ช่วงเดือน ต.ค. ๕๐ ผมได้เป็นนักเรียนกฎหมาย     โดยการเข้าไปทำงานเป็นกรรมการที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ๒ ชุด      คือชุดสรรหาคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๐๘ ของรัฐบาล     กับชุด “คณะกรรมการที่ปรึกษาวิชาการ” ทบทวนความรู้เพื่อการจัดทำธรรมนูญสุขภาพแห่งชาติ  ของ สช. – สวรส.

         การประชุมคณะกรรมการชุดหลัง (ซึ่งผมเป็นประธาน) เมื่อวันที่ ๑๗ ต.ค. ๕๐ ทำให้ผมตาสว่าง     ว่าสังคมไทยกำลังนิยามคำว่า “กฎหมาย” ต่างไปจากเดิม    หรือกำลังเสนอความหมายใหม่ของคำว่า “กฎหมาย”

         คิดทำสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ อย่างนี้ผมชอบ     ถูกจริตผมเป็นอย่างยิ่ง      เพราะทำให้การประชุมมีรสชาติ  ประเทืองปัญญา

         “กฎหมาย” ตามนิยามของนักกฎหมาย ต้องมีผลบังคับใช้ ใครไม่ทำตามมีบทลงโทษ    มองว่ากฎหมายเป็นเครื่องมือของรัฐ     แต่ภาคประชาสังคมไทยกำลังเสนอนิยามใหม่ ว่า “กฎหมาย” คือเครื่องมือสร้างผู้นำเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม    กฎหมายเป็นเครื่องมือของสังคม   

         ผมได้เรียนรู้ว่าเรื่องต่างๆ ในสังคมไม่ได้หยุดนิ่ง     มันมีพลวัตอยู่ตลอดเวลา     มองมุมหนึ่งก็เป็นการเปลี่ยนแปลงของปฏิสัมพันธ์    มองอีกมุมหนึ่งเป็นการต่อสู้     การต่อสู้และปรองดอง จัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจใหม่ในสังคมเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา     กฎหมายเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของวิวัฒนาการนี้    

         คุณหมอศุภกิจถามว่า ธรรมนูญสุขภาพ จะก่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน หรือก่อความขัดแย้ง     โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐด้านสาธารณสุข กับประชาชน     เป็นเรื่องน่าคิดนะครับ    แต่ผมว่าเราต้องตั้งเป้าสร้างความปรองดองโดยเกิดผลดีต่อระบบสุขภาพ     ต้องระมัดระวังไม่ให้การสร้างนวัตกรรมทางสังคมกลายเป็นชนวนความขัดแย้ง

         สรุปว่า ตามความหมายของคำว่า “กฎหมาย” แบบเดิม ธรรมนูญสุขภาพแห่งชาติ ไม่เป็นกฎหมาย     แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายคือ พรบ. สุขภาพแห่งชาติ     และนักเคลื่อนไหวสังคมต้องการให้ธรรมนูญสุขภาพแห่งชาติ เป็นเครื่องมืออีกอย่างหนึ่งของการขับเคลื่อนสังคม หรือขับเคลื่อนรัฐนั่นเอง

วิจารณ์ พานิช
๑๙ ต.ค. ๕๐