จากผลการศึกษาจากสำนักต่างๆที่วิจัยออกมา พบว่าคนไทยมีพฤติกรรมการออมลดลง เนื่องจากปัจจัยหลายๆด้าน เช่นขาดการควบคุมการเงินที่ดี การใช้บัตรเครดิตอย่างประมาท รายได้ต่ำรสนิยมสูง ซึ่งนับว่าเป็นวิกฤติการออมอย่างรุนแรง โดยมีบทความการสัมนาของ ธปท. ที่น่าสนใจดังนี้
งานสัมมนาประจำปีของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในหัวข้อเรื่อง การออมในประเทศไทย : ความเพียงพอ หรือความเสี่ยง ซึ่งจัดขึ้นที่สหประชาชาติ วานนี้ (18 ส.ค.) นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล นายธรรมนูญ สดศรีชัย และนายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา ผู้บริหารและ เศรษฐกรสายนโยบายการเงิน ธปท. ระบุถึงอัตราการออมของประเทศไทยว่า อยู่ในระดับต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และไม่เพียงพอจะรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ต้อง ใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก
จากผลการศึกษาพบว่า ขณะที่ประเทศกำลังประสบกับภาวะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด อย่างรวดเร็ว และกำลังจะมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในโครงการ เมกะโปรเจกต์ แต่อัตราการออมปัจจุบันกลับอยู่ในระดับ 30.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โดยการออมภาคครัวเรือนเติบโตเพียง 3.8% ทั้งนี้ การออมของประเทศไทยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ได้ลดลงถึง 5.1% โดยภาคครัวเรือนมีอัตราการออมลดลงมากที่สุด 5.4% ส่วนการออมภาครัฐลดลง 3.7% ตรงกันข้ามกับภาคเอกชนที่มีอัตราการออมเพิ่มขึ้น 1.1% สำหรับการออมภาคครัวเรือน นับเป็นภาคที่น่าเป็นห่วงที่สุด โดยประเด็นหลักที่ทำให้การออม ของภาคนี้ลดลง มาจากหลายเหตุปัจจัยเริ่มต้นจากพฤติกรรมการบริโภค ที่เปลี่ยนไปสู่การใช้จ่ายที่มากขึ้นเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยต่ำ และการเปิดให้ประชาชนสามารถกู้ยืมได้ง่ายขึ้น ในขณะที่รายได้ไม่เพิ่มขึ้น หรือลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจ
นอกจากนี้แล้ว ผู้บริโภคส่วนหนึ่งยังเปลี่ยนพฤติกรรมเป็น “ใช้ก่อน-ออมทีหลัง” กันมาก เช่น เดิมมี 100 บาท ออม 50 บาท แต่ปัจจุบันการออมเหลือเพียง 28 บาท ที่สำคัญ มีการใช้จ่ายมากกว่าทำมาหาได้มา หรือมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ ถึง 6.06% ในจำนวนนี้มีการใช้จ่ายไปกับรถยนต์ และโทรศัพท์มือถือมากที่สุด ยังมีการพบด้วยว่าคนรวยจะออมมากกว่าคนจน และคนที่อายุมากกว่าออมมากกว่าคนอายุน้อย แต่คนที่มีความรู้สูง และอยู่ในกรุงเทพฯ กลับออมน้อยกว่า เพราะเข้าถึงการกู้ยืมเงินได้ง่ายกว่าในยามฉุกเฉิน ที่น่าเป็นห่วงยังพบว่า ในปี 2547 ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำ มีหนี้มากขึ้น และหากพิจารณาการออมของคนไทย จะพบว่า ประมาณ 90% ของคนไทยทั้งประเทศ มีเงินออมเฉลี่ยเพียง 4,379 บาทเท่านั้น หรือหากคิดเป็นรายเดือนก็ออมได้เพียงเดือนละ 364.9 บาทเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ยังมีส่วนทำให้การออมลดลงด้วย โดยคนที่เป็นเกษตรกรสามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน ได้มากขึ้น ส่วนโครงการภาครัฐจำนวนมาก เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค ทำให้ผู้คนไม่ต้องออมเผื่อยามฉุกเฉิน อย่างไร ก็ตาม การสำรวจพบว่า ครัวเรือน 54% คิดว่ายังออมไม่เพียงพอ และยังมีปัญหาในการวางแผนที่จะออม โดยส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีอาชีพไม่แน่นอน และรายได้น้อย เช่น แรงงาน หรือภาคการเกษตร รวมถึงกลุ่มผู้มีการศึกษาน้อย ส่วน 17% ยังไม่แน่ใจว่าออมเพียงพอหรือไม่ 28% คิดว่า ออมเพียงพอแล้ว และ 18.33% เห็นว่ายังมีอุปสรรคทำให้ไม่สามารถออมได้
กรณีข้างต้น ทำให้ได้ข้อสรุปว่า การออมของประเทศไทยไม่เพียงพอต่อการช่วยให้เกิดการ ขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างมีเสถียรภาพ ทั้งนี้ หากต้องการให้ประเทศขยายตัวประมาณ 5-6% ต่อปี และเพียงพอต่อการลงทุนในประเทศคนไทยในประเทศ ก็จะต้องออมเพิ่มขึ้นในระดับ 35.3-37.0% ของจีดีพี จากปัจจุบันที่ออมอยู่ในระดับเพียง 30.5% ของจีดีพี หรืออย่างน้อยก็ต้องออมให้ได้ 32.3-34% ของจีดีพี หากยอมให้มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 3% ใน 4-5 ปีข้างหน้า ซึ่งหมายถึงจะต้องออมเพิ่มขึ้น 1.8-3.5% ของจีดีพี
โดยปัญหาเร่งด่วนคือ ต้องเพิ่มการออมภาคครัวเรือนที่ต่ำมากให้มีอัตราสูงขึ้น โดยขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากให้จูงใจ นอกจากนี้จะต้องคุมการปล่อยสินเชื่อเพื่อ การอุปโภคบริโภคที่ฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่มีรายได้น้อย โดยดูแลการแข่งขันการให้สินเชื่อของบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน และต้องให้ความรู้ในด้านการออมแก่ประชาชน โดยหาช่องทาง และความสะดวกสบายในการออมให้แก่ผู้มีรายได้น้อยเพิ่มขึ้น รวมทั้งจูงใจด้วยสิทธิพิเศษทางภาษีการออมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการมากขึ้นในวงเงินที่สูงขึ้น เช่น จาก 300,000 บาท เป็น 500,000 บาท
รวมทั้งส่งเสริมการออมระยะยาว เช่น ให้สิทธิพิเศษในการออมในพันธบัตรรัฐบาลอายุยาว การประกันชีวิต และการออมเพื่อการเกษียณอายุ และท้ายที่สุด หากกระตุ้นภาคครัวเรือนได้ไม่เพียงพอ ก็จำเป็นต้องเร่งการออมภาคบริษัท โดยให้สิทธิประโยชน์มากขึ้น และเร่งการออมภาครัฐทดแทน.
นู๋ขอยืมบทความนี้ เพื่อใช้อ้างอิงในการทำวิจัยนะคะ ขอบคุณค่ะ
ตอนนี้กำลังศึกษาและทำวิจัยเรื่องการศึกษาพฤติกรรมการออมอยากได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำวิจัยบ้าง
ตอนนี้นู๋กำลังศึกษาและทำวิจัยเรื่องปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการออมของพนักงานรัฐวิสาหกิจและพนักงานเอกชน นู๋ขอยืมบทความนี้ เพื่อใช้อ้างอิงในการทำวิจัยนะคะ ขอบคุณค่ะ
ยินดีครับ สำหรับผู้ที่ต้องการนำบทความไปใช้ประโยชน์ ซึ่งนับว่าเป็นเป้าประสงค์ของเว็บนี้อยู่แล้ว ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลา แต่ผมจะพยายามหาข้อมูลดีๆ มามอบให้ทุกคน เนื่องจากการออมเป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคง บนพื้นฐานความพอเพียง
อยากได้ข้อมูลเรื่องปัจจัยที่อิทธิพลต่อพฤติกรรมการออมอ่ะครับ จะเอามาทำงานวิจัย
เป็นบทความที่เป็นประโยชน์อย่างสูง ผมทำงานกับชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด (ช.ส.ค.) แนะนำส่งเสริมการออมทรัพย์ภาคประชาชนในรูปของการจัดตั้งแบบ 'สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน' จะมีการจัดสัมมนาหัวข้อ "กองทุนเงินออม สร้างคน สร้างชาติ" ในระหว่างวันที่ 2-3 มีนาคม 2552 ร่วมกับมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ (ศ.ดร. จิระ หงส์ลดารมภ์) และผมเป็นวิทยากรในหัวข้อว่าด้วยภาพรวมของการออม
ขออนุญาตนำบทความนี้เผยแพร่แก่ผู้ร่วมเสวนาด้วยนะครับ มีตัวเลข สถิติด้านต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ และสามารถนำตัวเลขเหล่านี้มาโน้มน้าว และเป็นหลักฐานอ้างอิงที่มีน้ำหนักให้ผู้เข้าร่วมเสวนาตระหนักถึงประโยชน์ของการออมในระดับชาติได้เป็นอย่างดี
นับเป็นบทความที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ขอบคุณมากๆ ครับ และคงได้มีโอกาสอ่านบทความดี ๆ อย่างนี้ต่อไป ขอยกเครดิตนี้ให้กับผู้เขียนนี้ครับ
วีระยุทธ รุจิเรข
ผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศและธุรกิจสหกรณ์
ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด
ขออนุญาตนำข้อมูลไปใช้ประกอบข้อมูลในการทำวิจัยนะค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
ขออนุญาติ นำไปอ้างอิงในบทความ ที่จะเขียนส่งอาจารย์นะคะ
มีประโยชน์มากๆ เลยละค่ะ
ขอบคุณในข้อความที่ดีมาก ขออนุญาตนำไปประกอบการทำการศึกษาค้นคว้าอิสระ เรื่องการออมหน่อยนะ แล้วจะเข้ามาหาความรู้บ่อยขึ้น ขอบคุณอีกครั้ง
หนูขอข้อมูลเกี่ยวกับสถิติการออมของคนไทยได้ไม่ค่ะหนูจะทำสัมมนาทางวิชาการง่าค่ะ
ขอข้อมูลการออมของคนไทยตั้งแต่ปีพศ.2538-2552
ขออนุญาตนำบทความนี้ไปอ้างอิงในงานวิจัยที่นู๋จะทำส่งอาจารย์หน่อยนะค่ะ มีประโยชน์มากๆขอบคุณค่ะ