุ๋ยน้ำชีวภาพ  อย่างน้อย  1  ครั้ง  แต่ไม่นิยมซื้อที่มีขายในท้องตลาด  เนื่องจากมักจะผสมดินเสียส่วนใหญ่  เหตุผลที่ต้องใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพราะว่าปุ๋ยอินทรีย์เปรียบเสมือนฟองน้ำช่วยซับปุ๋ยเคมีไว้ให้ต้นปาล์มน้ำมันใช้    ดิฉันได้ช่วยเสริมตรงจุดนี้ว่า   ปุ๋ยเคมีเมื่อเราใส่มาก ๆ  ทุกปี  ก็จะทำให้ดินแข็งแต่ปุ๋ยอินทรีย์เป็นจุลลินทรีย์ที่ช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุในดินทำให้ดินร่วนซุย  การใส่ปุ๋ยจึงจำเป็นต้องผสมผสานทั้งอินทรีย์และเคมีด้วยกัน  เพราะมีประโยชน์ทั้งสองฝ่าย  (  ทุก ๆ สิ่งในโลกล้วนมีทั้งดีและไม่ดี   เรานำสิ่งที่ดีของสิ่งเหล่านั้นมาใช้ปรับปรุงให้เข้ากับตัวเรา  ดีกว่ามัวแต่สนใจแต่เรื่องไม่ดี  แล้วทำให้ชีวิตเศร้าหมอง )  การให้น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญของลุงสมนึกอีกอย่างหนึ่งในการจัดการสวน  เพราะว่าน้ำถ้าต้นไม้ได้รับอย่างสม่ำเสมอผลผลิตออกมาก็จะดีด้วย  ลุงจะให้น้ำโดยใช้ระบบน้ำเป็นแบบหัวฉีด  ให้ตลอด  24  ชัวโมง  โดยใช้มอเตอร์  2  ตัวสลับไปมา  แหล่งน้ำที่ใช้คือ  น้ำบาดาล  เกษตรกรได้สอบถามว่าถ้าในสวนมีน้ำขัง  ลุงแนะนำให้ระบายน้ำออกเพราะถ้าปล่อยไว้ต้นจะเหลืองซีด  ปุ๋ยไม่สามารถใส่ได้  และเนื่องจากพื้นที่ในการปลูกปาล์มน้ำมันของตำบลท่าเรือและอำเภอไชยาคล้ายคลึงกัน  คือปลูกในนาข้าวเดิม  ลุงจึงไม่แนะนำให้ขุดเป็นร่องปลูก  แต่แนะนำให้มีคูระบายน้ำได้  เพราะการขุดเป็นร่องปลูกทำให้มีน้ำขังตลอดเวลาปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำขัง  แต่ถ้าพื้นที่นั้นจำเป็นต้องขุดร่องก็อนุโลมได้แต่ต้องทำการระบายน้ำอย่างดี   มีเกษตรกรซักถามเรื่องการใส่ปุ๋ยว่าจะใส่กี่กิโลกรัมต่อต้น  ลุงแนะนำจากการใส่ในสวนคือ  อายุ  6  ปี  ขึ้นไปใส่ประมาณ  12  กิโลกรัมต่อต้นต่อปี    ถ้าอายุน้อยกว่าก็ลดหลั่นลงมาตามความเหมาะสม  ในระหว่างการถ่ายทอดความรู้เกษตรอำเภอได้เดินทางมาร่วมรับฟังด้วย  และได้พูดคุยพบปะกับเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน           
เวลา  16.00 น.  ลุงสมนึกไดเดินทางกลับแต่ก่อนจะกลับลุงแนะนำการทดสอบดูว่าพื้นที่ใดมีน้ำบาดาลพื้นที่ใดไม่มีน้ำบาดาลโดยใช้เหล็กเส้นจากเสาไฟฟ้า  2  เส้น  มาทำการทดสอบ  ดังรูป  เกษตรกรที่สนใจลองทดสอบดูด้วยความสนุกสนาน
            จากการถ่ายทอดความรู้ในครั้งนี้  สรุปได้ว่า  เกษตรกรตำบลท่าเรือไม่กล้าปฏิบัติด้วยตนเองเพราะเรื่องที่รับฟังในวันนี้เกษตรกรตำบลท่าเรือส่วนใหญ่รับทราบมาแล้ว  แต่เมื่อเรานำเกษตรกรด้วยกันที่ประสบความสำเร็จมาถ่ายทอดให้ฟังก็จะเชื่อถือและกล้าที่จะนำไปปฏิบัติ  ดิฉันคิดว่าเหตุผลนั้นคืองานที่ดิฉันต้องนำไปเป็นการบ้านในการทำงานต่อไป ( การเปลี่ยนแปลงความเชื่อเรื่องเก่า ๆ  เป็นเรื่องที่ยากมาก  ๆ )  สู้ตายค่ะ 
ผู้เล่าเรื่อง  นางสาวนันทวัน  วัฒนา
ผู้บันทึก  นางสาวนันทวัน  วัฒนา                     
วันที่  1
9   ตุลาคม   2550