absorb

จากคอลลัม หน้ากระดานเรียงห้าโดย สุรวิชช์ วีรวรรณ ถ้า"ทักษิณ" สู้ ใครจะแพ้   

ถึงตอนนี้คงไม่ต้องอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างทักษิณกับพรรคพลังประชาชนอีกต่อไป และถ้าจะให้ถูกก็ต้องบอกว่า พรรคพลังประชาชนก็คือ การจำแลงแปลงกายของพรรคำไทยรักไทยนี่เอง สมัคร สุนทรเวชก็ประกาศชัดเจนว่า เขาเป็นนอมินีของทักษิณ

นี่เป็นเรื่องที่สะท้อนว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องสมมติ กกระทั่งกฎหมายและบทลงโทษทางการเมืองก็เป็นเรื่องสมมติไปเลย

พถติกรรมต่างๆของพรรคและบุคคลในพรรคก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เกี่ยวข้องกับทักษิณ และยังโยงไปถึงพฤติกรรมของ นปก หรือที่พวกเราเรียกไว้ไม่ผิดว่า "ม็อบไข่แม้ว" ด้วย

ที่ผมพูดไม่ได้หมายความว่า การเคลื่อนไหวชุมนุมปลุกูะดมมวลชนของพวกเขาเป็นสิ่งที่ผิด เพียงแต่ผมไม่เห็นด้วยในประเด็นที่น่ามาเคลื่อนไหวและแนวทางของพวกเขา

 ผมไม่ได้ขัอแย้งที่วิธีการ แต่ขัดแย้งทางความคิดและรูปแบบ เพราะพวกเราเองก็เคยใช้การเคลื่อนไหวมวลชนในการขับไล่ระบอบทักษิณเพียงแต่อาจจะแตกต่างกันที่พวกเราเคลื่อนไหวในยุคของระบอบประชาธิปไตย แต่พวกเขาเคลื่อนไหวภายใต้อำนาจของคณะปฎิวัติ

แตกต่างในเชิงรูปแบบที่พวกเราไม่เคยใช้งิธีการที่ถ่อยาถุนเหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่หน้าบ้านพักของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

ผมอาจจะประหลาดใจอยู่บ้างที่ปัญญาชนบางคนที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของ นปก. กลับมองว่า การเคลื่อนไหวซึ่งออกมาขับไล่ระบอบทักษิณนั้นเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ด้วยเหตุผลว่า เพราะทักษิณเป็นที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นสิ่งที่จะตัดสินทักษิณคือการเข้าคูหาแล้วกาว่าจะเลือกหรือไม่เลือก

และหากย้อนไปแล้วจะเห็นว่า มีปัญญาชนที่อิงแอบกับทักษิณหลายคนแต่ใช้สถานะทางวิชาการมาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับม๊อบไข่แม้วว่า เป็นพวกคัดค้านเผด็จการ ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงแล้ว เนื้อหาคัดค้านเผด็จการเป็นเพียงประเด็นที่หยิบข้นมาปิดบังเป้าหมายที่แท้เขาเขาเกลียดเผด็จการจริง

เพราะถ้าพวกเขาเกลียดเผด็จการจริงก็คงเกลียดทักษิณด้วยเพราะทักษิณเองก็มีพฤติกรรมหลายอย่างที่ไม่ต่างไปจากเผด็จการ เพียงแต่ทักษิณมาจากการเลือกตั้ง

โจรที่เข้าไปขโมยของในบ้านก็ไม่จำเป็นจะต้องปีนหน้าต่าง ปีนรั้วเข้าเสมอไป เพราะบางครั้งโจรอาจเดินเข้ามาทางประตูหน้าก็ได้

สื่อมวลชนบางคน โดยเฉพาะเสถียร จันทิมาธร ที่ทักษิณยกย่องเป็นปราชญ์ ก็ยังใช้หน้า 3 ของหนังสือพิมพ์มติชน เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ทักษิณและการเคลื่นไหวของนปก.ทั้งทางตรงและทางอ้อม ด้วยสำนวนโวหารที่บิดพลิ้วและแฝงเร้นอยู่ทุกวี่ทุกวัน

หรือสื่อมวลชนบางคนที่เหน็บแนมพวกเราว่าเป็นพวกชอบความแตกแยก ด้วยการเรียกร้องความสมานฉันท์บังหน้าโดยไม่แยกแยะความผิดถูกชั่วดี เรากลับไม่ได้ยินพวกเขาติเตียนอำนาจเก่าที่บอกว่าจะกลับมาแก้แค้นคิดบัญชีว่าไม่สมานฉันท์บ้าง

ข่าวคราวที่ออกมาจากพรรคพลังประชาชนและพฤติกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในพรรคสะท้อนชัดเจนว่า ถูกบงการโดยคนที่พลัดแผ่นดินอยู่ที่อังกฤษ ชึ่งขัดแย้งกับสิ่งที่ทักษิณพยายามส่งมาในทางเปิดว่า เขาวางมือทางการเมืองแล้ว หรือแบบที่ให้หน้าม้าทางการเมืองแบบบิกจิ๋วออกมาพูดว่า จะวางมือทางการเมือง

และยิ่งทักษิณพูดโดยมีบิ๊กจิ๊วออกมายืนยันด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้ความน่าเชื่อถือด้อยคุณค่าเป็นทวีคูณ เพราะคนหนึ่งไม่เคยรักษาคำพูด ส่วนอีกคนหนึ่งไม่เคยจำคำพูดของตัวเองได้

การวางตัวบุคคลต่างๆในพรรคก็สะท้อนอยู่แล้วว่าใครอยู่