เหตุผลเข้าท่าขึ้น เมื่ออ่านมาก ฟังมาก

ไม่มีใครโต้แย้งอย่างแน่นอนว่าการคิดรอบคอบเป็นทางลดความเสี่ยงต่อความผิดพลาด  แต่ก็มิใช่ว่า ทุกคนจะมีการคิดรอบคอบก่อนทำเสมอไปเสียทุกเรื่อง  ทั้งนี้ เพราะการคิดรอบคอบเป็นงานที่ต้องเอาจริง ไม่ใช่เป็นเรื่องคิดเล่นๆ เพียงให้สนุกเท่านั้น  ต้องมีกลวิธี ต้องใช้เวลา แต่ถ้าเป็นคนช่างคิด จนติดนิสัย ก็จะเกิดอาการต้องคิด อยากคิด และคิดได้ ความสุขเกิดจากการคิดก็จะเพาะเป็นนิสัยได้  สำหรับการเรียนวิชาที่ว่าด้วยการประเมินทางการศึกษา ผู้เรียนต้องพยายามฝึกตนเองให้มีนิสัยช่างคิด มีทักษะจนเกิดความชำนาญในการคิด คิดอย่างมีเหตุผลให้ได้ทางเลือกที่จะตัดสินใจว่าเรื่องนี้ควรจะทำอย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์  เหมาะสมแล้ว   บางคนใช้วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย  บางคนคิดแยกแยะองค์ประกอบ  ถ้าจะให้ได้ความรู้ลึกซึ้ง น่าจะศึกษา หลักการคิดแบบโยนิโสมนสิการ ค้นคว้าได้จากหนังสือพุทธธรรมของท่านเจ้าคุณอาจารย์ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) แห่งวัดญาณเวศกวัน  หรือค้นคว้าจากตำรา งานเขียนของผู้รู้ท่านอื่นๆ  สำหรับแหล่งเรียนรู้ใกล้ตัวที่อยากแนะนำคือ งานวิจัยของ รศ.ดร.อาภา จันทรสกุล แห่งภาควิชาจิตวิทยาและการแนะแนว คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  และงานวิทยานิพนธ์ของนิสิตที่อาจารย์ดูแลอีกหลายเล่มที่ศึกษาเรื่องนี้ สำหรับผู้เขียน กำลังฝึกการคิดที่แยบยลหลากหลายวิธี  แต่วันนี้ ได้นำวิธีคิดแบบใช้เหตุผลสัมพันธ์มาพิจารณาความเหมาะสมของโครงการในชั่วโมงการประเมินโครงการ ที่มีผู้รู้สร้างแบบแผนหรือกรอบการคิดเป็นแนวทางการพิจารณาองค์ประกอบต่างๆในโครงการ ช่วยตะล่อมให้คิดเข้าลู่ ตรวจสอบความสัมพันธ์ของแต่ละองค์ประกอบในโครงการที่กำลังจะทำ  ก็เลยใช้เวลายามเย็นเขียนขยายความเพิ่มเติมให้ผู้สนใจอ่าน เผื่อจะมีคนช่วยเสริม หรือแย้ง จะได้ความคิดเพิ่มขึ้นแบบแผนหรือกรอบการคิดเหตุผล หรือเชิงตรรกะ ภาษาอังกฤษใช้ คำว่า logical framework Approach หรือย่อว่า LFA  LFAเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการออกแบบการกำกับและการประเมินการพัฒนาโครงการ   เมื่อปี ค.ศ. 1969  ศาสตราจารย์ Leon J. Rosenberg  วางแบบแผนการคิดอย่างมีเหตุผลกับโครงการที่ออกแบบแล้ว   ไล่เรียงแต่ละองค์ประกอบในโครงการตามลำดับว่ามีความเป็นไปได้อย่างสมเหตุสมผลหรือไม่    อย่างน้อย 3 ขั้น ดังนี้

 ขั้นที่ 1   ถ้า ปฏิบัติกิจกรรมตามที่วางแผน  และเงื่อนไขตามกำหนดเป็นจริง  แล้ว  ผลผลิตหรือเป้าหมายตามที่คาดหวังย่อมเกิด 

ขั้นที่ 2  ถ้า ผลผลิตเกิดตามที่คาดหวัง และเงื่อนไขตามกำหนดเป็นจริง  แล้ว  วัตถุประสงค์ของโครงการย่อมบรรลุผลสำเร็จ

ขั้นที่ 3 ถ้า  วัตถุประสงค์ของโครงการบรรลุผลสำเร็จ  และเงื่อนไขตามกำหนดเป็นจริง  แล้ว โครงการย่อมบรรลุจุดหมายได้

ขอยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ใกล้ตัวนิสิต ยกเอาเรื่องเรียน  เมื่อนิสิตลงทะเบียนเรียนวิชาใดวิชาหนึ่งแล้ว  นิสิตวางแผนการเรียนอย่างไรเพื่อให้ได้ระดับคะแนนตามที่คาดหวัง  ในที่นี้ แผนการเรียนก็คือโครงการขนาดเล็กอย่างนี้  นิสิตอาจเขียนเป็นแผนปฏิบัติการ หรือ เก็บเป็นความลึกลับตามสไตล์การเรียนของตน  อย่างไรก็ตาม เราสามารถแยกแยะหัวข้อให้เป็นองค์ประกอบแบบโครงการใหญ่ได้ กล่าวคือ มีจุดมาย (เพื่อปริญญา สร้างอนาคต ฯลฯ) มีวัตถุประสงค์ของการเรียนแต่ละรายวิชา(พิจารณาจากวัตถุประสงค์การเรียนรู้ตามประมวลการสอนที่อาจารย์แจกตอนชั่วโมงแรกของการเรียน)   มีผลหรือเป้าหมายที่คาดว่าจะได้รับ (A  B  C หรืออื่นๆ)  มีการปฏิบัติกิจกรรมการเรียน (ทั้งในชั่วโมงเรียนและนอกชั่วโมงเรียน) และ ปัจจัยสนับสนุนให้เกิดความสะดวกและความจำเป็นในการเรียน (เปฌนเงิน  อุปกรณ์ หรือ พฤติกรรมที่เป็นวินัยของตนเอง)   เมื่อนิสิตวางแผนแล้ว  ให้นำเอาหลักการพิจารณาเหตุผลมาตรวจสอบความเหมาะสม ความเป็นไปได้ 3 ขั้น แล้วปรับปรุงรายละเอียดตามเหตุผล ลองพิจารณาทวนอีกรอบ เริ่มที่ ขั้น 3 ก่อน ปรับแก้ ถ้าพบแนวทางที่สมเหตุผลมากกว่า  อาจคิดหลายรอบก็ได้ แต่ต้องไม่เพลินจนต้องเลื่อนการปฏิบัติกิจกรรมตามกำหนด

รายละเอียดการคิด ขึ้นกับประสบการณ์การเรียนรู้ของแต่ละคน  จึงควรสร้างโอกาสให้กับตนเองได้อ่าน ฟังมากๆ ให้เกิดความคิดหรือ ปัญญา  สรุปได้ว่าเหตุผลเข้าท่าขึ้น เมื่ออ่านมาก ฟังมากนั่นเองรูปแบบการคิดที่กล่าวมาเป็นขั้นนำ ถ้าลองทำดู แล้วนำมาแลกการเรียนรู้ น่าจะดี  ขอเชิญร่วมคิด และเสนอประสบการณ์มาแลกกันบ้าง คงสนุก หวังว่าจะได้คุยกันในโอกาสต่อไป