เมื่อต้องการความตื่นตัวในการขับรถ หรือใช้สมาธิฟังเรื่องน่าเบื่อที่เลี่ยงไม่ได้ ผมใช้วิธีดื่มกาแฟไปเรื่อย ๆ

แน่นอน ผมไม่ได้คำนึงว่า กาแฟจะเกิดผลดีหรือผลร้ายต่อสุขภาพอันใด เว้นแต่ว่า กาแฟนั้นชงไม่ได้เรื่อง ก็จะเกิดผลร้ายต่อสุขภาพจิตบ้างเล็กน้อย

แต่ก็สังเกตว่า หลังหมดฤทธิ์กาแฟ ร่างกายมักจะรู้สึก "โทรม" เป็นพิเศษ เหมือนกับว่า กาแฟช่วยหยิบยืมพลังงานอนาคต มาใช้สอยไปก่อนล่วงหน้า เมื่อถึงเวลา ก็ต้องชดใช้หนี้สิน

การที่ผมดื่มกาแฟ เป็นการใช้กาแฟช่วยยืมพลังงานในอนาคตมาใช้ เป็นโดย "รีดไถ"ออกมาในระดับเซลล์ ทำให้ หนี้ต่อทุนของเซลล์ในร่างกายผม มีค่ามากกว่าศูนย์

หากผมอัดกาแฟมากไป ร่างกายผมเมื่อต้องใช้หนี้ จะแลกด้วยความ "โทรม" เป็นพิเศษ 

ศัพท์ทางบัญชี นิยามตัวเลขชี้วัดระดับการหยิบยืมอนาคตมาใช้ก่อน ด้วยอัตราส่วน หนี้ต่อทุน

ทุนคือ สิ่งที่เรามีอยู่จริง ที่เป็นของเราเองในตอนนี้

หนี้คือ สิ่งที่เรายืมมา ซึ่งอาจเป็นการยืมคนอื่น หรือ ยืมอนาคต

ไม่ยืมเลย หนี้ต่อทุนก็เป็นศูนย์

แต่หากยืมมาก หนี้ต่อทุน ก็จะมีค่าที่สูง ๆ ได้

แนวคิดทั่วไป การเป็นหนี้ ก็ไม่เลวอยู่ ถ้าเป็นหนี้เพื่อการลงทุน เพราะทำให้โตเร็วขึ้น เหมือนกับการขับรถให้เร็วขึ้น ก็จะใช้เวลาน้อยลงในการไปถึงจุดหมาย ยิ่งขับเร็ว ยิ่งถึงจุดหมายเร็ว

แต่การขับรถ หากขับเร็วไป ที่ไปถึง แม้เป็นจุดหมาย แต่เกรงว่า อาจเป็นจุดหมายที่ไม่ได้ตั้งใจไปแต่แรกแล้ว 

เป็นหนี้มากไป เหมือนขับรถซิ่ง ไม่ทนการการเจอหลุมบ่อแม้เพียงครั้งเดียว ให้ความรู้สึกสุดแสนเปราะบางนัก

หนี้ต่อทุน นอกจากจะใช้ชี้วัดระดับเซลล์แล้ว ยังชี้วัดระดับที่ใหญ่ขึ้นมา ก็ได้ด้วย โดยในบางกรณีที่ประเมินทุนยาก อาจใช้ค่า หนี้ต่อรายรับแทน ซึ่งก็จะชี้ไปทางเดียวกัน โดยหนี้ต่อรายรับ จะบอกว่า ต้องใช้รายได้นานเท่าไหร่มาล้างหนี้

เช่น วัดว่า คน องค์กร หรือ ระดับประเทศ มีหนี้ขนาดไหน โดยดูจากงบดุลที่เกี่ยวข้อง

ลองดูระดับรายคน จะเห็นปรากฎการณ์ที่น่าสนใจ คือ คนยิ่งมีความมั่นใจสูงในรายรับ ยิ่งกล้าก่อหนี้ดุดัน

ข่าวกรุงเทพธุรกิจ พุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2546 เสนอข่าว ผลวิจัย เอสบิค ระบุชัดคนกรุงใช้เงินเกินตัว โดยคนกรุงเทพฯ 35.6% เป็นหนี้ คิดเป็นมูลค่าหนี้สิน 426,203 บาทต่อคน

  • รายได้   <  10,000 บาท  หนี้/คน 140,000 บาท  (ใช้รายรับ 1 ปี ล้างหนี้หมด)
  • รายได้  10,001-20,000 บาท  หนี้/คน 330,167 บาท (ใช้รายรับ 1.5-3 ปี ล้างหนี้หมด)
  • รายได้  20,001-30,000 บาท  หนี้/คน 710,825 บาท (ใช้รายรับ 2-3.5 ปี ล้างหนี้หมด)

วิกฤติซับไพร์มที่เขย่าขวัญทั้งโลกเป็นระยะ วิกฤติค่าเงินสหรัฐอ่อนค่า มองให้ถึงที่สุด อันที่จริง กล่าวได้ว่า ล้วนเป็นผลกระทบลูกโซ่ของการที่อัตราส่วนหนี้ต่อทุนที่สูงไม่น่าเชื่อของสหรัฐ จนคนไม่ไว้ใจ

ลองมาดูในประเทศไทย ข้อมูลค่ามัธยฐานของอัตราส่วนหนี้ต่อทุน ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลดิบรายบริษัทที่เคยเผยแพร่เป็นทางการ แต่กระจัดกระจายอยู มาประมวลรวมใหม่ จะเห็นดังภาพล่าง

การที่ผมใช้มัธยฐาน เพราะตัวเลขจะเป็นตัวแทนได้ว่า บริษัทราวครึ่งหนึ่ง มีอัตราส่วนหนี้ต่อทุน เกินค่าที่แสดงไว้ และค่ามัธยฐานมีข้อดีประการหนึ่งกว่าค่าเฉลี่ยคือ ต่อให้ผมเก็บข้อมูลแหว่ง ๆ วิ่น ๆ ก็ไม่กระทบกระเทือนต่อความน่าเชื่อถือของค่านี้

ข้อมูลที่แสดงไว้ ทุกจุด คิดจากข้อมูล 300-500 บริษัท จึงน่าเชื่อว่า น่าจะเป็นตัวแทนระดับประเทศได้ว่า บริษัทต่าง ๆ มีทัศนคติอย่างไรต่อการเป็นหนี้

เราจะเห็นว่า ยกเว้นช่วง 2540-2544 ซึ่งเป็นช่วงหลังวิกฤติการลอยแพค่าเงินบาท แนวโน้มไปในทางที่ผู้ประกอบการ ระมัดระวังตัวมากขึ้นอย่างช้า ๆ จากระดับหนี้ต่อทุนเป็น 1.13 ในปี 2535 จนลดถึงระดับหนี้ต่อทุนเป็น 0.83 เท่า ในปี 2550

ตัวเลขนี้ แม้ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ใช่อยู่ในระดับที่ชวนให้สบายใจนัก เพราะหากเอาเกณฑ์ที่นักลงทุนระดับโลกแนวหัวอนุรักษ์เขาใช้กัน ค่าที่เกิน 0.5 ก็ชวนให้ไม่สบายใจแล้ว

ลำพังว่า หนี้มากน้อย เพียงอย่างเดียว อาจไม่สำคัญว่า เรากำลังอยู่ในภาวะแวดล้อมอย่างไร

หากเป็นภาวะแวดล้อมที่ นิ่ง มีความเสถียร หนี้มาก อาจรับมือได้

แต่ข้อเท็จจริง ภาวะแวดล้อมเรา นิ่ง จริงหรือ ?

เราท่านพอจะทราบว่า หลายปีที่ผ่านมา ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ปรับตัวขึ้นหลายเท่า เช่น น้ำมันดิบ ยางพารา ทองคำ ฯลฯ และค่าเงินบาทก็แข็ขึ้นไม่น้อย

ลองมาดูข้อมูลอัตราส่วนความสามารถในการแข่งขันของบริษัทไทยโดยรวม ซึ่งผมใช้ค่าอัตราส่วน กำไรหลังหักภาษี ต่อ ยอดขาย ซึ่งอาจเรียกง่าย ๆ ว่า มาร์จินกำไรของการประกอบการ โดยใช้ข้อมูลแหล่งเดียวกันกับข้างต้น และใช้ค่ามัธยฐานเช่นเดิม

margin

จะเห็นได้ว่า สี่ปีที่ผ่านมา ทั้งค่าเงินแข็ง และราคาสินค้าทุนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบให้ขีดความสามารถแข่งขันระดับประเทศ ลดลง ซึ่งเท่ากับว่า ระบบเพิ่มความเปราะบางต่อการบีบคั้นของหนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

ในท้องถนน มีการจำกัดความเร็ว เพราะเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของสังคมในการใช้ถนน แต่ในการประกอบการ ดูเหมือนว่า ไม่มีขีดจำกัดในการ "เร่งความเร็ว" แต่อย่างใด

วันใด หลุมบ่อของความไม่แน่นอน (ค่าเงิน/ซับไพร์ม/ราคาพลังงาน/ฯลฯ) มาขวางหน้า ความเสียหายที่เกิด ได้แต่ภาวนาว่า เกิดแต่คนขับฝ่ายเดียว ไม่ลามไปถึงผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ที่เรียกกันว่า ประเทศไทย