การศึกษานพลักษณ์ มันก็ต้องมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน .....ก็คงเป็นทำนอง "รู้ตัวให้ทัน" ว่าตอนนี้เราคิดอะไรอยู่ เรารู้สึกอะไรอยู่.... ถ้าเราไม่รู้ตัวเราก็ทำตามเดิมๆ ของลักษณ์เราที่ทำโดยอัตโนมัติ ...
ข้อความข้างล่างคือ ข้อความที่ดิฉันตอบน้องคนหนึ่งในกระดานสนทนาของสมาคมนพลักษณ์ไทย ค่ะ
สำหรับคำว่า "ปัจจุบันขณะ" ลองหาอ่านในหนังสือของท่าน ติช นัท ฮัน ดูนะคะ ท่านชอบใช้คำว่า now and here ค่ะ
ก็เหมือนกับที่หลายท่านเคยปฏิบัติธรรม ทราบอยู่แล้วว่า ปัจจุบันขณะคือ รู้ตัวเราเองทันว่าเรากำลังหายใจเข้าอยู่ หรือหายใจออกอยู่ เพราะคนส่วนใหญ่ ตอนนี้หายใจเข้าหรือออก ยังไม่รู้ตัวเลย ประมาณเดียวกันแหล่ะค่ะ


แต่คราวนี้ การศึกษานพลักษณ์ มันก็ต้องมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน .....ก็คงเป็นทำนอง "รู้ตัวให้ทัน" ว่าตอนนี้เราคิดอะไรอยู่ เรารู้สึกอะไรอยู่.... ถ้าเราไม่รู้ตัวเราก็ทำตามเดิมๆ ของลักษณ์เราที่ทำโดยอัตโนมัติ ... เช่นลักษณ์สี่ดื่มด่ำกับอารมณ์ความรู้สึกตอนนั้นอยู่ หากไม่รู้ตัว มันยิ่งดื่มดำมากขึ้นๆๆๆ คนอื่นเข้าหาตอนนั้นไม่ได้เลย เขาก็รู้สึกว่าเราอารมณ์แปรปรวน

หรือคนแปดเมื่อโกรธ ก็แสดงพลังมากมายออกไปอาละวาดผู้คน แต่ถ้ารู้ทัน ก็รู้ที่จะแสดงให้คนอื่นเห็นความโกรธแต่พองาม อะไรทำนองนี้แหล่ะค่ะ...

หรือคนห้า เวลาใครมาถามอะไร ก็เห็นให้ทันว่า ไม่ใช่เขามาจุ้นกะชีวิตเรา ก็แค่เขามามีปฏิสัมพันธ์กะเราด้วยเท่านั้น คนแต่ละลักษณ์ต้องหา point ของปัจจุบันขณะของตัวเองค่ะ เพื่อจะได้ลดทอนทุกข์อันเกิดจากการตามรู้ไม่ทันลักษณ์ตัวเองทีจะออกอาการ


ส่วนเรื่องความเงียบ ถือว่าเป็นความงามในสุนทรียสนทนานะคะ ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล เพราะส่วนใหญ่เราพูดกัน แต่เราไม่ค่อยฟังกันค่ะ ในวงสุนทรียสนทนา เมื่อเราฟังอย่างลึกซึ้ง เราอาจจะต้องใช้เวลาไตร่ตรอง ก่อนที่เราจะพูด เพราะหากเราเห็นปฏิกิริยาการพูดสวนออกไปเร็วๆ เราจะพบว่า เราทำโดยอัตโนมัติ เราไม่ได้ฟังจริงๆ เท่าใดนัก เราเอาตัวเราเป็นที่ตั้งเยอะอยู่

ในบางครั้งสุนทรียสนทนาในครั้งแรกๆ ของบางที่ บางกลุ่ม ถึงขนาดว่าต้องมีกติกาเลยนะคะว่า ให้ฟังคนอื่นพูดไม่น้อยกว่า 3 คน หรือแล้วแต่ขนาดวง ก่อน แล้วตัวเองถึงจะมีสิทธิ์พูดซ้ำ เพราะบางคนไม่ได้ใส่ใจที่จะฟังคนอื่นเลย มาพูดๆๆๆ และพูด เท่านั้น

แต่ของเราไม่ถึงขนาดนั้นค่ะ