starting KM

พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546

มาตรา 11 ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ โดยต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสามารถประมวลผลความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปฎิบัติราชการได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว และ เหมาะสมต่อสถานการณ์ รวมทั้งต้องส่งเสริมและพัฒนาความรู้ ความสามารถสร้างวิสัยทัศน์และปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการในสังกัด        ให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและมีการเรียนรู้ร่วมกัน… <p style="margin: 0cm 0cm 10pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เริ่มด้วยคำถามว่า จัดการความรู้ไปทำไม(Why KM)</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt; text-align: justify" class="MsoNormal">อย่ามองว่าราชการทำเพราะกฎหมาย อย่ามองแยกแยะว่าราชการกับเอกชนต่างกัน สมัยก่อนมีคำว่าการศึกษา ไม่มีการจัดการองค์ความรู้เพราะว่าความรู้มีมากมาย ถ้าไม่จัดการความรู้ แย่แน่ การจัดการความรู้ เช่น Google ถือว่าเป็นการจัดการความรู้แบบหนึ่ง นอกจากหมายถึงเข้าถึงความรู้ ยังหมายถึงการจัดการความรู้ดีด้วย</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ในองค์กรความรู้มีมาก แต่ ความรักองค์กรมีน้อย แต่ต่างคนต่างอยู่ ระบบการทำงาน หลักการบริหาร ทำให้เหมือนคนเห็นแก่ตัวจริงๆแล้วทุกคนต้องเอาตัวรอดเพราะมีตัววัด เช่น BSC แต่เมื่อเอา KM ไปใช้จะทำให้การจัดการองค์ความรู้ดีขึ้น องค์กรเกิดความสัมพันธ์ดีขึ้น </p>                                                                                เมื่อเปรียบเทียบ                                      Explicit Knowledge                                                                                         Tacit Knowledge-             วิชาการ หลักวิชา                                                                         -  ภฺมิปัญญา เคล็ดวิชา           -             ทฤษฎี  (Theory) ปริยัติ                                                             -  ปฎิบัติ (Practice) ประสบการณ์-             มาจากการสังเคราะห์วิจัย ใช้สมอง                                             -  มาจากวิจารณญานใช้ปฎิภาน    (Intelligent)-             เป็นกฎเกณฑ์ วิธีการขั้นตอนที่ผ่านการพิสูจน์                          -  เป็นเทคนิคเฉพาะตัวเป็นลูกเล่นของแต่ละคน <p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">สิ่งที่อยู่ในระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างเป็น information แต่ถ้าทำแล้วไม่โดนเล่นงานถือเป็นความรู้ (Knowledge)</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">จะจัดการความรู้ทั้งสองประเภทอย่างไรระหว่าง Explicit and Tacit</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">Explicit Knowledge  and Tacit Knowledge มีวิธีการจัดการต่างกัน</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">Explicit (วิชาการ)ต้องเข้าถึงแล้วจัดการให้ได้ แล้ว เอามา apply พอเกิดความรู้จริง (คือความรู้ดั้งเดิม (Content) บวกด้วย บริบท (Context) ) แล้วเอาไปจัดเก็บ Store</p>Tacit  (ภูมิปัญญา)ต้องเรียนรู้ร่วมกัน (Capture & Learn) แล้วมีใจแบ่งปันกัน (Care & Share) เสร็จแล้วนำไปปรับใช้ (Imply & Utilize)บางอย่างเป็นความรู้เฉพาะตัว เทคนิคเฉพาะตัว หรือ มีอยู่ในคนไม่กี่คน ซึ่งอาจตายไปพร้อมกับเจ้าของความรู้หากไม่ถ่ายทอดเพื่อให้เกิดเป็น Explicit ได้  คนต่างจังหวัดจะมี Tacit เยอะแต่ไม่ได้ถ่ายทอดให้เป็น Implicit เลยไม่เกิดการแพร่กระจาย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ส่วนใหญู่แล้วทำแต่ Explicit แต่ไม่ทำ Tacit จริงๆควรทำทั้งสองอย่างพร้อมกันจึงจะได้ผลดี คือเรียนรู้สิ่งใหม่แล้วนำมาบูรณาการให้เกิดผลดี KM ที่มีพลังต้องทำทั้งสองด้าน แต่เราไปเน้นทางด้าน Explicit เยอะ ถ้าเราจะมีความรู้เยอะเราต้องมีการพัฒนาทั้งสองด้าน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ความรู้ไม่ใช่การรู้ Knowledge not knowing</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การวิจัยต้องเรียนรู้แล้วถ่ายทอดที่มาที่ไป คือความพยายามที่จะทำให้เป็นเล่มคือ ความรู้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เราไม่สามารถpresent ความเป็นจริงได้แต่เราต้องพยายามทำให้ดีที่สุดโดยผ่านตัวหนังสือ แต่ก็ต้องทำให้ถูกต้องเที่ยงตรงเที่ยงธรรมที่สุด</p>Model ปลาทู                                     <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">    หัวปลา= เป้าหมายของการจัดการความรู้. . . เป็นการตอบคำถามที่ว่า . . .</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">            ทำ KM ไปเพื่ออะไร?</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">            อะไรคือความรู้ที่ถือว่าเป็นหัวใจขององค์กร?</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ตัวอย่างหัวปลาทู</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">n       ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">n       2. การวัดผลตามสภาพจริง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">n       3. การส่งเสริมคุณธรรมในนักเรียน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">n       4. การนำ ICT มาใช้ในการเรียนการสอน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">n       5. การวิจัยในชั้นเรียน</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">Tacit เป็นความรู้เล็กๆ ไม่แน่นอน จับต้องไม่ได้แต่ถึงเวลาเราจะรู้เองว่าใช้อย่างไร บางอย่างเขียนเป็น procedure ไม่ได้ทำเป็น Explicit ไม่ได้ </p>ขบวนการ km จุดที่ยากที่สุดคือการรับฟังผู้ที่มีความรู้มากยิ่งไม่ฟัง เมื่อมีความรู้มากขึ้นก็นึกว่ามีความรู้มากแล้วก็จะไม่ค่อยฟัง คนที่มีความรู้เยอะพูดเก่ง แต่ฟังไม่เก่ง ชาวบ้านจะฟังมากกว่า เวลา share กันคือแชร์ความสำเร็จมากกว่าความล้มเหลว เราไม่เอาปัญหาขึ้นมาแชร์ km คือการแชร์ความสำเร็จ Success Story Sharing  Knowledge Sharing    ส่วน“ตัวปลา…..เป็นส่วนหัวใจ  ที่ให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันตัวปลา คือกุศโลบายให้คนนำความรู้มาใช้เยอะๆ <p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">Km คือพูดเรื่องดีๆ  เน้น Positive </p>Knowledge Assets (KA)  ส่วน“หางปลา” = คลังความรู้ทำให้สามารถรวบรวม จัดเก็บ ความรู้ได้อย่างเป็นระบบ ช่วยให้การแพร่กระจายความรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ถ้าเราไม่บันทึกหางปลาจะว่างเปล่า ฝรั่งพัฒนาก้าวหน้าเพราะทำอะไรแล้วเขียนไว้ แล้วคนอื่นก็เอาไปต่อยอดได้อีกทีแต่คนไทยไม่ชอบบันทึก หางปลาเป็นกุศโลบายให้ความรู้แพร่หลาย เช่น cd vdo คนรุ่นหลังสามารถเข้าไปดูแล้วทำให้เกิดความรู้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">หางปลาต้องมีส่วน ทั้ง Tacit ที่ต้องดึงมาเยอะๆ  และ Explicit ถ้าไม่มีการจัดการความรู้มันจะเยอะแยะไปหมด ส่วนที่ 3 คือการอ้างอิง การทำคลังความรู้ควรมีทั้งสามส่วน Tacit+Explicit+Reference  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สคสเปิดเว็บไซต์ http://gotoknow.org เพื่อให้คนเข้าไปแชร์ความรู้ สำหรับฟรีสร้างบล็อกพร้อมชื่อลิงค์ส่วนตัว เอาความรู้ที่มีไปใส่ เป็นไดอารี่สำหรับสาธารณะ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">พวกที่ทำ km แล้วไม่สำเร็จถือเป็นหลุมดำ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">LO คนส่วนใหญ่ไปไม่ถึง Process of Knowing เพราะติดตัวเดียวคือ Body of Knowledge การคุยกันไม่ได้ให้เฉพาะความรู้แต่ให้กำลังใจ ให้คนสู้ ไม่ท้อถอย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">               ความรู้ในกระดาษBOK -  Body of Knowledge</p>   
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ความรู้ในเครือข่าย                                                                                  ความรู้ในคน POK</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">COPLearning community                                                            Process of Knowing</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เราต้องสร้างcommunity ,  km เป็นแค่ตัวแรก ในที่สุดเราก็ฟังแล้วเกิดความรู้และปัญญาเท่ากับเราเข้าใกล้ LO</p>LO คือทำจนเกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร