หลากครั้งในหลายเวลาที่มีคนด่า ว่า กล่าว ตักเตือน
“เจ็บไหม?”
เจ็บหรือไม่เจ็บนั้นขึ้นอยู่กับเราว่าจะ “ปรุงหรือไม่ปรุง”
ถ้าไม่ปรุงสิ่งนั้นก็กลายเป็นเหมือนกระแสลมที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
แต่ถ้าปรุง!
สิ่งนั้นจะกลายเป็นเหมือนมีดคอยกรีดและทิ่มแทงใจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันทุกครั้งที่ “จิตปรุง”

ไม่เจ็บแถมยังมีมหาประโยชน์

การโดนด่านั้นมีประโยชน์หนึ่งคือ ถ้าเกิดสิ่งที่เขาด่า ว่า กล่าว ตักเตือนนั้น เป็นจริง
สิ่งนั้นจะเป็นกระจกสะท้อนเงาของตัวเราเองในสิ่งที่เรามองไม่เห็น หรือมองเห็นแต่เราไม่อยากจะมอง หรือมองเห็นแล้วแต่ไม่อยากจะทำ หรือทำแล้วแต่ยังไม่ดี หรือทำดีแล้วแต่ยังไม่ดีที่สุด หรือทำดีที่สุดแล้วแต่ยังไม่พอใจคนรอบข้าง หรือพอใจคนรอบข้างแล้วยังไม่เพียงพอต่อกิเลสของคนอยากด่า...นั่นจึงเป็นการ สำรวจ ปรับปรุง แก้ไข เพิ่มคุณค่าให้กับตนเอง 

จึงนำมาถึงประโยชน์ข้อที่สองที่สำคัญยิ่ง คือ ได้สร้างบุญและกุศลอันใหญ่หลวงคือ “อภัยทาน”
เมื่อเราถูกด่า ว่ากล่าว ตักเตือน ถ้าไม่เป็นจริงหรือไม่สมควรที่เขาจะด่าเราอย่างนั้น “การให้อภัย” ถือเป็นบุญใหญ่ที่รอคอยให้เราได้กระทำ
“อภัยทาน” เป็นทานที่ใหญ่ยิ่ง
อภัยทาน จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุแห่งปัจจัยที่ทำให้เราต้องให้อภัย
เมื่อมีคนมาด่า หรือมาว่า หรือมากล่าวตักเตือน “ถ้าไม่เป็นจริง”
นั่นแหละ “โอกาสแห่งการให้อภัยมาถึงแล้ว”
ถ้าเราทำได้ ถือว่าเราได้ทำทานครั้งใหญ่
ยิ่งใหญ่กว่าการตักบาตร ทำบุญกับเหล่าสรรพสัตว์ ทำทานกับคน ทำกุศลกับคนมีศีล ตักบาตร ถวายสังฆทานกับพระ แต่พระโสดาบัน จนกระทั่งพระอรหันต์ แม้กระทั่งการได้ถวายข้าวแก่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหนือยิ่งกว่าการบริจาคเงินสร้างโบสถ์สร้างศาลา “การให้อภัยแก่คนที่ด่าเรา” นั้น เหนือกว่าการให้ทานที่กล่าวมาทั้งหมด 

การให้อภัยจะสิ้นเหตุปัจจัยแห่งการปรุง
“เมื่อเราไม่ปรุง เราก็จะไม่เจ็บ” ไม่เจ็บแปลบ ๆ เหมือนใครเอามีดมาแทงหัวใจ
เพราะเมื่อเราปรุง จิตใจของเราจะสั่นไหว สมองและร่างกายจะผิดปกติไปทั้งระบบ และเมื่อทั้งระบบปรวนแปร เรรวน “หัวใจ” ซึ่งเป็นสิ่งอ่อนไหวที่สุดในร่างจะรับความผิดปกตินั้นเป็นลำดับแรก
หัวใจจะเกิดใจสูบฉีดเลือดผิดปกติ การเต้น การทำงาน การสูบฉีดเลือดผิดปกติไปหมด
“เจ็บแน่คราวนี้ ถ้าเราปรุง”
เมื่อหัวใจสูบฉีดเลือดผิดปกติ เลือดไปเลี้ยงหัวสมองไม่พอ เซลล์ต่าง ๆ แบ่งตัวผิดปกติ มือที่ทำงานอยู่ไร้กำลัง ขาที่เดินอยู่มีแรงไม่พอ ขาอ่อนลมครืนลงมา
“เจ็บแน่คราวนี้ เพราะเราปรุง”
เมื่อร่างกายลมครืนลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก ส่วนไหนจะกระแทกลงกับฟื้นนั้น ก็แล้วแต่สติ
สติจะมีไหมนั่นตอนนั้น “ถ้ามีสติก็คงจะไม่ปรุงตั้งแต่ตอนแรก” ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุปัจจัยแห่งการล้ม
ดังนั้นถ้าป้องกันไม่ทันกำลังจะล้ม “สติ” สำคัญมาก ๆ ไม่งั้น “เจ็บ” หนักแน่ เพราะ “คำด่าเพียงคำเดียว”
“สติ” จะเป็นเครื่องป้องกันเหตุปัจจัยแห่งการผิดปกติที่กล่าวมาหมด สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดก็จะมิเกิดขึ้น ดังนั้น “เราจึงไม่เจ็บ”

“ลมหายใจเป็นเครื่องมือในการควบคุม” สติ

ลมหายใจที่ยาวและลึกในวินาทีที่โดนด่า จะป้องกันอาการเจ็บได้อย่างฉันพลัน
เริ่มตั้งแต่
ป้องกันวาจาที่จะสวนกลับคืน ซึ่งเป็นวาจาที่เกิดขึ้นโดยมิได้ผ่านการกรั่นกรองความถูกผิดของจิตหรือแม้กระทั่งสมอง  ซึ่งจะนำมาสู่อาการเจ็บ อันเนื่องจาก มือไม้ของเราหรือฝ่ายตรงข้ามอาจจะมาฟาดปาก ฟาดหัว ฟาดตัว หรือถ้ามีมีดหรือปืน ก็อาจจะเจ็บหนัก หรืออาจถึงตายได้ หรือไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต หรืออาจจะต้องไปโตในคุกในตาราง
ถ้าเป็นอย่างนั้น
จะมิใช่เราคนเดียวที่เจ็บ พ่อ แม่ ญาติ พี่น้อง ลูก หลาน เจ็บกันหมด...

ลมหายใจยาว ๆ ลึก ๆ เมื่อวินาทีนั้น ช่วยให้เราไม่เจ็บได้ 

ความคิดเพียงชั่ววูบ การตัดสินใจผิดเพียงเสี้ยววินาที อาจทำให้อนาคตดับวูบหรือชีวิตทั้งชีวิตดับลงได้
“การหายใจเข้าหนึ่งครั้ง เกินกว่าหนึ่งวินาที”
“การหายใจออกอีกหนึ่งครั้ง รวมกันแล้วหลายวินาที”
หลายวินาที ย่อมยาวกว่าเสี้ยววินาที
ลมหายใจเข้าออกลึก ๆ ยาว ๆ หลาย ๆ วินาทีนั้น สามารถทำให้เกิดสติ และ “มีสติ”
ลมหายใจเข้าออกลึก ๆ ยาว ๆ หลาย ๆ วินาทีที่มีสตินั้น สามารถป้องกันอาหารเจ็บกายและเจ็บใจได้
ลมหายใจเข้าออกลึก ๆ ยาว ๆ หลาย ๆ วินาทีที่มีสตินั้น สามารถป้องกันชีวิตเราและเขาไว้ได้
ลมหายใจเข้าออกลึก ๆ ยาว ๆ หลาย ๆ วินาทีที่มีสตินั้น สามารถสร้างอนาคตที่สดใสได้
ลมหายใจเข้าออกลึก ๆ ยาว ๆ หลาย ๆ วินาทีที่มีสตินั้น สามารถทำให้เราโดนด่าแล้ว “ไม่เจ็บ”... เพราะสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นก็แค่ "โลกธรรม"

ปัจฉิมลิขิต. ไม่เจ็บ แถมไร้ทุกข์ เพิ่มโปรโมชั่นอิ่มสุขอีกต่างหาก...

สิ่งที่อาตมากล่าวมาทั้งหมดอย่าเพิ่งเชื่อนะ

ลองทำดู

แต่จริงแล้วค่อยเชื่อ

แต่ไม่ได้เชื่ออาตมานะ

โยมจะเชื่อตัวของโยมเอง...